Archive for the ‘Wealth’ Category

ลูกไม้มักหล่นใต้ต้น

February 2, 2009

ช่วงนี้เงียบหายไปหลายวัน เพราะเบื่อโลกเสมือนใน internet หลังจากนี้ก็คงหายๆผลุบๆโผล่ๆ เพราะไม่รู้จะเข้ามาเขียนให้คนอื่นอ่านเรื่องตัวเองทำไม 5555 เอาเวลาไปทำอย่าอื่นดีกว่า ไม่อยากมาระบายในนี้แล้ว internet มันก็ดีนั้นแหละ แต่แค่นี้ก็รู้แล้วว่า blog เป็นยังไง ได้ความรู้มาพอควรแล้ว ค่อยๆย่องไปหา knowledge เรื่องอื่นๆต่อดีกว่า เปลี่ยนวิธีผ่อนคลาย

รู้อยู่แล้วละว่าต้องเป็นแบบนี้ เพราะเป็นคนแบบนี้แหละครับ ชอบอะไรเป็นช่วง บ้าเป็นพักๆ นิสัยประจำตัว ชอบอ่าน ชอบรู้น้อยๆแต่รู้เยอะๆ 55555 เคยเห่อมาหลายเรื่องแล้ว ตั้งแต่ บ้าถ่ายรูป กับกล้อง SLR สมัยยังเป็นฟิลม์ ก็เลิกไปแล้วขี้เกียจแบก ทั้งหมากล้อม สมัยก่อนยังไม่ฮิตมาก เมื่อมีระดับดั้งในเมืองไทย แค่นับคนได้ ไม่เกินหลัก 10 ก็ไปเรียนไปเล่นถึงสมาคมก็ล้างราไปนาน พอได้ concept ก็จากลา ทั้งบ้าอ่านบ้าซื้อหนังสือก็เลิกเสพลงเยอะ บ้าการ์ตูนก็ไปซื้อมาดูมันทั้งวัน ยังกะติดยา บ้าเล่นเกมส์ก็บ้า กะอีกหลายๆบ้า สรุปว่าคนเขียนนี้บ้า 55555

เรื่องบ้านี่เป็นแค่เรื่องหนึ่งมั้งที่ไม่ได้มาจาก dna ไม่ได้มาจากพฤติกรรมของคนรอบข้าง คงเป็นเพราะสันดานแค่ชาติบางก่อน เป็นลูกไม้ที่ไม่ได้หล่นใต้ต้น ทั้งบ้านพ่อแม่รับราชการหมด น้องๆก็รับราชการ ส่วนข้าพเจ้านอกตำรามาอยู่นอกระบบ ว่าไปแล้วทั้งบ้านพ่อแม่ลูกก็ประกอบอาชีพไม่เหมือนกันเลย ไม่ได้หล่นใต้ต้นสักคน พูดใหม่เลยก็คือคงไม่ได้ดังใจพ่อแม่สักคน 5555 แต่ทั้งหมดก็เป็นคนดี แม้ว่าจะทำให้ปวดหัวบ้าง แต่ก็มีหลักมีฐาน มีการมีงานทำละกัน มีพอกิน ไม่ได้เกาะพ่อขอแม่กินแล้ว แหมภูมิใจนะเนี้ย 5555

จะว่าไปลูกไม้แม้ว่าจะมีนกมีกามีสิงสาราสัตวมาคาบไปตกไกลๆ มันก็ต้องหล่นใต้ต้นบ้างนั่นแหละ จะว่าไปแล้วข้าพเจ้าก็ได้สิ่งดีจากพ่อกับแม่มาเยอะนะครับ ยกมาโม้บางส่วน

ท่านสอนสิ่งดีๆเยอะ และหวังดีเสมอ อาทิเช่น…แม้ว่าเมื่อวันก่อนเราอาจจะพึ่งจะเถียงท่านทะเลาะบ้าง แต่เช้ามาท่านก็ลืมไปแล้ว มีแต่เราที่ยังเกรงอยู่..อันที่จริงนะกลัว.. วันดีมีสุขก็อวยพรให้พรเราทุกเทศกาล ท่านไม่ได้ร่ำรวย ไม่ได้โกงกิน (อาจมีตามน้ำบ้างมั้ง ไม่อาจรู้ได้) แต่ที่เห็นก็ไม่มีทรัพย์มากมาย ไม่มีอหิงสาอะไร..ไม่ใช่…ไม่มีอสังหาอะไร ทำงานจนปลดระวางก็อยู่บ้านห้องแถวห้องเดิมคุณตาสร้างให้สามสิบกว่าปีก่อนนู้น มีรถเก่าๆ ๑ คัน

โดยเฉพาะพ่อ ทำงานอย่างท่านถ้าเป็นคนอื่นๆ ก็คนมีอันจะกินกว่านี้ ท่านไม่ชอบความเสี่ยง (แต่ข้าพเจ้าชอบไม่งั้นก็คงไม่มาเล่นหุ้น เกี่ยวกันมั้ยเนี้ย) บ้างาน ชอบให้ทำงาน ไม่ชอบให้หยุด เท่าที่จำได้ไม่เคยหยุดพักร้อน โอ้พระเจ้า และถ้าเราหยุดบอกว่าลาพักร้อน ท่านจะไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นะ 555 เมื่อก่อนก็ไม่หยุดเหมือนกัน แต่ตอนนี้หยุดแหลก

ท่านชอบให้มีสมุดเล่มเล็กๆบันทึกประจำตัว ให้มาประจำ ไว้เราก็จดบ้างไม่จดบ้าง ไม่ค่อยจะดีนัก เพราะความคิดดีๆมักหายไปบ่อยๆ ท่านออกกำลังกายเกือบทุกวัน แข็งแรงแถมอึดยังกะกระทิง ชอบให้อ่านหนังสือ ชอบให้ออมตอนเด็กๆก็ให้เหรียญให้เงินไปฝากเป็นประจำ แถมให้เราดูแลเงินเก็บด้วย ทำให้ติดนิสัยมาเยอะ

แต่ท่านไม่ค่อยชอบเที่ยว พ่อนะ แต่แม่ชอบเที่ยว แต่เกรงพ่อ ฮาฮาฮา ให้เก็บแต่เงิน กลัวว่าลูกไม่มีเงินใช้ มีเงินก็จะให้ฝากธนาคารท่าเดียว ท่านกินง่ายอยู่ง่าย พอเพียง อยู่แบบเพียงพอ กินเพื่ออยู่ ก็ติดมาบ้าง ท่านดูแลตัวเองไม่ชอบพึ่งพิงใคร ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน โฮได้มาเต็มๆ ทำกับข้าวอร่อยทั้งคู่ ไอ้เราก็ได้วิชามาบ้าง

ตอนนี้ท่านก็แก่แล้วละ ลูกๆก็โตแล้วละ แต่ยังเล็กกว่าวัวกว่าควาย ถ้าเคยเห็นมันใกล้ๆจะรู้ว่ามันตัวใหญ่กว่าเราเยอะ แต่ยังไงท่านก็เหมือนพ่อแม่คนอื่นๆมั้ง..เห็นลูกเป็นเด็กๆอยู่เสมอ ชอบสอนชอบแนะนำ ซึ่งก็เรื่องดีๆทั้งนั้นแหละ มีแต่เรานี่แหละดื้อด้าน ไม่ค่อยจะเชื่อ 5555 จะบอกว่าโตแล้วนะ

ตอนนี้พยายามให้พ่อแม่ปล่อยวางบ้าง ศึกษาธรรมบ้าง อย่าคาดหวังกับลูกมากเกินไป แล้วจะมีความสุขมากขึ้น สิ่งไม่ดีของท่านก็มี แหม่ก็คนธรรมดาเดินดินนิครับ แต่ไม่ขอกล่าวถึง เอาไว้รู้กันเองในครอบครัว ที่ว่ามาทั้งหมดไม่มีอะไรหรอกครับ แค่มาบอกว่าได้สิ่งดีๆจากท่านมาเยอะ ก็มาสดุดีชื่นชมให้คนอื่นอ่านบ้าง

เขียนเรื่องอื่นๆได้เยอะแยะแค่ไม่เคยเขียนถึงคนที่เป็นที่สุด เป็นพระอรหันต์ของลูก บ้านนี้ไม่ค่อยได้บอกรักกันหรอกครับเป็นคนโบราณกันทั้งบ้าน เขินตายเลย แต่หลังๆมานี่ ทุกๆครั้งที่เจอกันก็ไปโอบไปกอดท่านบ่อยๆ เพราะไม่ค่อยได้เจอกันครับ ให้ท่านได้รู้ว่ารักนะ นี่ก็ใกล้วันเกินท่านทั้งคู่แล้ว ก็มาบอกรักท่านให้คนอื่นๆอ่านก่อน..แค่นี้ละกันนะครับ….รัก

ใครทำประกันชีวิตไว้ลดหย่อนภาษี งานเข้าแล้วครับ..

November 4, 2008

คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เคลียร์กับกรมถอนขนห่านยังไงครับนี้ หลังจากตามข่าวมาหลายวัน ดูเหมือนไม่มีความคืบหน้านะครับ ลองอ่านข่าว..จากสองแหล่งนี้ก่อนครับ

ข่าวแรกใหม่ๆหลังเคลียร์มาแล้วหลายรอบ  คปภ.-สรรพากรเคลียร์สิทธิหักภาษี  เนื้อหาข้างในครับ

คปภ.วิ่งหาสรรพากรอีกรอบ ชี้แจงผลกระทบก่อนฟันธง สิทธิหักลดหย่อนภาษีสำหรับเบี้ยประกันชีวิต ด้านนายกสมาคมประกันชีวิต ย้ำทำให้ชัดเจน หวั่นคนสับสน

จากการประชุมร่วมระหว่างกรมสรรพากร และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ข้อสรุปล่าสุดเกี่ยวกับสิทธิของผู้เอาประกันในการหักลดหย่อนภาษีสำหรับเบี้ยประกันชีวิตว่า กรมธรรม์นั้นจะสามารถจ่ายปันผลระหว่างปีในช่วง 3 ปีแรกได้ไม่เกินปีละ 20% ของเบี้ยรับประกันในแต่ละปี รวมถึงเบี้ยประกันจากสัญญาหลักเท่านั้นที่จะได้สิทธิดังกล่าว ไม่ครอบคลุมถึงเบี้ยประกันส่วนที่เป็นสัญญาเสริม

นางคมคาย ธูสรานนท์ รองเลขาธิการสายกำกับ คปภ. เปิดเผยว่า คปภ.จะเข้าไปชี้แจงข้อเท็จจริงและนโยบายเพื่อประเมินภาพรวมด้วยกันอีกครั้งหนึ่ง รวมถึงจะชี้แจงถึงผลที่อาจเกิดขึ้นหลังจากมีมาตรการเหล่านี้ออกมา ซึ่งด้านกรมสรรพากรอาจมองในอีกมุมหนึ่งที่ต่างไปก็ได้ การหารือร่วมกันครั้งนี้ต้องพิจารณาบนหลักการเพื่อให้เป็นข้อกำหนดที่ยอมรับได้ร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ทาง คปภ.จะเข้าไปชี้แจงข้อมูลเท่านั้น ส่วนการกำหนดข้อสรุปออกมายังเป็นอำนาจการตัดสินใจของกรมสรรพากร

ทั้งนี้ ผู้ถือกรมธรรม์ประกันชีวิตมักซื้อประกันสุขภาพเป็นสัญญาแนบท้าย เพื่อคุ้มครองค่าเสียหายในกรณีเจ็บป่วย ซึ่งที่ผ่านมาผู้ถือกรมธรรม์สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ทั้งสองส่วน ขณะที่บริษัทประกันวินาศภัยในปัจจุบันก็สามารถขายประกันสุขภาพและประกันภัยโรคร้ายแรงได้เช่นกัน แต่ผู้เอาประกันจะไม่ได้รับสิทธิในการหักลดหย่อนภาษี จึงทำให้เกิดสิทธิประโยชน์ที่เหลื่อมล้ำกัน

“โดยส่วนตัวแล้วอยากให้ผู้ถือกรมธรรม์ได้รับสิทธิหักลดหย่อนภาษีทั้งคู่ ไม่ว่าจะซื้อประกันสุขภาพที่แนบท้ายกรมธรรม์ประกันชีวิต หรือประสุขภาพที่บริษัทประกันวินาศภัยขายโดยตรง เพราะถือเป็นสิทธิประโยชน์ที่ช่วยจูงใจให้ผู้บริโภคเตรียมความ พร้อมสำหรับอนาคตด้วยตนเอง ขณะเดียวกันภาครัฐก็ประหยัดงบประมาณในการจัดสรรสวัสดิการด้านสุขภาพให้กลุ่มคนเหล่านี้ลงไปได้เช่นกัน” นางคมคายกล่าว

ด้านนายสาระ ล่ำซำ นายกสมาคม ประกันชีวิตไทย กล่าวว่า เงื่อนไขเกี่ยวกับการหักลดหย่อนภาษี ถือเป็นหลักเกณฑ์ที่มีมาแต่เดิม เพื่อช่วยสร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้บริโภค โดยเฉพาะในประเทศที่อัตราการถือครองกรมธรรม์ยังต่ำอยู่ สิทธิประโยชน์เหล่านี้ถือว่าช่วยได้มาก

“ปัจจุบันการถือครองกรมธรรม์ประกันชีวิตในประเทศไทยมีสัดส่วนแค่ 22.5% ของประชากรทั้งหมด ดังนั้นหลักเกณฑ์ต่างๆ รวมถึงสิทธิประโยชน์ที่ผู้ถือกรมธรรม์ควรจะได้รับต้องมีความชัดเจน และไม่สร้างความสับสนแก่ผู้บริโภค” นายสาระกล่าว

——-จบข่าวแรก ——ต่อด้วยข่าวจากกรมถอนขนห่าน——

ข่าวกรมสรรพากร Revenue Department News เลขที่ข่าว ปชส. 1/2552 วันที่แถลงข่าว 28 ตุลาคม 2551
เรื่อง การคํานวณภาษี เพื่อลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต กรณีมีเบี้ยประกันอื่นควบอยู่ด้วย  
 เนื้อหาข้างใน pdf ตามอ่านครับ

ตามที่กรมสรรพากรได้เสนอแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย เพื่อขยายวงเงินการหักค่าลดหย่อน ในการคํานวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สําหรับการหักค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต จากเดิมที่กฎหมายกําหนดให้หักได้ไม่เกินปีละ 50,000 บาท เป็นให้หักได้สูงสุดปีละ 100,000 บาท ซึ่งมีผลสําหรับ เบี้ยประกันภัยที่ได้จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551 เป็นต้นไป นั้น

ปัจจุบัน กฎหมายฉบับดังกล่าวนี้ ได้ผ่านขั้นตอนทางกฎหมายและมีผลใช้บังคับแล้ว สํานักงานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จึงได้มาหารือกับสํานักงานเศรษฐกิจการคลังและกรมสรรพากรในวันที่ 21 ตุลาคม 2551 โดย คปภ. มีความเป็นห่วงว่า ผู้เอาประกันอาจไม่ทราบถึงหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ในการหักลดหย่อนทางภาษี จนเป็นเหตุ ให้มีการเสียภาษีผิดพลาด ทั้งนี้ โดยเฉพาะกรณีการเอาประกันชีวิตที่มีประกันอื่นควบกันอยู่ เช่น ประกันชีวิต ควบกับประกันสุขภาพ

ผลการประชุมได้ข้อสรุปว่า การพิจารณาการหักค่าลดหย่อนในการคํานวณภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดา สําหรับค่าเบี้ยประกันชีวิต นั้น จะพิจารณาจากหลักฐานที่ทางบริษัทผู้รับประกันภัยออกให้ ซึ่งบริษัทจะต้องแยกให้ชัดเจนว่า เป็นส่วนของค่าเบี้ยประกันชีวิตเท่าไหร่ เป็นส่วนของค่าประกันประเภทอื่นเท่าไหร่ เพื่อให้ทราบว่าวงเงินที่ผู้เอาประกันภัยจะสามารถนําไปใช้หักเป็นค่าลดหย่อนทางภาษี ได้เป็นจํานวนเท่าใด

นายสาธิต รังคสิริ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ” ในประเด็นการออกเอกสารหลักฐานข้างต้นนั้น คปภ. รับจะไปเป็นผู้กําชับให้บริษัทประกันภัยดําเนินการให้ถูกต้องต่อไป”

—-จบข่าว—-

งานเข้า..จบกันแน่ธุรกิจประกันชีวิต โดยเฉพาะ AIA ใครเป็นตัวแทนขาย กรมธรรม์ใหม่ยากขึ้นแน่ มีข่าวนี้ มาเพิ่มข่าวร้าย ข่าวบริษัทแม่เดี้ยงก็ยังไม่จาก เจอข่าวใหม่ ไม่รู้จะเพิ่มสิทธิทำไมให้เป็นหนึ่งแสน ใครจ่ายเพิ่มซื้อกรมธรรม์หลักน้อยๆ ซื้อเสริมเยอะๆ แย่แน่ จบกันแน่

เราประชาชน ตาดำ ก็ซวยสิครับ ระบบรัฐสวัสดิการ โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ ก็ไม่ได้เรื่อง ไม่ช่วยอะไรแล้ว พอประชาชน ทำประกันไว้ช่วยเหลือตนเอง ก็มาทำแบบนี้อีก ดีนะที่ไม่ซื้อประกันชีวิตเพิ่ม เพราะเท่าที่จ่ายๆอยู่ตอนนี้ก็มากโขอยู่ แต่ยอมกัดฟันจ่าย เพราะได้ประโยชน์สองทาง ป้องกันความเสี่ยงตัวเองและที่สำคัญคือจะเอามาลดหย่อนภาษี เซ็งครับ..จ่ายเท่าเดิม..แต่ได้สิทธิลดหย่อนลดลง..ปีนี้จะเหลืออะไรให้ลดหย่อนเนี้ย ขอคืนภาษียากๆอยู่ด้วย..

มีรัฐบวมมมม ถังแตก นักเลือกตั้งขี้โกง บวก ข้าราชการเฮงซวยก็งี้แหละ..แน่จริงก็ประกาศ ยกเลิกการหักภาษี ณ ที่จ่ายซะด้วยเลยสิ…เอาแค่ส่วนเงินเดือนก็ได้ ได้กินแกลบแน่ๆไอ้รัฐบ้าๆบอๆ..ใครจะอยากจ่ายภาษีให้ พวกเอ็งไปโกงกินกัน จบข่าว..ข้าพเจ้าเอง

สถิติการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ครัวเรือน) พ.ศ. 2550

October 20, 2008

ค้นข้อมูลนี้มาได้นานแล้ว วันนี้พอมีเวลาเลยเอามาให้ดูกันครับ จริงๆแล้วก็ไม่ได้เป็นข้อมูลปกติอะไร หรอกครับ เป็นข้อมูลดีๆใช้อ้างอิงได้ เพราะมาจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ข้อมูลที่ได้ก็ย่อมน่าเชื่อถือว่าแหล่งอื่นๆ เพราะมีคำว่าแห่งชาติอยู่ในชื่อหน่วยงานด้วย คาดได้ว่าคงมีที่มาที่ไปที่วัดผลได้ ไม่เสียชื่อเสียงสถาบันแน่ๆ

เอามาบอกก็เพราะสนใจด้านนี้ ช่วยไม่ได้ลงทุนอยู่เยอะต้องหาข้อมูลมาหลอกตัวเองหน่อย ว่าที่ชื้อมาตัดสินใจไม่ผิดนะ ข้อมูลที่ว่าคือ สถิติการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ครัวเรือน) พ.ศ. 2550 สรุปย่อจากรูปนะครับ เพราะเป็นข้อมูลที่เขาสรุปมาแล้ว ถ้าฉบับเต็มก็ตาม link ไปดูเองได้ครับ จริงๆก็ไม่มีอะไร เพราะดูรูปเข้าใจกว่าข้อความสั้นๆที่เขาทำประกอบไว้

 

 

นอกจากข้อมูลสถิติการใช้ การมีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตต่างแล้วก็มี สถิติดีๆอีกเพียบ ตามไปดูได้ครับ บริการข้อมูลสถิติ หรือจะดูข้อมูล การมีการใช้ ICT ในครัวเรือน พ.ศ. 2550 แบบเป็นแผนที่ประเทศไทย หรือที่เขาเรียกว่าดูแบบ GIS ก็ได้ครับ แต่ผมดูแล้วก็งงว่าเป็น GIS ตรงไหน เอาตัวอย่างไปดูกันครับ

ไหนบอกข้อมูลเชื่อถือได้ไงครับ สำนักสถิติ ทำไม อัตราการใช้คอมพิวเตอร์ต่อครัวเรือนสองรูปไม่ตรงกันครับที่หนึ่งบอกปี 50 เฉลี่ย 20.4 อีกที่เฉลี่ย 15.4 ต่างๆกันเยอะนะครับ 5% แต่ช่างมันเถอะ มาดูรูปแผนที่ดีกว่า แต่ไม่รู้ GIS ตรงไหน งงงง มีแต่รูปแผนที่ธรรมดา ก็เรียกว่า GIS แล้วหรือครับ อึ้งครับอึ้ง แต่เห็นรูปว่าจังหวัดที่ Itcity จะไปเปิดสาขาใหม่แล้ว อืมม์ เป็นไปได้..ฮาฮา..หลอกตัวเองไปวันๆ..ข้าพเจ้าเอง

ข้อมูลจาก Itcity ตอนรอผลไตรมาสสาม

October 7, 2008

เมื่อวานทนอยู่เฉยไม่ได้ครับ เห็นราคาล่วงลงทุกวัน โทรไปถามข้อมูลจากผู้บริหาร หรือใครสักคนใน itcity นั้นแหละครับ โทรไปหลายครั้งในที่สุดก็ได้ข้อมูลมา ก่อนจะมาว่าเรื่องข้อมูลที่โทรไปถามมา ก็ดูข้อมูลล่าสุดวันนี้ก่อนละกันครับ

ราคาลงมาตลอด ใครจะมาช้อนก็เชิญครับ ดูจากข้อมูลใน settrade บอกว่ามีผู้ถือหุ้นอยู่ ทั้งหมด 1201 ราย ใครหนอช่างทำกันได้ลงคอ ปล่อมมาทุกวันทุกราคา วันละแสน สองแสน ดูข้อมูลจากผู้ถือหุ้นใหญ่ก่อนละกันครับ

ผุ้ถือหุ้นเบอร์สองหรือเปล่าไม่มีใครรู้ได้ รอกันต่อไป หรือจะเป็นแค่แพะก็ไม่รู้ แต่ช่างมันเถอะ ใครมีตังค์เหลือก็เก็บไปเถอะครับ เพราะคนผู้นั้น คุณกำไร (นามสมมุติ) แจ้งว่า กำไรและยอดขาย ไตรมาสสามนี้ บอกไม่ได้ครับ ฮาฮา จะบอกได้ไงเมื่อไม่ได้ถาม ถึงถามยังไงก็ไม่ได้คำตอบหรอกครับ รู้อยู่แล้วว่าเขาไม่บอกหรอกครับ เขาต้องรอแจ้งตลาดก่อนครับ

บอกได้แค่ว่า เติบโต ทั้งยอดขายและกำไรครับ แต่ไม่มาก ไม่เกินสองหลัก โห พี่กำไรครับ สองหลักเลยหรือครับ ตอนนี้ผมไม่ขอขนาดนั้นหรอกครับ ขอให้กำไรก็พอแล้ว พี่กำไรบอกว่ายังไง ไตรมาสนี้ก็ดีกว่าไตรมาสที่ผ่านมา เหมือนทุกๆปีที่ผ่านมา ไตรมาสสามจะกำไรดีที่สุด แหะๆ ไม่ได้ถามว่าเพราะอะไร เดาเอาเองว่าเพราะ เป็นเพราะ ไตรมาสสามถือว่าเป็น สิ้นปีงบประมาณของหน่วยราชการครับ หน่วยไหนไม่จ่ายเงินก็เอาเงินคืนมา ฮาฮา เดานะครับ

หรือเป็นเพราะเด็กๆ ทั้งประถม มัธยม มหาวิทยาลัย เปิดเทอมใหญ่ ช่วงนี้ลงทะเบียนเสร็จแล้ว เรียนไปได้หน่อยหนึ่งแล้ว อยากได้คอม ก็ไปขอพ่อขอแม่ ซื้อคอม ซื้อนู้นซื้อนี้ ก็คนมันต้องใช้ ทำรายงาน เล่นเกมส์ เล่น net หาข้อมูล หรือหาดูรูป ดูคลิป เพื่อนๆก็มีกันหมดแล้ว สุดแล้วแต่ ก็แล้วแต่จะอ้างกันไป สุดท้ายก็ได้จ่ายเงินซื้อ กำไร กำไร  

เอาเป็นว่าไว้ไปถามตอนเขาออกงาน opp day ก็ได้ครับ เพราะพี่กำไรแจ้งว่า จะไปออกแน่นอนเหมือนทุกๆปี ตอนนี้กำลังเลือกวัน พี่กำไรแจ้งส่า ไม่เป็นวันที่ 12 ก็ 19 พฤศจิกายนนี้ กำไรกำลังสรุปวันกับตลาดอยู่ครับ

ส่วนสาขาที่บอกว่าจะเปิดได้ ๕ สาขาในปีนี้ ก็ยังอยู่ในแผน ที่โลตัสปิ่นเกล้ากับที่พิษณุโลกยอดขายก็ไปได้ดี สินค้าขายดี ผู้นำก็ยังเป็น notebook เหมือนเดิม สาขาที่เหลือของปีนี่ ที่เหลือก็มีที่อีก 3 ทีครับ คือ แหลมฉบัง หนองคาย และอุดร ครับ เปิดได้ภายในปีนี้ครับ

ที่แหลมฉบังก็กำลังดี มีเนื้อที่ประมาณ ๗๐๐ ตารางเมตร โรงงานเยอะดี กำลังซื้อแถวนั้นมีแน่ ต่อยอดจากชลบุรี สาขาศรีราชา กับพัทยา กึ่งทางระหว่างกันพอดี ส่วนที่หนองคายประมาณ ๑๐๐๐ ตารางเมตร ก็ถือว่าเป็นเมืองใหญ่ทางอีสานเหนือสุดเพราะตัวเมืองติดชานแดนเลยครับ มีสะพานข้ามแม่น้ำ รอยต่อไปลาว ไปเวียดนามได้ การค้าการขายก็ยังคล่องตัว เมืองหนองคายนี่ คนพื้นเพจากเวียดนามอพยพมาอยู่เยอะครับ ตอนนี้กลายเป็นคนไทย รวยๆทั้งนั้น สองที่นี้ เปิดได้ในไตรมาสนี้แน่ๆ ไม่รู้เดือนไหน รอต่อไป สงสัยได้เห็น สิ้นปีพอดี

ส่วนที่อุดรธานี นี้ก็เมืองใหญ่ ทิศเหนือติดกับหนองคาย และมีหนองบัวลำภูก็พึ่งแยกออกไป กำลังซื้อก็ละแวกนั้น สาขานี้กำลังเร่งอยู่ แต่คิดว่าไม่น่าจะทัน เพราะเจ้าของพื้นที่ส่งมอบพื้นที่ให้ได้ล่าช้ากว่าแผนครับ ไม่เป็นไร ได้เพิ่มมาอีกสองสาขาก็เยี่ยมแล้ว เน้นเนื้อๆ ไม่ต้องขยายมากแบบ power buy ก็ได้ ไม่ใช่เจ้าของพื้นที่เอง ทำไงได้ ยังไงก็กำไรดีกว่า ขยายช้าๆก็ได้ รับเนื้อๆเน้นๆ

ส่วนเรื่องราคาหุ้น พี่กำไร ว่าตอนนี้ถูกกดดันหน่อย ไม่รู้มาจากไหน ใครกดเก็บ แต่ผู้ถือหุ้นเบอร์สองน่ากลัวสุด พี่กำไร ก็ว่าตามข่าวทั่วไป ใครๆก็รู้ ไม่ได้ช่วยอะไรเลย แต่ไม่เป็นไร มีผู้ถือหุ้นใหญ่ท่านอื่นๆ ตามเก็บอยู่ก็ดีแล้ว ยังสบายใจได้

ข้อมูลทั้งหมดนี้ ต้องพิจารณานะครับ เพราะผู้ถือหุ้นคนหนึ่งมาบอก ก็มาเชียร์หุ้นตัวเองนั้นแหละครับ ต้องระวังหน่อยนะครับ เพราะพี่กำไรบอกมานิดหน่อยที่เหลือฝอยเอาเองครับ เอาเป็นว่าถ้าผิดก็ไปดักตีหัวพี่กำไรได้ วัน opp day ส่วนข้าพเจ้าถ้าไม่ติดอะไรเจอกันวัน opp day itcity ครับ ช่วงนี้งานยุ่งอีกแล้วครับ อาจไม่ได้ไป กลัวถูกดักตี ฮาฮา..ปั่นปั่นกันหน่อย ข้าพเจ้าเองครับ

เช็คคืนภาษีของท่าน ส่งไปรษณีย์แล้ว ตามที่อยู่

August 16, 2008

กลับมาแล้ว ยังไม่ตายนะครับ ก็ต้องเล่น net ซะหน่อย เข้าไปตรวจสอบผลการขอคืนภาษีใน web ของ กรมสรรพากรมา เมื่อครู่ เห็นข้อความใหม่ว่า

“เช็คคืนภาษีของท่าน ส่งไปรษณีย์แล้ว ตามที่อยู่
….
เมื่อวันที่ 04/08/2551
หากยังไม่ได้รับ
โปรดติดต่อ
สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 23
หมายเลขโทรศัพท์”

มีเรื่องที่อยากเขียนถึงอื่นๆ เยอะแยะ ลืมไปก่อนเลย ได้ข้อความเด็ดมา เขียนเรื่องนี้ก่อนละกันครับ

อยู่ที่นู้นแบกเครื่อง notebook ไป internet ก็พอมีให้เล่นได้บ้าง ก็ลองเข้าไปตรวจสอบ ไม่เคยทำได้เลย กลับมาถึงเมื่อวานเย็นๆ เครื่อง delay ด้วย กลับมากรื้อกระเป๋า แยกสมบัติ ซักผ้า กว่าจะได้นอนก็ปาไปสามทุ่มกว่า ตื่นมาตี ๑ ไม่ไหว เช้าไป นอนต่อ ตื่นมาอีกรอบ ตี ๔ ทำนู้นทำนี้ พึ่งเข้า internet เช้านี้ก็ได้รับข่าวดี..ดีดีดี

แหม…ดีใจจริงๆ นะเนี้ย แต่ไม่รู้ว่าได้ครบตามที่ขอหรือเปล่า แต่ช่างมันเถอะครบไม่ครบไม่เป็นไร ขอให้ได้คืนเถอะ รอมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ นี่ปาไปสิงหาคม กรมถอนขนห่านช่างทำงานได้รวดเร็วจริงๆ ให้รอเกือบ ๖ เดือน ไหนบอกว่ารอ ๑๕ วันไงครับ ปีหน้าไม่ยื่นผ่าน internet อีกแล้ว ลากิจ ไปยื่นเองดีกว่าเยอะ บริษัทให้ลากิจได้ตั้ง ๔ วัน ทุกๆปี ปีทั้งปีแทบไม่เคยได้ใช้

วันจันทร์เข้าที่ทำงานวันแรก สิ่งแรกที่ต้องไปดูเลยคือ กองจดหมายที่โต๊ะเลขาแผนก คงได้กองใหญ่เลยละ ก็สิ่งตีพิมพ์ทั้งหลาย หรือไปสมัครอะไรไว้ก็ให้ส่งมาที office ทั้งนั้นนิครับ ส่งมาที่บ้านกลัวหาย ยิ่งเป็นพวกจดหมายลงทะเบียน พวก ems ถ้าส่งมาทีบ้านก็วุ่นวาย ถ้าไม่อยู่บ้าน ก็ต้องไปรับเองที่ไปรยณีย์อีก เสียเวลา ส่งมาที่ทำงานดีแล้ว มีคนจัดการให้ทั้งหมด ดีจริงๆ

ที่ทำงานเป็น mobile office ก็งี้แหละ มี locker ให้เล็กๆ จะไปเก็บอะไรได้ มีอะไรส่งมาก็ต้องกองที่โต๊ะส่วนกลาง ยิ่งช่วงที่ผ่านมาจดหมายเยอะมากจากรายงานประจำปีของบริษัทในตลาด มีหุ้น ๑๐๐ หุ้นไว้ตามข่าวหลายตัว ถ้าส่งมาที่บ้านก็แย่เลย ส่งไปที่ทำงานดีที่สุด มีจดหมายเป็นกองๆเป็นประจำ เพราะที่ผ่านๆมาไม่ค่อยได้เข้าทำงานที่ office บ่อยๆ ส่วนใหญ่อยู่ประจำที่ site งานลูกค้าตลอด เข้าไปครั้งใด ได้จดหมายเป็นกองๆทุกครั้งไป

กองจดหมายรอบนี้ ซองแรกที่จะเปิดคือ ซองคืนภาษี ได้เช็ค ก็ได้เงิน ชดเชย เอามาหนุนค่าใช้จ่าย ค่าโสหุ้ยที่ลาไปเที่ยวได้บ้างก็ยังดี มีกระแสเงินสดไหลเข้ามาอีกก้อน หมุนวงเวียนชีวิตต่อไป ปกติก็โชคดีอย่างนี้เสมอ กระแสเงินสดดี ไม่เคยมีปัญหาเงินสดขาดแคลนเลย..เหอ…ดีใจจัง..เช็คคืนภาษีของท่าน ส่งไปรยณีย์แล้ว ตามที่อยู่..ข้าพเจ้าเอง

วันนี้ทำพินัยกรรมไว้ ไม่กี่ชม.ผ่านไป เกือบต้องเอามาใช้ซะแล้ว

August 1, 2008

ไม่แปลกใจเลยที่พระพุทธเจ้าของว่า ความตาย ความเสื่อมไปเป็นธรรมดาของโลก วันนี้ส่งพินัยกรรมให้แฟนเก็บไว้ ไม่ได้เป็นทางการอะไรหรอกครับ ไม่มีการรับรอง ไม่มีพยาน แค่ร่างบอกไว้ว่า ทรัพย์ที่มีอยู่ ถ้าร่างกายนี้ไม่อยู่แล้ว จะกระจายไปทำอะไรบ้าง จ่ายหนี้อะไร เก็บอะไร บริจาคอะไร ลงทุนอะไรต่อ เสร็จร่างส่ง mail ไปทิ้งไว้เมื่อตอนบ่ายๆ ค่ำหน่อยเกือบได้ใช้ซะแล้ว

พรุ่งนี้จะเดินทางไกล ไปต่างประเทศซะด้วย เกือบไม่ได้ไปแล้ว ทั้งที่พึ่งรู้ตัวเมื่อสัปดาห์ก่อนนี้เองว่าจะถูกส่งไปทำงานต่างๆประเทศ แทนน้องในทีมหนึ่งคน ที่มีเหตุจำเป็นส่วนตัวไม่สามารถไปงานนี้ได้ งานก็ค้างค้างเดิมๆมาก็ต้องรีบสะสาง ที่ส่งต่อได้ก็ต้องกระจายให้ทีมไปมีเยอะแยะ ต้องทำงานดึกๆดื่นๆมาหลายคืน เกือบไม่ได้ไปเที่ยวซะงั้น

ไปทำงานก่อนครับ แล้วอยู่เที่ยวต่อ ทำงานครั้งนี้ก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ แล้วก็ไม่ได้ไปบ่อยๆด้วย เนื้องานที่ได้รับมา ก็แค่ไปร่วมงานสัมมนา ดูแลลูกค้า และมีประชุมกับฝรั่งมังค่านิดหน่อยประมาณ 1 สัปดาห์ที่ san diego california นู้นครับ เสร็จงานแล้วก็อยู่เที่ยวต่อแถวที่เขาฮิตกันละแวกนั้นแหละครับ ไปแล้วก็ไปอีกได้ ก็อาศัยน้องๆในทีมที่เขาเตรียมการไว้แล้วล่วงหน้า ก็พลอยเขาไปไหนไปด้วย ดีที่รถที่เขาจองไว้ยังพอแทรกตัวไปได้ โชคดีจริงๆ

คนอื่นๆเขารู้ตัวล่วงหน้าเป็นเดือนๆ เขาก็มีเวลาเตรียมการเยอะกว่า ข้าพเจ้ารู้ตัวล่วงหน้าประมาณ 10 วัน ยุ่งน่าดู อาศัยว่าเป็นเด็กบ้านนอก เกี่ยวกันหรือเปล่าก็ไม่รู้ เอาเป็นว่าเรื่องทำอะไรกระทันหัน ต้องไปนู้นไปนี้ เดินทางแบบนี้สบายๆ พอได้อยู่ครับ เรื่องงานก็พอถูกไถไปได้ครับ แต่เรื่องของฝากนี้สิดูท่าทางเหนื่อย รายการสั่งเพียบครับ จากคนที่คุณก็รู้ว่าใคร

ได้ไปคราวนี้ก็ดีเหมือนกันครับ ตั้งแต่มาทำโครงการที่ทำอยู่ตอนนี้ แทบไม่ได้ไปไหนเลยครับ ผมดำๆตอนเริ่มต้น ตอนนี้ขาวหงอกเต็มหัวแล้วครับ อายุก็ยังไม่เยอะเลย.. บอกตัวเองว่าเหมือนไม่เครียด แต่ร่างกายมันคงไม่ไหวครับ แสดงอาการให้รู้เพียบ ทั้งโรคที่เคยบอกว่าเป็นที่คอ คออักเสบ รักษานานสองนานก็ไม่หายนั้นด้วย ตอนนี้รู้โรคที่เป็นแล้วนะครับ ก็ดูแลอยู่ตลอดแต่ก็ไม่หายสักที คราวนี้ได้ไปทำงานไกลๆ ไหนๆก็ไปแล้วทำเสร็จได้ไปพักผ่อนยาวๆบ้างก็ดีครับ เลยลาพักผ่อนต่อไปอีก 1 สัปดาห์ ดีจริงๆครับ

เดินทางไกล ต่างบ้านต่างเมือง เตรียมงานที่ทำด้านหน้าแล้ว เรื่องเที่ยวก็ตามเขาไป เอาเงินไปผลาญเล่นบ้าง ก็ต้องเตรียมการเผื่อคนด้านหลังด้วยครับ คนเราต้องเตรียมพร้อมไว้ เผื่อไม่ได้กลับ จึงร่างพินัยกรรมไว้ซักหน่อย พินัยกรรมก็ไม่มีอะไรมากครับ เพราะรู้เรื่องทรัพย์สิน หนี้สินที่มีดีอยู่แล้ว เพราะทำรายการทรัพย์สินไว้ตลอดทุกๆ ปรับปรุงทุกๆครึ่งปี ก่อนหน้านี้ก็เคยทำบ้าง แต่มาทำจริงๆจังๆมาสองสามปีแล้วครับ ก็ดีนะครับ ไว้มาเล่าวันหลัง ไว้กลับมาจากเที่ยวและยังไม่ได้ใช้พินัยกรรมที่ร่างไว้นะครับ

ไม่รู้เตรียมพร้อมเกินไปหรือเปล่า สวรรค์นรกเลยอยากลองดู ว่าดีจริงหรือเปล่า ทำเสร็จไม่กี่ชั่วโมงเกือบได้ใช้ซะงั้น จริงๆ ไม่มีอะไรมากหรอกเขียนหัวเรื่องให้ดูตื่นเต้นไปงั้นแหละ ก็แค่ประมาทเองครับ ฝกตกๆ ขับรถทางแคบๆ รถสวนกัน เห็นอาการรถคู่กรณีมาแต่ไกลแล้ว ใส่ไฟไปแล้ว มันก็ยังดื้อ ข้าพเข้าก็ดื้อ ก็เลยถูกเฉี่ยวไปนิดหน่อยครับ คู่ขา…ไม่ใช่คู่กรณีคันที่มาชนก็หนีไปตามระเบียบ

โชคดีที่ไม่มีอะไรเสียหายมาก ร่างกายถึงตอนนี้ก็ยังสบายดี มีแค่ง่วงเพราะนอนน้อยมาหลายคืนติดต่อกัน ทรัพย์สินก็แค่รถถูกเฉี่ยวครับ ความเสียหายก็แค่กระจกข้างคนขับ กรอบครอบกระจกด้านหลังหลุด ต้องเสียกระตังค์ไปหาซื้อมาซ่อมครับ..อย่างนี้เขาเรียกว่าเกือบไปไหมครับ..ง่วงเหลือเกิน..ไปเตรียมตัวเดินทางต่อก่อนนะครับ..ข้าพเจ้าเอง

ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ชื่อนี้ควรรู้จักไว้

July 23, 2008

บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ใครยังไม่รู้จักชื่อบริษัทแปลกนี้บ้างครับ คำว่า “เครดิตบูโร” ละครับรู้จักหรือไม่ครับ “สินเชื่อบุคคล” ละครับ “บัตรเครดิต” โอ้ย..คำนี้คงไม่ต้องถาม ต้องรู้จักแน่นอน มีทั้งแบบบัตรเงิน บัตรทอง หลายรูปแบบ บางคนมีหลายใบหลายยี่ห้อมาก ยิ่งถ้ามีบัตรแบบ “ปลาตีน้ำ” ละก็เป็นความฝันของคนยุคใหม่ก็ว่าได้ ฮาฮา ไอ้เรามีบัตรเงินใบเดียวก็ยังไม่เคยใช้เต็มวงเงินสักครั้ง ก็ไม่เข้าใจว่าจะมีไปทำไมหลายๆใบ

ก็อยากมีอีกใบเหมือนกันครับไว้สำรองเผื่อฉุกเฉิน จะไปยื่นขอใหม่ก็หลายครั้ง แต่กลัวเหลือเกินครับ ว่าจะไม่ได้…แหะๆ..ไม่ใช่ครับ กลัวว่าจะได้มาวงเงินเยอะเกินความต้องการ ยิ่งไม่ค่อยได้ใช้ เกิดทำหายไปไม่รู้ตัว มีคนเอาไปช่วยใช้ละยุ่งเลยครับ ฮาฮา ฮาไม่ออกแน่

ใครจะมีบัตรเครดิตกี่ใบก็เรื่องของเครดิตของแต่ละคน ใครจะคิดว่ามีหลายใบ หลายบัตร ดูดีเทห์ มีเครดิตดีก็ว่ากันไป ยิ่งมีเยอะเท่าไหร่นั้นหมายความว่าต้องยิ่งทำความรู้จักกับบริษัทฯชื่อแปลกๆให้ดียิ่งขึ้น แต่ใช่ว่าคนที่มีบัตรเครดิตใบเดียว หรือไม่มีเลยไม่ต้องรู้ หรือรู้น้อยก็ได้นะครับ มีมากมีน้อยไม่สำคัญ สำคัญว่าการมีบัตรเครดิตมากเท่าไหร่นั้นก็คือการที่คุณมีศักษภาพในการสร้างหนี้ได้ทุกสถานที่ทุกเวลา

ยิ่งมีหนี้มากเท่าไหร่ จากหลายแหล่ง การจัดการกับหนี้การจ่ายหนี้ยิ่งสำคัญกว่า เอาเป็นว่าคนที่มีศักษภาพในการสร้างหนี้ในระบบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นกู้เพื่อบ้าน เพื่อรถ เพื่ออื่นใดก็ตาม การจ่ายหนี้นั้นสำคัญกว่า เพราะการที่จะมีเครดิตหรือไม่มีเครดิต เขาดูกันที่ตอนจ่ายนะครับ ไม่ใช่ตอนสร้าง

เมื่อก่อนระบบจัดการเครดิตบ้านเรา ไม่เป็นระบบเท่าไหร่ เพราะมีสองค่ายแข่งกัน เอาเป็นว่าไปอ่านจากประวัติบริษัทที่ว่านี้ก็ได้นะครับ ทำให้การตรวจสอบเครดิตวุ่นวายการจัดการก็ยาก แต่นับแต่ปี 48 ที่ผ่านมา เมื่อเขาควบรวมแล้วค่อยปรับระบบปรับการจัดการต่างๆให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น การจัดการหนี้ การตรวจสอบในระบบก็ทำได้ง่ายขึ้น ก็หวังว่าจะทำให้ระบบการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินในบ้านเราจะทำได้รัดกุมยิ่งขึ้น จะได้เอาภาษีไปใช้จ่ายอย่างอื่นบ้าง ดีกว่าเอาไปอุ้มสถาบันที่ไร้สถาบันพวกนี้

“เครดิตบูโรตระหนักถึงความสำคัญในการตรวจสอบข้อมูลเครดิตของผู้บริโภค จึงปรับลดค่าธรรมเนียมในการตรวจสอบจากราคาเดิม 200.- เหลือเพียง 100.- (เฉพาะกรณีบุคคลธรรมดา) ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป” ตัดเอาข้อความที่เขาประกาศเชิญชวนมาให้ไปลองตรวจสอบเครดิตของตนเองดูนะครับ ปีที่ผ่านมาบริษัทเขาเริ่มทำกำไรแล้ว เขาก็ลดค่าธรรมเนียมให้น่าสนใจ การตรวจสอบก็ง่ายๆแสนง่าย เร็วด้วยครับ

เอาเป็นว่าลองตาม link ไปดูวิธีการเอาเองนะครับ ทำได้หลายที่ แต่ถ้าไปที่สำนักงานที่ ธอส. สำนักงานใหญ่ ก็จะสะดวกหน่อย บุคคลธรรมด๊าธรรมดาอย่างเราๆ ถ้าไปด้วยตัวเอง แค่มีบัตรประชาชนใบเดียว ไม่ต้องสำเนา ใดๆทั้งสิ้น กรอกอะไรนิดๆหน่อยๆ จ่ายเงินไป 100 บาท เมื่อวันก่อนที่ไปคนก็เต็มห้องตลอดเวลา รอประมาณ 15-20 นาที ก็ได้แล้วครับ ช่วยไปอุดหนุนบริษัทเขาหน่อยครับ จะได้เลี้ยงตัวเองรอด 

ไปลองดูนะครับ เอาไว้ตัวสอบประวัติเครดิตตัวเองไว้หน่อย ไม่เสียหายอะไรครับ จะได้รู้ว่าเรามีเครดิตเป็นอย่างไร มีหนี้รวมเท่าไหร่ จะสร้างหนี้อีกดีมั้ย ติดแบล็กลิสหรือเปล่า ข้อมูลเก่าๆที่เคยคิดว่ามันปิดไปแล้วไม่มีแล้ว ยังมีอยู่อีกหรือเปล่า เล็กๆน้อยๆ..รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม นะครับ…ข้าพเจ้าเอง

ดอกเบี้ยแพงๆแบบนี้ ไม่ใช่แค่ 50 สตางค์

July 22, 2008

เหล่ากูรูบอกว่าดอกเบี้ยเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก คำนี้ถูกต้องสำหรับผู้ที่มีรายได้จากดอกเบี้ยเท่านั้น เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของการทบต้น แต่สำหรับผู้ที่เป็นลูกหนี้ ต้องเสียเงินจากดอกเบี้ยเงินกู้ ดอกเบี้ยเป็นมากกว่านั้นมาก ไม่เชื่อก็ลองไปถามเหล่าสมาชิกชมรมคนติดหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลดูก็ได้ครับ ไม่เคยคิดและไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมถึงไปติดหนี้ได้เยอะขนาดนั้น เจ้าบริษัทที่ให้กู้ ก็ปล่อยเครดิตออกมาได้ยังไงก็ไม่ทราบได้ เลอะเทอะกันจนเกินเลย ไม่มีวินัยทางการเงินกันเลยทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้

ตอนนี้มีหนี้ก้อนใหญ่อยู่สองก่อนคือบ้านกะรถ สมกะเป็นคนเมืองที่ทำมาหากินในเมืองหลวง ดอกเบี้ยของทั้งสองแหล่งก็มีวิธีคิดไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะดอกเบี้ยเช่าซื้อรถ ทำไมรัฐไม่ออกกฏให้บริษัทที่ทำธุรกิจแบบนี้ ให้วิธีคิดดอกเบี้ยที่มันเข้าใจง่ายๆ ก็ไม่รู้ จะมีสักกี่คนที่กลับมาคำนวณใหม่ว่า ดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ต้องจ่ายเท่าไหร่กันแน่

บ้านข้าพเจ้าก็ถอยออกมาได้สามปีแล้ว ส่วนรถก็พึ่งจะครบขวบปีไปไม่นาน อยู่หอมาหลายปีก็ต้องมีบ้านก่อนมีรถครับ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคนบ้านนอกเข้ากรุงในเมืองส่วนใหญ่จึงชอบมีหนี้รถก่อนหนี้บ้าน ไม่รู้หรือไงว่ารถนี้มันมีแต่ค่าเสื่อม มีแต่ค่าใช้จ่าย ทั้งค่าผ่อน ค่าประกัน ค่าภาษี ค่าน้ำมัน ยิ่งน้ำมันแพงแบบนี้ด้วย ขับรถออกนอกบ้านก็ต้องจ่ายเงินอื่นๆอีกเพียบ ถ้าเป็นบริษัทจดทะเบียนครบห้าปีก็หมดมูลค่าแล้ว

ดอกเบี้ยของรถก็ช่วยอะไรไม่ได้ มีเงินก็เอาไปใส่เพิ่มไม่ได้ มีเงินเล็กๆน้อยๆก็เอาไปช่วยไม่ได้ ลดต้นลดดอกได้เหมือนบ้าน ของรถต้องปิดบัญชีอย่างเดียว อย่างนี้ก็ผ่อนต่อไปตามระเบียบ ช่วงนี้เงินเฟ้อเยอะดีด้วย ฮาฮา มีหนี้ก็ดีนะ ส่วนของบ้าน ครบ ขั้นบันไดสามปี 3-4-5 ที่ทำไว้กับ ธอส. ก็หมดพอดี เปลี่ยนมาเป็นลอยตัว MRR-1.25 ตามสวัสดิการของบริษัท ได้เดือนสองเดือนแล้ว ตอนนี้ MRR 7.5 ก็เหลือ 6.25 เยอะไป ถึงเวลาที่ต้องไปจัดการเปลี่ยนสัญญาใหม่

วันนี้จึงไป ธอส. สำนักงานใหญ่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์แหล่งเงินกู้ที่ได้ไปยื่นไว้ตั้งแต่สามปีก่อน เพื่อขอเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยใหม่ แค่มีสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน สองอย่างก็เพียงพอต่อการทำงาน และก็ทำงานได้เร็วกว่าที่คิดมาก เร็วกว่าเวลาขับรถจากบ้านมาที่นี่อีก ไม่รู้เป็นเพราะระบบหรือพนักงานดีหรือเป็นเพราะใช้ software ดี แต่ที่เห็นแน่คือเขาใช้ Application ของ Finacle ในการทำงานทั้งหมด ซึ่งพนักงานที่ใช้ก็ทำงานได้คล่องมาก ทั้งๆที่หน้าจอทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ เท่าที่ดูเหมือนซื้อยกมาทั้งชุด แล้วปรับระบบการทำงานให้เข้ากับ software ที่ซื้อมา แหม!!ดีจริงๆ

การทำงานก็เร็วจริงๆครับ การไปยื่นเรื่องก็มีแค่สองขั้นตอน หนึ่งคือไปขอเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที เซ็นต์สำเนาถูกต้องไปสองครั้ง แล้วเซ็นต์ชื่อไปอีกสามครั้ง แล้วก็นั่งดูหน้าจอ Finacle ไปเรื่อยๆ เสร็จก็ไปนั่งรอเซ็นต์สัญญาใหม่ ตอนนี้ก็ช้าหน่อยครับคนเยอะ รอเกือบ 1 ชม. (ระหว่างรอนี้ เพื่อไม่ให้เสียเวลาที่มาถึงแหล่ง ก็ไปตรวจสอบเครดิตจากเครดิตบูโรได้ครับ อันนี้ก็เร็วมากเหมือนกัน ไว้มาโม้ต่อวันหลังครับ) แล้วพอเรียกหมายเลขที่ได้คิวไว้ ก็เซ็นต์ชื่ออีก 6 ครั้ง ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที ก็เสร็จครับ เร็วจริงๆ ประทับใจมากๆ

สรุปแล้วได้อัตราดอกเบี้ยใหม่ลอยตัวพิเศษเท่ากับ MRR-1.75 ไปอีก 3 ปีครับ ตอนนี้ก็เหลือ 5.75 ครบสามปีได้ MRR-1 สรุปว่าลดดอกเบี้ยจากของเดิมไปได้ตั้ง 50 สตางค์ คิดกลับมาเป็นเงินผ่อนต่องวดได้ลดไปตั้งเยอะ ฮาฮา..อีกสามปี ผ่อนรถหมดพอดี ค่อยมาว่ากันใหม่ว่า ธนาคารของรัฐนี้จะมีนโยบาย อะไรมาให้เล่นอีก..ขอบคุณครับ..ข้าพเจ้าเอง

การรอคอย ขอเหล่าผู้กล้า หนึ่งในสามหมื่นรายที่เหลือจากกรมสรรพากร

July 21, 2008

ว่าจะไม่เขียนบ่นเรื่องนี้แล้ว แต่ก็อดไม่ได้ เพราะเมื่อกี้กลับเข้ามาถึงบ้าน เปิดดูข่าวไทยพีบีเอส บังเอิญมีเรื่องการร้องเรียน การขอคืนภาษีล่าช้าพอดี สรุปได้ว่า ข้าพเจ้าเป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่กรมสรรพากรให้บริการเป็นพิเศษ หนึ่งในสามหมื่นรายที่เหลือที่กรมฯตรวจสอบให้อย่างละเอียด เพราะอาจมีข้อผิดพลาดหรือมีข้อมูลไม่เพียงพอในการทำการตรวจสอบการขอคือ ทำให้ขั้นตอนการขอคืนภาษีล่าช้ากว่าปกติ 

ท่านเจ้าสำนักบอกว่าทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนนี้ รอดูสิว่าจะโม้อีกหรือเปล่า โทรไปตามทั้ง call center ทั้งสำนักงานสาขาก็หลายรอบแล้วไม่เห็นจะได้เรื่องอะไรขึ้นมาเลยครับ วันนี้ก็พึ่งโทรไป เอกสารก็ส่งไปให้นานโขแล้ว ก็ยังไม่ได้เรื่อง แถมมาบอกอีกว่าให้จัดเตรียมเอกสารไว้ใหม่ด้วย จะบ้าตายส่งตัวจริงไปให้หมดแล้วนะครับท่าน มีเหลือแต่สำเนาจะให้ส่งไปให้อีก

สาขาบอกว่าเอกสารไม่ชัด ตัวจริงนะครับท่านไม่ชัดได้ไง เจ้แกบอกว่าเป็น scan นะค่ะ ไม่ชัดค่ะ ก็บอกว่าส่งตัวจริงไปให้ ไม่ชัด เป็นไปไม่ได้ เจ้บอกต่อว่าตัวจริงคงถูกทำลายไปแล้ว เพราะกรมฯถือว่า scan ใส่ระบบแล้วถือเป็นหลักฐานได้ ยังไงต้องขอให้เตรียมเอกสารไว้ด้วย ก็สวนไปว่าบอกให้ผู้เสียภาษีเก็บเอกสารไว้ตั้ง ๕ ปี แล้วกรมฯทำลายเอกสารตัวจริงไปเนี้ยนะ ทำอย่างนี้ได้อย่างไร ยังไงคุณเจ้ ก็ต้องไปติดต่อหามาให้ได้ ส่งไปหมดแล้ว

เจ้บอกต่อว่า ก็อาจจะมีนะค่ะ แต่คงจะล่าช้า เพราะขั้นตอนมันเยอะ ตกลงมีหรือไม่มีกันแน่ก็ไม่รู้ บอกเจ้ไปว่าเอกสารเก็บใส่ลังไปหมดแล้ว เพราะรอมาหลายเดือนแล้วหายาก เจ้เลยบอกว่าเดี่ยวไปตามจากส่วนกลางให้ แต่ขอให้เตรียมหาไว้ให้ด้วย พร้อมส่งไปให้ใหม่ ใครจะไปยอมง่ายๆ ขั้นตอนเยอะอะไรกันหนักหนาก็ไม่ทราบ

โทรกลับไป call center อีกครั้งว่าเอกสารอยู่ไหน ทำไมไม่ส่งไปให้สาขาให้ครบถ้วน call center ก็ได้แต่ บล๊า บล้า แบะ แบะ แถมยังบอกอีกว่าขั้นตอน ระหว่างสาขา กับส่วนกลางเร็วค่ะ ไม่ช้าเป็นขั้นตอนภายในของกรมฯ ไม่มีปัญหาอะไร แต่ call center ไม่มีอำนาจจะไปจัดการได้ ยังไงให้โทรไปถามสาขานะค่ะ เพราะเรื่องของท่านผู้มีอุปการะคุณได้โอนไปให้สาขาตั้งแต่ต้นเดือนนี้แล้ว รอหน่อยนะค่ะ (ในใจอย่างจะบอกไปว่า ..รู้ตั้งนานแล้ว ว่าแต่เมื่อไหร่จะได้เงินมิทราบขอรับ หุ้นกำลังตกจะได้มีเงินมาซื้อซักหน่อย) ได้แต่ตอบไปว่า ครับ ฮาฮา

ไม่รู้จะสรุปยังไง ก็ต้องรอต่อไป ช้า หรือ เร็ว กันแน่ก็ยังไม่รู้เลย ฮาฮา รอต่อไปเถอะครับ เหล่าผู้กล้าทั้งหลาย ข้าพเจ้ารอมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์นู้น รอมาได้ตั้งนานแล้ว จะรอถึงสิ้นเดือนก็ได้ครับท่าน ขอให้มันได้จริงๆเถอะ คราวหน้าจะรีบเอาเอกสารทั้งหมดไปถวายให้ด้วยตัวเองเลยครับ..นาย..ฮาฮา..ข้าพเจ้าเอง

ดูสถิติการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้วอึ้ง

March 27, 2008

เอาข้อมูลเก่าที่เขียนไว้มาหากินครับ ให้ blog มีการเปลี่ยนแปลงหน่อย เขียนเรื่อง ดูสถิติการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้วอึ้ง ที่ thaivi.com นานมาแล้วข้อมูลอาจจะเก่าไปหน่อย แต่ไม่เป็นไร เพราะมันเป็นความจริง ของจริงยังไงก็ไม่ปลอม ฮาฮา

เป็นสถิติเก่าเรื่องการเสียภาษีบุคคลธรรมดาที่เดิมเคยเปิดเผยใน website กรมสรรพากร แต่ตอนนี้ไม่ได้ติดตามว่าทำไม เขาจึงไม่มีเปิดเผยแล้ว แปลกใจเหมือนกันว่าทำไม ถึงไม่ยอมเปิดออกมาให้ดู ข้อมูลที่มีอยู่เป็นข้อมูลปีภาษี 42-46 ครับ ปีนี้ที่เรากำลังยื่นแบบกันก็ของปี 50 ครับ

ใครที่ยังไม่ยื่นก็ต้องรีบแล้วนะครับ เพราะเหลือไม่กี่วันก็หมดเขตยื่นแล้วครับ ไม่อย่างนั้นต้องไปที่เขตยื่นเองครับ ยื่นผ่าน net สะดวกกว่าเยอะครับ วันก่อนดูข่าวเขาบอกว่าปีที่มีคนยื่นผ่าน net เยอะขึ้นมาก

และตอนนี้เรามีฐานผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดาประมาณ 9 ล้านคน รวมทั้งแบบ ภงด.91 และ ภงด.90 ผ่านมา 4 ปี จากสถิติที่เคยจดไว้มีเพิ่มขึ้นเท่านี้ก็ดีแล้วครับ คนไทยมี 60 กว่าล้าน ตัดเด็กตัดคนแก่ไป เหลือคนในวัยทำงานอยู่อย่างน้อยๆ ผมว่าน่าจะสัก 30 ล้าน แต่อยู่ในระบบภาษีบุคคลธรรมดาเท่านี้เองครับ 9 ล้านกว่าๆ นี่นับรวม ข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ต่างๆด้วยแล้วนะครับ

ลองคิดดูแค่ข้าราชการหน่วยหลักๆที่เราๆคุ้นเคย เช่น ครู อาจารย์ หมอ พยาบาล ตำรวจ ทหารทุกเหล่า ทั้งหมดนี้รวมกันนี้ก็หลายล้านแล้วนะครับ ไม่นับกระทรวง กรม กอง หน่วยงานรัฐอื่นๆอีก แล้วเหลือคนทำงานในภาคเอกชน จริงๆเท่าไหร่ หนอ?

ข้อมูลพวกนี้ถ้าแน่นอนก็ต้องตามไปดู web กรมการปกครอง web สำมะโนครัวประชากร สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานประกันสังคม ประกอบด้วยถึงจะดีครับ

ตอนนี้ก็ลองดูข้อมูลที่เคยเขียนไว้ครับก่อนนะครับ ตัดมาบางส่วน แล้วจะเอาข้อมูลอื่นมาให้ดูตามหลังอีกครั้งนะครับ รายละเอียดตาม link ด้านบน ที่ thaivi.com ไปดูก็ได้ ตามนี้เลยครับ

เชิญที่นี้ครับ มีถึงปีภาษี 42-46 ดูการสถิติแล้วผมว่าปีถัดๆมา ก็คงไม่แตกต่างมากhttp://www.rd.go.th/publish/310.0.html

สรุปคร่าวๆ จำแนกตามเงินได้พึงประเมิน


ปี              ผู้ยื่นเสียภาษี    โต %        รายได้รวม         โต %
ปีภาษี 42  5,352,077    0           66,017,765,308.83    0
ปีภาษี 43  5,349,126    0.06      59,285,288,509.21    -10.2
ปีภาษี 44  6,046,823   13.04     70,343,573,913.98   18.65
ปีภาษี 45  6,224,629   2.94       77,744,457,720.84   10.52
ปีภาษี 46  6,652,069   6.87      87,384,973,547.96   12.40

ดูลึกลงไป คิดเฉพาะปี 46 ปีเดียว เพราะปีอื่นๆก็เหมือนๆกัน 

              คน          %           ภาษีที่ได้                 %
ยอดรายได้พึงประเมินรวม

6,652,069.00    0.00    87,384,973,547.96   0

แบ่งเป็นรายได้ 0-500,000 บาท

6,039,419.00    90.79  11,397,614,796.01    13.04

ส่วนที่ได้ 500,000 ขึ้นไป          

612,650.00   9.21     75,987,358,751.95    86.96

คนที่มีรายได้ 500000 ขึ้นไปมีเพียง 9% กว่าๆของยอดคนเสียภาษีทั้งหมด แต่จ่ายภาษีทั้งหมดถึง 86% ของยอดทั้งหมด
คนทั้งประเทศมี 60 กว่าล้าน แต่มีคนเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพียง 6 ล้านกว่าคน 10% ของคนทั้งประเทศเท่านั้น

กว่าจะจัดได้เหนื่อยจัง ไว้แค่นี้ก่อนนะครับ

แต่ถ้าดูที่ รายได้ แยกเป็นสองกลุ่ม

รายได้ 0-1,000,000 มี   6,451,470  คนคิดเป็น 96.98% เสียภาษีรวม 25,759 ล้านบาท คิดเป็น 29.48%  ของภาษีทั้งหมดแต่คนที่มีรายได้ 1,000,000 ขึ้นไป มี เพียง 200,599 คน คิดเป็น 3.02% ของผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดาทั้งหมด แต่เก็บภาษีได้ 61,626 ล้านบาท คิดเป็น 70.52% โอ้…..

Pareto’s Law กฏ 80/20 ยังใช้กับเรื่องนี้นะครับ อันนี้ก็เคยเขียนไว้ หาประโยชน์จากกฎ 80/20 แต่เขาว่ากฏนี้ถูกทำลายบางส่วนโดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับ internet นี้แหละ ไปดูเรื่อง longtail ต่อเอาเองนะครับ..ข้าพเจ้าเอง

เซ็ง ทำไมถึงเป็นเยี่ยงนี้ tmbam กะ tmb

March 12, 2008

เวลาประมาณ 10.00 น. วันนี้หลังจากลืมเรื่องนี้ไปนาน โทรไปตามมันหน่อยละกัน

1558 ตู้ดๆ สวัสดีค่ะ ธนาคารทหารไทย ค่ะ …. อ้าว..โทรผิดนี่หว่า…

026361800 ตู้ดๆ สวัสดีค่ะ บลจ.ทหารไทย กด 1 ตรวจสอบ.. กด 2 ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ กด 3 …. กด 4 ติดต่อโอปอเรเตอร์ค่ะ ….4 …ตู้ดๆๆๆ สวัสดีค่ะ  ครับ สวัสดีครับ ผมจะสอบเรื่องการหักภาษี ณ ที่จ่ายครับ เคยโทรมาตามหลายรอบครั้งที่แล้วก็ปีก่อน…..ค่ะ เดี่ยวจะโอนกลับไปในระบบแล้วกด 2 นะค่ะ จะมีพนักงานมารับสายนะค่ะ…อะไรนะครับ…เดี่ยวกด 2 นะค่ะ มีพนักงานมารับสายค่ะ..ครับ

กด 1 บล้าๆๆๆๆ กด 2 บล้าๆๆๆๆ กด 3 บล้า ๆๆๆ กด กด กด กด 2

กด 1 สั่งชื้อ กด 2 สั่งนู้น กด 3 สั่งนี้ กด กด กด 2 ไปอีกครั้ง

กรุณารอสักครู่ พนักงานกำลังบริการลูกค้าท่านอื่นอยู่ค่ะ….ลั่นลั่นล่าๆๆๆ ล่า ล่าๆ ลั่นๆๆ พนักงานกำลังบริการลูกค้าท่านอื่นๆ อยู่ค่ะ ….ล่าล้าลันลันล่าลาล้าๆๆๆ รอไปอีก 3-4 นาที

สวัสดีครับ สมชาย 12345 รับสายครับ

ครับ ผมโทรมาถามเรื่องการหักภาษี ณ ที่จ่ายนะครับ ผมเคยโทรมาหลายครั้งตั้งแต่ปีที่แล้ว คุณคนก่อนบอกว่าจะตามเรื่องให้แล้วจะโทรกลับในวันนั้นเลย ผมก็รอไปลืมไปรอๆๆลืมๆ วันนี้ผมก็เลยโทรมาถามใหม่ว่า ตามเอกสารผมได้หรือยัง ธนาคารสาขาส่งเอกสารมาให้หรือยัง

ขอรหัส ด้วยครับ 092 1234567 567 สวัสดีครับคุณ copywriter ครับสวัสดีครับ ตกลงคุณตามเอกสารผมได้หรือยังครับ ผมได้รับเงินปันผลมาแล้วคุณไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายมาให้ผม ทำให้ผมต้องมาวุ่นวายทำเรื่องจ่ายภาษีอีก ในใบสมัครผมก็บอกไปแล้วว่าให้หักภาษี ณ ที่จ่ายด้วย คุณไม่ได้เอกสารแล้วใช้สิทธิอะไรมามั่วเลือกไม่หักภาษีให้ผม ตกลงคุณได้รับเอกสารจากสาขาที่ผมสมัครหรือยัง …อ่าขอตรวจสอบนะครับ ใช่จริงๆด้วยครับ ตอนนี้รายละเอียดของคุณเป็นไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายครับ ….ใช่ผมรู้อยู่แล้ว แล้วคุณมาเลือกให้ผมได้ไง..คุณได้เอกสารยืนยันแล้วหรือ …อ่าของดูหน่อยนะครับ… รอไปอีก รอไป

ยังครับ เรายังไม่ได้รับเอกสารเลยครับ อ้าวยังไม่ได้รับเอกสารอีกหรือครับ นี้มันเป็นปีแล้วนะ คุณไปทำอะไรอยู่เนี้ย เอกสารก็ไม่ได้รับแล้วคุณรู้ได้ไง ว่าผมเลือกอะไร.. เอ่อ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ แต่ปกติต้องสาขาจะต้องส่งหลักฐานมาให้แล้วนะครับ ส่งทางไปรยณีย์ครับ ..แล้วไงครับ แล้วเขาส่งมาหรือยัง …อ่า..คงส่งมาแล้วละครับ เดี่ยวตรวจสอบให้อีกครั้งครับ ตอนนี้เพื่อความรวดเร็ว เอาเป็นว่าผมจะส่ง fax ใบเปลี่ยนรายละเอียดไปให้ แล้วให้คุณ copywriter fax กลับมานะครับ จะได้ไม่ต้องรอเอกสาร

นี่ผมรอข้ามปีมาแล้วนะ จะให้ต้องรออีกนานแค่ไหนครับ อ่า..ผมส่ง fax มาให้แล้วคุณก็ส่ง fax กลับมาละกันครับ ..ทำไมผมต้องส่ง fax ไปให้ด้วยละครับ เขาส่งเอกสารมาแล้วจะหายไปได้ยังไง คุณทำงานกันยังไงเนี้ย ระบบคุณมีปัญหาตรงไหนหรือเปล่า คุณรู้มั้ย…อ่า ปกติ ตามระบบทางสาขาเมื่อได้รับใบสมัครเขาก็จะส่งไปรยณีย์มาให้แล้วละครับ อืมห์..คุณให้ไปรยณีย์ส่งมา แล้วมันหายได้ยังไง ทำไมไม่รับส่งกันเอง อ๋อปกติเราก็ส่งเอกสารทางไปรยณีย์อยู่แล้วครับ อ้าวแล้วเอกสารผมหายไปไหน ทำไมมาไม่ถึงอีก

อ่าเอ่อ ผมว่าคงหายไปแล้วละครับ …อ้าว คุณทำเอกสารผมหายได้ไงเนี้ย มีทั้งใบสมัคร สำเนาเอกสารนู้นนี้เยอะแยะ หายไปได้ยังไง ส่งกันภาษาอะไร แล้วคุณก็มามั่วรายละเอียดให้ผมเนี้ยนะ ..อะอะอะ..แล้วไง คุณจะให้ผมทำอะไร ..เดี่ยวผมจะส่ง fax ใบแก้ไขไปแล้ว คุณ copywriter ก็ fax มาพร้อมกับสำเนาบัตรประชาชน ..อ้าวต้องสำเนาบัตรประชาชนด้วยหรือ ครับ เอ้อ คุณจะเอาสำเนาไปทำไมอีก เดี่ยวก็หายอีก จริงๆผมจะส่งไปง่ายๆ ก็ได้นะ แต่มันง่ายไป ผมไม่เข้าใจว่านี้มันเป็นความผิดผมหรือไง ทำไมผมต้องทำเรื่องแก้ไข ในเมื่อผมให้หลักฐานครบถ้วนไปตั้งแต่แรกแล้ว..

อ่า..คืนเอกสารอาจจะหายไปแล้วนะครับ เพราะปกติเราก็ส่งกันผ่านไปรยณีย์ อ้าวคุณก็ตามกับไปรยณีย์สิ เขามีระบบให้ตามได้อยู่แล้วนิ อ๋อ..เราไม่ได้ส่งแบบลงทะเบียนนะครับ มันก็ตามไม่ได้ อ้าว..อะไรกันเนี้ยเอกสารสำคัญแบบนี้คุณส่งกันแบบธรรมดาเนี้ยนะ สุดยอด แล้วเอกสารอื่นๆ ของคุณหายไปอีกเท่าไหร่แล้วนิคุณรู้บ้างหรือเปล่า

..คือว่า เพื่อให้เร็ว ผมส่ง fax ให้นะครับ …นี้ระบบคุณไม่ได้เรื่องเลย ผมว่านะคุณเลิกใช้บริการที่สาขาธนาคารไปได้แล้วละ แค่หลักฐานเอกสารไม่กี่แผ่น ยังส่งมาไม่ได้แล้ว …ผมคงไปเปลี่ยนไม่ได้หรอกครับ…อ้าวทำไมจะไม่ได้ คุณก็ comment ไปสิ ทำงานกันอย่างนี้ได้อย่างไร มันเป็นปัญหาที่ระบบ คุณจะมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้อย่างนี้ทุกคนเลยหรือไง ถ้าสาขาไม่ส่งเอกสารมาให้อีกจะทำยังไร

แล้วคุณ(ไอ้) copywriter จะให้แก้ระบบที่ไหนละครับ อ้าวคุณยังไม่รู้อีกหรือไง แค่คุณเล่ามาผมก็รู้แล้ว ว่าต้องแก้ที่ไหน ง่ายมีให้แก้ได้ตั้งหลายจุด คุณเป็นบริษัทแม่บริษัทลูกกันจริงหรือเปล่านี้ ทำงานกันยังไง ไม่ได้โคกันเลยหรือไง หรือมัวแค่ขวิดกัน อย่างจดหมายถ้าไม่ส่งเอง จะส่งไปรยณีย์ก็ลงทะเบียนซะก็หมดเรื่องแล้ว

คือว่า..เอกสารมันเยอะนะครับ แล้วอีกอย่างมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น จะคิดค่าส่งกับใครละครับ อ้าว..(โอ้โห บ้าไปแล้ว) คุณก็ไปตกลงกันสิ มันเป็นเรื่องของคุณ ปกติคุณก็ชารท์กันไปกันมา สุดท้ายแล้วมันก็มาชารท์ที่ลูกค้าอยู่แล้วนิไม่ใช่หรือไง………..ตู้ดๆๆๆๆๆๆ

…อ้าว แบตหมด กำลังมันเลย ไอ้สมชาย มันคงดีใจน่าดู ที่สายหลุดไปได้ แหมเซ็งเลย กำลังสนุก กระตุ้นอารมณ์ได้แล้วด้วย…เซ็งเลย เสียเวลาไปเปล่าตั้งหลายนาที แถมต้องจ่ายค่ามือถือเอกอี ..เอ้อ..ช่างหัวมัน ทำงานต่อดีกว่า สนุกจัง

เอาเอา ลองดู ดูสิว่ามันจะติดต่อกลับมามั้ย เบอร์ติดต่อมันก็มีอยู่แล้ว

……………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………….เงียบ…………………………………………………………………………………..

บัดนั้นจนบัดนี้ เหตุการณ์เหมือนปีก่อนไม่มีผิด ข้ามปีมาแล้วก็ยังไม่ได้เรื่องเช่นเคย..จบข่าว

(คำพูดอาจไม่เหมือนเดิมนะครับ แต่เนื้อหาถูกต้อง)..ข้าพเจ้าเอง

พักชำระหนี้ มันกลับมาอีกแล้ว อีกกระแสที่ควรติดตาม

February 26, 2008

ช่วงนี้เริ่มได้ยินโครงการนี้ กลับมาใหม่อีกครั้งแล้ว จำได้ว่าเคยเรียนถึงเรื่องนี้ไว้เหมือนหลายปีก่อนใน thaivi ไปค้นมาเจอแล้วจึงตั้งชื่อเรื่องให้เหมือนกัน พักชำระหนี้ อีกกระแสที่ควรติดตาม 

เขียนไว้เมื่อ Sun Jan 16, 2005 ผ่านไป ๓ ปี มันก็กลับมาใหม่ พักหนี้ กันอีกแล้วครับท่าน ลองตามไปอ่านดูนะครับผมว่า เรื่องที่เคยบ่นไว้ผ่านมาหลายปีแล้วมันก็ยังทันสมัยอยู่ครับ

วินัยนะเคยมีบ้างหรือไม่ คนไทยนี้ขาดระเบียบวินัยกันจริง เป็นสันดานอย่างหนึ่งของคนในชาติก็ว่าได้ พอๆกับไม่มีความรับผิดชอบ ทั้งคนรุ่นใหม่ รุ่นเก่าที่เจอมา ที่เห็นมา ที่ได้ยินมาเอง เห็นมาเอง เจอมาเอง และมีคนเล่าให้ฟัง เขียนให้อ่าน ไม่มีเลยทั้ง discipline และ responsibility มีดีๆเหลืออยู่บ้าง สักกี่คน

เอาอกเอาใจกันเข้าไป ทั้งยกหนี้ พักชำระหนี้ refinance เป็นทั้งรายใหญ่ ผู้ประกอบการ รายย่อย รายละเอียด เป็นกันหมด คำว่า ล้มบนพูก คงจะได้กลับมาได้ยินกันอีก และจะได้ยินคำว่าอมตะอีกชุดในไม่นาน ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย พร้อมกับการ ฟ้อง ยึดทรัพย์ บังคับคดี เหอๆ

ทำไมรัฐ ไม่คิดจะปลูกฝังนิสัยดีๆให้คนในชาติบ้าง จะบ้าบริโภค จะกระตุ้นกันทำไม GDP CPI อัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย อะไรกันมากมาย ปล่อยๆบ้างเถอะ

คนไม่มีวินัย ก็ควรจะต้องถูกลงโทษบ้าง ให้เข็ดหลาบกันบ้าง มีที่ไหนกัน ปล่อยเลยตามเลย ยกหนี้ ลดหนี้ พักหนี้ เละเทะเลอะเทอะกันไปหมด โดยเฉพาะพวกกู้เกินตัว หน้าใหญ่ใจโตกันเหลือเกิน เสียตังค์ไม่ว่าเสียหน้าไม่ได้ พวกนี้ไม่อยากเสียหน้าใช่มั้ย ดี…ก็ตัดหัวมันทิ้งไปเลยครับ

กู้ๆๆๆๆๆ กู้ๆๆๆๆๆๆ กูๆๆๆๆๆๆ มึงๆๆๆๆๆๆ กู้ๆๆๆๆๆๆ กันไปถึงไหน บ้าหรือเปล่า ทั้งเจ้าหนี้ ลูกหนี้ ทั้งในระบบ นอกระบบ นอกระบบช่างมันเถอะ คุมยาก เอาในระบบก่อนละกัน ไหนบอกมีเครดิตบูโร มีบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ แล้วไงครับ

ไม่เห็นจะได้ดี จะได้เรื่องตรงไหน คุมกันยังไง เลยเห็นยังปล่อยกันโครมๆๆๆ ดูตัวอย่างแชร์โง่ๆ หรือเรื่องขบวนการเช่ารถ ที่เป็นข่าวดังๆอยู่ช่วงๆนี้ก็รู้ครับ..เซ็ง..ประชาชนซื่อบื้อ คู่กับรัฐบาลบ้าๆ เข้ากันได้แบบ ผีเน่ากับโลงผุ…ฮาฮา..ข้าพเจ้าเอง

พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก เดือนร้อนแค่ ๑% จะบ่นทำไม

February 21, 2008

ใครเดือนร้อนกับ พ.ร.บ. นี้บ้าง อยากรู้ไหมครับ ก่อนอื่นก็ต้องไป download พ.ร.บ.สถาบันคุ้มคองเงินฝาก มาอ่านดูก่อนนะครับว่าเขาว่าไงบ้าง

ปัจจุบันมีเงินฝากทั้งระบบประมาณ ๖.๖ ล้านล้านบาท เยอะมากๆครับ ทำไมประเทศไทยจึงมีเงินในตลาดเงินเยอะขนาดนี้ หนึ่งในนั้นคือคนไทยไม่มีความรู้ครับ โดยเฉพาะคนรวยๆและกลัวเกินเหตุ จากวิกฤตต่างๆ หรือเพราะการปลูกฝังให้ความรู้เรื่องการออมเงิน ผ่านการฝากเงินในธนาคารเท่านั้น โดยหารู้ไม่ว่า ดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ฝากไว้จะได้รับเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเงินเฟ้อเท่าไหร่ รู้แต่ว่าฝากเงินในธนาคารปลอดภัยแน่นอน

bot_money_08.gif

ถึงตอนนี้ความปลอดภัยที่ว่าหายไปแล้วครับ พร้อมกับการประกาศ พ.ร.บ.นี้ ถึงเวลาที่คุณต้องมาศึกษาการออมเงินในรู้แบบอื่นได้แล้ว คุณคนรวยทั้งหลาย การฝากธนาคารก็มีความเสี่ยงนะครับ เดิมทีก่อนมีประกาศนี้ก็มีความเสี่ยง แต่คุณไม่รู้เองนะครับ พร้อมการเสียโอกาสอีกเพียบ

ดูในตารางสิครับ ประเทศไทยมีเงินฝากออมทรัพย์มากถึง ๒.๖ ล้านล้านบาท ทั้งที่ดอกเบี้ยของการฝากเงินแบบนี้ ได้ต่ำเรี่ยดิน คนฝากเงินหารู้ไม่ว่า แท้จริงแล้ว ค่าของเงินที่มีอยู่พร้อมดอกเบี้ยที่ได้ทุกปี ดูแล้วมันมากขึ้นแต่มูลค่าของมันลดลงทุกๆปี เพราะดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ จากอัตราเงินเฟ้อ เหอ..เศร้าใจ ประเทศชาติและคนฝากเสียโอกาสจากการนำเงินจำนวนนี้ไปลงทุนมากขนาดไหน ลองคิดดูสิครับ

แม้ว่าปัจจุบัน คนไทยเราจะมีความรู้เรื่องการลงทุนมากขึ้น ดูจากอัตราการเติบโต ของบริษัทและทรัพย์สินในกองทุนต่าง ดูสรุปรวมที่ สมาคมบริษัทจัดการลงทุน เขารวบรวมไว้ครับ ทรัพย์สินของกองทุนรวมต่างๆ ๑.๖ ล้านล้านบาท  รวมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วย ซึ่งมีประมาณ ๔ แสนล้านบาท ซึ่งไม่แน่ใจว่ารวมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของ รัฐวิสาหกิจ และของข้าราชการ เงินในกองทุนของ กบข. ไปด้วยหรือยัง แต่ของ สำนักงานประกันสังคม ไม่น่าเกี่ยว ดังนั้นทั้งระบบน่าจะมีเงินอยู่ประมาณ ๒ ล้านล้านบาท กว่าไปอีกเล็กน้อย คาดว่าเงินจริงๆคงประมาณ ๑ ใน ๓ ของเงินฝากทั้งระบบ ซึ่งดูไปแล้วธุรกิจนี้ยังโตได้อีกเยอะนะครับ ยิ่งมี พ.ร.บ.นี้มากระตุ้น

fund_07_1.gif

จากรูปจะเห็นว่ามีการเติบโตเพิ่มขึ้นมากนะครับ น่าดีใจจริงๆ ข้อมูลยังมีอีกเยอะก็ตาม link ไปดูเองนะครับ ซึ่งการโตได้เยอะนี้ส่วนหนึ่งมาจากคนรุ่นใหม่ๆ มีความรู้มากขึ้น นำเงินออมออกมาลงทุนเอง และรัฐยังให้การสนับสนุน ทั้งการออกกฏหมายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กฏหมายประกันสังคม กฏหมายที่เกี่ยวข้องกับกองทุน RMF LTF รวมถึงกฏหมายใหม่นี้ และที่กำลังจะออกมา เกี่ยวกับ กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ แต่ต้องรอไปก่อนนะครับ ไม่รู้เมื่อไหร่จะออก เห็นร่างกันมาตั้งนานแสนนานแล้ว ยังทำไม่ได้สักที

เอาละดูข้อมูลอื่น มาพอสมควรแล้ว มาดูคนที่จะกระทบกับกฏหมายนี้ดีกว่า หาข้อมูลยากมาเลย ของธนาคารแห่งประเทศไทย ก็หาที่เขาแจกแจงยังที่ได้มาจาก blog ที่แจ้งไว้ในตารางไม่ได้ครับ เอามาทำต่อนิดหน่อย ไม่ต้องพูดมาก ดูสถิติจากรูปเอาเองละกันครับ ว่าใครเดือนร้อนบ้าง

bot_money_jul07.gif

คนส่วนใหญ่ของประเทศสยามนี้ ไม่เกี่ยวแน่นอนครับ มีบัญชีเพียง ๑.๒๔% เท่านั้นที่มีเงินมากกว่า ๑ ล้านบาท ซึ่งแน่นอนว่าบัญชีเหล่านี้ ก็เป็นของคนรวย และเป็นบัญชีในนามนิติบุคคลต่างๆ เป็นของบริษัทต่างๆ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ของคนรวยๆเขานั้นแหละ มีอยู่ ๘ แสนกว่าบัญชี คิดเป็นคนออกมารับรองว่าไม่ที่คนหรอกครับ ไปดูสถิติการเสียภาษีบุคคลธรรมดาดูก็รู้ ไว้มาโม้วันหลังนะครับ แต่ดูสิครับ คนกลุ่มนี้มีเงินฝากมากถึง ๗๔% ของเงินฝากทั้งระบบ กฏ ๘๐ ๒๐ ยังใช้ได้กับเรื่องนี้นะครับ

จะเห็นได้ว่าเรื่องนี้มันเรื่องของคนรวยชัดๆ ดีแล้วนิครับ ที่เขาออกกฏหมายนี้มาได้ ใครชอบไม่ชอบไม่รู้ละ ใครจะบ่นก็บ่นไป รวยแล้วก็ต้องฉลาดด้วย ให้เงินไปทำงานได้ด้วยสิครับ ฝากธนาคารอยากเดียวไม่ไหวแล้วละครับ ตกยุคแล้ว ข้าพเจ้าละชอบจริงๆ ก็ข้าพเจ้าไม่ได้มีเงินล้านในธนาคารนิครับ จะเกี่ยวอะไรได้ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวแน่นอน..ฮาฮา

ข้าพเจ้ายังอยากให้มีกฏหมายอีกร่างหนึ่ง ที่เป็นร่างมาหลายสิบปีก็ออกมาบังคับใช้ไม่ได้สักที คาดว่ารัฐบาลก่อนจะช่วยได้ ก็ไม่ได้ ก็คือ กฏหมายภาษีมรดก กฏหมายนี้ไม่รู้ต้องรออีกเมื่อไหร่ครับ เพราะเหล่า ส.ส. ส.ว. ทั้งหลายที่ออกกฏหมาย ต่างเป็นคนรวยทั้งนั้น จะมีใครหวังดีต่อประเทศชาติ ต่อประชาชนบ้าง จะได้กระจายความรวยกันบ้าง..ไม่ไช่มีคนรวยกันแค่ ๑% ของคนทั้งประเทศ อย่างที่เป็นอยู่..ข้าพเจ้าเอง

ปล. ส่งท้ายไว้หน่อยว่าข้อมูลแบบนี้ ไปหาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้นะครับ จะไป download สรุปเป็นรายงานระดับไตรมาสก็ได้นะครับ  จะได้หน้าตารายงานแบบ pdf ไฟล์ รายละเอียดในรูปนะครับ ซึ่งมีข้อมูลมากกว่าแบบ link ด้านล่างครับ เพราะมีข้อมูลย้อนหลังและประกอบอื่นๆมากกว่าเยอะครับ ลองไปอ่านดูสิครับ

bot_q4_07.gif

bot_q4_07_2.gif

อยากรู้แบบที่สามารถ copy ใส่ excel มาวิเคราะห์ต่อได้ง่ายๆ ก็ตาม link เหล่านี้ไปดูนะครับ ที่เห็นนี้ก็ส่วนเดียวนะครับ มีอีกเยอะ ที่เหลือก็เข้า web ธนาคารชาติไปดูเองละครับ

IMF Monetary and Financial Statistics Manual      Updated
MS.01 งบดุลของธนาคารแห่งประเทศไทย
(58 KB)
(122 KB)
31 Jan
MS.02 สินทรัพย์และหนี้สินของธนาคารแห่งประเทศไทย
(82 KB)
(83 KB)
31 Jan
MS.03 งบดุลของสถาบันรับฝากเงินอื่น
(59 KB)
(75 KB)
31 Jan
MS.04 สินทรัพย์และหนี้สินของสถาบันรับฝากเงินอื่น
(59 KB)
(38 KB)
31 Jan
MS.05 สินทรัพย์และหนี้สินของสถาบันรับฝากเงิน
(83 KB)
(36 KB)
31 Jan
MS.06 ปริมาณเงินและองค์ประกอบ
(91 KB)
(63 KB)
31 Jan
MS.07 งบดุลของธนาคารพาณิชย์
(73 KB)
(76 KB)
31 Jan
ตาราง 6 ธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
(62 KB)
31 Jan
ตาราง 8 สินทรัพย์และหนี้สินของธนาคารพาณิชย์
(261 KB)
11 Feb
ตาราง 8.1 แหล่งที่มาและใช้ไปของเงินทุนของธนาคารพาณิชย์
(146 KB)
11 Feb
ตาราง 9 รายการซื้อและขายเงินตราต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์
(81 KB)
31 Jan
ตาราง 10 สินทรัพย์และหนี้สินที่สำคัญของธนาคารพาณิชย์
(203 KB)
11 Feb
ตาราง 10.1 เงินให้สินเชื่อแยกตามประเภทสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์
(68 KB)
11 Feb
ตาราง 11 เงินฝากของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด
(162 KB)
11 Feb
ตาราง 12 เงินฝากของธนาคารพาณิชย์และอัตราการหมุนเวียนของเงินฝาก
(73 KB)
11 Feb
ตาราง 13 เงินฝาก เงินให้สินเชื่อ และเงินลงทุนในหลักทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์
(138 KB)
11 Feb
ตาราง 14 เงินให้สินเชื่อแยกตามประเภทธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ (ยอดคงค้าง)
(210 KB)
11 Feb
ตาราง 15 เงินกู้ยืมของธนาคารพาณิชย์
(120 KB)
11 Feb
ตาราง 16 การดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์
(528 KB)
11 Feb
ตาราง 17 ฐานะเงินตราต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์
(32 KB)
11 Feb
ตาราง 18 สินทรัพย์และหนี้สินของบริษัทเงินทุน
(275 KB)
11 Feb
ตาราง 18.1 แหล่งที่มาและใช้ไปของเงินทุนของบริษัทเงินทุน
(148 KB)
11 Feb
ตาราง 18.2 เงินให้สินเชื่อจำแนกตามประเภทธุรกิจของบริษัทเงินทุน
(80 KB)
11 Feb
ตาราง 19 สินทรัพย์และหนี้สินของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ (มีข้อมูลถึงเดือนธันวาคม 2549)
(41 KB)
ตาราง 20 สินทรัพย์และหนี้สินของธนาคารออมสิน
(95 KB)
11 Feb
ตาราง 20.1 แหล่งที่มาและใช้ไปของเงินทุนของธนาคารออมสิน
(52 KB)
11 Feb
ตาราง 21 สินทรัพย์และหนี้สินของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
(100 KB)
11 Feb
ตาราง 21.1 แหล่งที่มาและใช้ไปของเงินทุนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
(72 KB)
11 Feb
ตาราง 22 สินทรัพย์และหนี้สินของธนาคารอาคารสงเคราะห์
(120 KB)
11 Feb
ตาราง 22.1 แหล่งที่มาและใช้ไปของเงินทุนของธนาคารอาคารสงเคราะห์
(48 KB)
11 Feb
ตาราง 23 สินทรัพย์และหนี้สินของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
(97 KB)
11 Feb
ตาราง 23.1 แหล่งที่มาและใช้ไปของเงินทุนของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
(36 KB)
11 Feb
ตาราง 24 สินทรัพย์และหนี้สินของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย
(322 KB)
11 Feb
ตาราง 24.1 แหล่งที่มาและใช้ไปของเงินทุนของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย
(27 KB)
11 Feb
ตาราง 25 เงินรับฝากของสถาบันการเงิน
(26 KB)
11 Feb
ตาราง 26 เงินรับฝากจากภาคครัวเรือนของสถาบันการเงิน
(26 KB)
11 Feb
ตาราง 27 เงินให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน
(26 KB)
11 Feb
ตาราง 28 เงินให้กู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัยส่วนบุคคลของสถาบันการเงิน
(22 KB)
11 Feb
ตาราง 29 อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงิน
(3.7 MB)
11 Feb
ตาราง 30 หลักทรัพย์ออกใหม่
(212 KB)
11 Feb
ตาราง 31 หุ้นกู้ออกใหม่จำแนกตามสาขาเศรษฐกิจ
(44 KB)
11 Feb
ตาราง 32 ยอดคงค้างหลักทรัพย์

พ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝาก ประกาศใช้ เริ่มได้ยินคนบ่น

February 20, 2008

ข้าพเจ้าเริ่มได้ยิน พี่ๆ เจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจที่ร่วมงานด้วย บ่นกับกฏหมายนี้ วันนี้ ตัดแปะข่าวเอาไว้ก่อนละกันครับ พรุ่งนี้ค่อยมาบ่นให้ฟัง ว่าพี่ๆเขาว่าอย่างไรกัน ส่วนเสียงบ่นจากข้าพเจ้าหรือไม่มี เพราะ พรบ.นี้ไม่มีผล..ฮาฮา

อ่านข่าวไปก่อนละกันครับ บาย..ต้องไปทำงานต่อ ตอนนี้ยังอยู่ที่ office อยู่เลยครับ วันนี้คงได้กลับตอนตีหนึ่ง..เซ็ง..บายครับ..ข้าพเจ้าเอง

http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02edi01180251&day=2008-02-18&sectionid=0212

 พระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ.2551 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2551 พ.ร.บ.ฉบับนี้จะใช้บังคับเมื่อพ้น 180 วัน หรือ 6 เดือน นับจากวันที่ 13 ก.พ.

หลักการและเหตุผล คือ การฝากเงินกับสถาบันการเงินเป็นประโยชน์ ในการออมเงินของผู้ฝากเงินในอนาคต และเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน รัฐบาลคุ้มครองเงินฝากในสถาบันการเงินเต็มจำนวน ซึ่งหลักการดังกล่าวเป็นผลให้เกิดภาระการคลังแก่รัฐมากเกินไป อีกทั้งยังไม่มีกลไกดำเนินการที่เหมาะสม

ดังนั้น เพื่อลดภาระการคลัง สมควรนำระบบการคุ้มครองเงินฝากแบบจำกัดวงเงินมาใช้ พร้อมกำหนดกลไกต่างๆ ในการคุ้มครองเงินฝาก อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบ สถาบันการเงิน อันจะเป็นการสนับสนุนการออมเงินของประเทศและเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินภาพรวม

โครงสร้างของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก

(1) การจัดตั้ง กำหนดให้สถาบันมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย และเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น

(2) วัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ วัตถุประสงค์ของสถาบันมี 3 ประการ คือ คุ้มครองเงินฝากในสถาบันการเงิน เสริมสร้างความมั่นคง และเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน และดำเนินการกับสถาบันการเงิน ที่ถูกควบคุม และชำระบัญชีสถาบันการเงินที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน

สถาบันมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายกำหนด เช่น บริหารจัดการกองทุน ทุนและทรัพย์สินของสถาบัน มีอำนาจกระทำนิติกรรมใดๆ ทั้งในและนอกราชอาณาจักรออกตั๋วเงินหรือตราสารทางการเงินตลอดจนลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้และมีอำนาจหน้าที่ประการสำคัญ คือเรียกเก็บเงินที่สถาบันการเงินนำส่งเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝากและจ่ายเงินให้แก่ผู้ฝากเงินหรือจ่ายเงินให้แก่สถาบันการเงินที่ควบหรือรับโอนกิจการหรือสถาบันการเงินที่รับโอนเงินฝาก ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

(3) เงินทุนกำหนดให้รัฐบาลจัดสรรทุนประเดิมให้แก่สถาบันเป็นวงเงิน ไม่เกินหนึ่งพันล้านบาท และกำหนดทุนของสถาบัน ได้แก่ (ก) เงินทุนที่รัฐบาลจัดสรรให้ (ข) เงินหรือทรัพย์สินที่ตกเป็นของสถาบัน (ค) เงินหรือทรัพย์สินอื่นที่มีผู้มอบให้ (ง) ดอกผลของกองทุนที่คณะกรรมการจัดสรรให้ (จ) ดอกผลหรือรายได้จากเงินหรือทรัพย์สินของสถาบัน

(4) การเงินและการบัญชี กำหนดให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชีของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก สถาบันต้องจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อรัฐมนตรีภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชีด้วย

(5) คณะกรรมการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก

จำนวนกรรมการและวาระการดำรงตำแหน่ง คณะกรรมการสถาบันคุ้มครองเงินฝากมีจำนวนอย่างน้อย 7 คน แต่ไม่เกิน 9 คน ซึ่งประกอบด้วย (1) กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนธนาคารแห่งปรเทศไทย (2) กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของ คณะรัฐมนตรี ได้แก่ ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี โดยในวาระเริ่มแรกเมื่อครบกำหนดสองปีให้ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิออกจากตำแหน่งเป็นจำนวนกึ่งหนึ่งโดยวิธีจับสลาก และ (3) ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝากเป็นกรรมการและเลขานุการ

องค์ประชุมของคณะกรรมการสถาบัน และการลงคะแนนเสียงในที่ประชุม กำหนดให้กรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการ ที่มีอยู่ทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม

อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ได้แก่

– อำนาจหน้าที่วางนโยบายและควบคุมดูแลโดยทั่วไป ซึ่งกิจการของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เช่น ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการมอบอำนาจ และการทำการแทนหรือการรักษาการแทนในตำแหน่งผู้อำนวยการ ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล การเงิน การบัญชี การงบประมาณ และการพัสดุ ตลอดจนอนุมัติรายงานประจำปีของสถาบัน

– อำนาจหน้าที่เฉพาะเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เช่น การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการนำส่งเงินเข้ากองทุน การยื่นคำขอรับเงิน การจ่ายเงินให้แก่ผู้ฝากเงิน กำหนดรายละเอียดของประเภทเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครอง ตลอดจนการออกข้อบังคับให้สถาบันการเงินใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์เพื่อ แสดงว่าเป็นสถาบันการเงินที่ได้รับการคุ้มครองเงินฝาก

นอกจากนี้ กำหนดเพิ่มเติมให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการ หรือที่ปรึกษาคณะกรรมการเพื่อดำเนินการใดๆตามที่คณะกรรมการมอบหมายให้

สำหรับผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งโดย คำแนะนำของรัฐมนตรี ทำหน้าที่บริหารงานของสถาบันและเป็นผู้แทนของสถาบันในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก โดยผู้อำนวยการมีวาระการ ดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระไม่ได้

การคุ้มครองเงินฝาก

แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ กองทุนคุ้มครองเงินฝาก เงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองและการจ่ายเงินแก่ผู้ฝากเงิน

ส่วนที่หนึ่ง กองทุนคุ้มครองเงินฝาก

ประกอบด้วย เงินที่สถาบันการเงินนำส่ง ดอกผลของกองทุน และเงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับจากการชำระบัญชี ทั้งนี้สถาบันการเงินมีหน้าที่ต้อง นำส่งเงินเข้ากองทุนตามอัตราที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่เกินร้อยละหนึ่งต่อปีของยอดเงินฝากถัวเฉลี่ยของบัญชีเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครอง และเมื่อนำส่งเงินเข้ากองทุนแล้วสถาบันการเงินจะไม่ต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินตามกฎหมาย ว่าด้วยธนาคารแห่งประเทศไทยต่อไป หากสถาบันการเงินใดไม่นำส่ง หรือนำส่งไม่ครบ จะต้องเสียเงินเพิ่มอีกไม่เกินหนึ่งเท่าของจำนวนเงินดังกล่าว และให้ถือว่าเงินที่ส่งเข้ากองทุนและเงินเพิ่มเป็นหนี้บุริมสิทธิลำดับต่อจากหนี้ภาษีอากรของสถาบันการเงิน

ส่วนที่สอง เงินฝากที่ได้รับการคุ้มครอง ประกอบด้วย

(1) เงินฝากทุกประเภทของสถาบันการเงินที่นำมาคำนวณยอดเงินฝากถัวเฉลี่ย และดอกเบี้ยค้างจ่ายที่เกิดจากเงินฝากนั้นจนถึงวันที่สถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน และ

(2) เงินฝากดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข คือ ต้องเป็นเงินฝากและ ดอกเบี้ยที่เป็นเงินบาท ต้องเป็นเงินฝากในบัญชีเงินฝากภายในประเทศ โดยต้องมิใช่เงินฝากในบัญชีประเภทบัญชีเงินฝากของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ นอกประเทศตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินและให้ คณะกรรมการประกาศรายละเอียดประเภทเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครอง ในราชกิจจานุเบกษา

ส่วนที่สาม การจ่ายเงินแก่ผู้ฝากเงิน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้น ภายหลังจากที่สถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินแล้ว จึงเป็นการกำหนดอำนาจหน้าที่ตลอดจนสิทธิของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

(1) กำหนดให้สถาบันในฐานะผู้ชำระบัญชีเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินตลอดจนเอกสารทั้งปวงของสถาบันการเงิน และกำหนดให้คณะกรรมการควบคุม หรือผู้แทนนิติบุคคลของสถาบันการเงินซึ่งเป็นผู้ดูแลจัดการทรัพย์สินของสถาบันการเงินมีหน้าที่ต้องส่งมอบเงินและทรัพย์สิน ตลอดจนเอกสาร ทั้งปวงให้แก่สถาบันในฐานะผู้ชำระบัญชีภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่สถาบัน การเงินนั้นถูกเพิกถอนใบอนุญาต

(2) กำหนดหน้าที่ของสถาบันที่จะต้องประกาศกำหนดให้ผู้ฝากเงินมายื่นคำขอรับเงินภายในสี่สิบวันนับแต่วันที่สถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาต

(3) กำหนดให้ผู้ฝากเงินมีหน้าที่ที่จะต้องยื่นคำขอรับเงินและแสดงพยานหลักฐานเพื่อขอรับเงินภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่สถาบันประกาศกำหนดให้มายื่นคำขอรับเงิน ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวนี้ หากรัฐมนตรีเห็นว่ามีความจำเป็น รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งขยายได้ไม่เกินสองครั้ง ครั้งละไม่เกินเก้าสิบวัน

(4) กำหนดให้สถาบันต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้ฝากเงินแต่ละรายผู้มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีหรือทายาทภายในระยะเวลาไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้ฝากเงินยื่นขอรับเงินโดยสถาบันจะจ่ายเงินให้แก่ผู้ฝากเงินตามจำนวนเงินที่ฝากไว้สำหรับทุกบัญชีรวมกันในแต่ละสถาบันการเงิน แต่หากเงินฝากทุกบัญชีรวมกันดังกล่าวมีจำนวนเกินกว่าหนึ่งล้านบาท ให้จ่ายเงินเป็นจำนวนหนึ่งล้านบาท (มาตรา 53)

ในกรณีที่มีชื่อบุคคลหลายคนร่วมกันเป็นเจ้าของบัญชี ให้สถาบันจ่ายเงินให้แก่ผู้มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีแต่ละคนตามส่วนที่บุคคลนั้นมีสิทธิในบัญชีเงินฝาก หากไม่อาจทราบจำนวนเงินฝากที่แต่ละคนมีส่วนในบัญชี ให้ถือว่าผู้ฝากเงินดังกล่าวมีส่วนเท่ากัน

การจ่ายเงินให้แก่ผู้ฝากเงินให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด

(5) เมื่อสถาบันจ่ายเงินให้แก่ผู้ฝากเงินตาม (4) แล้ว ให้สถาบันเข้ารับช่วงสิทธิของผู้ฝากเงินเท่ากับจำนวนเงินที่ได้จ่ายไปแล้ว และมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในจำนวนเงินนั้นจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือผู้ชำระบัญชี โดยมีบุริมสิทธิเหนือเจ้าหนี้สามัญของสถาบันการเงินนั้นทั้งหมด

การชำระบัญชีสถาบันการเงิน

ภายหลังที่สถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาต ให้สถาบันเป็นผู้ชำระบัญชีสถาบันการเงิน และการใดที่เป็นอำนาจหน้าที่ของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสถาบัน

นอกจากนี้ การโอนสินทรัพย์ตามร่างพระราชบัญญัตินี้กำหนดให้การ โอนสินทรัพย์ที่เป็นหลักประกันของสถาบันการเงิน ให้ตกเป็นของสถาบัน การเงินที่รับโอนกิจการนั้น เว้นแต่เป็นสิทธิตามที่กฎหมายกำหนดให้ตกแก่ผู้รับโอนตามมาตรา 305 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น จำนอง จำนวน หรือค้ำประกัน ซึ่งถ้าในการดำเนินการมีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้สถาบันการเงินที่รับโอนเข้าสวมสิทธิ์เป็น คู่ความแทนในคดีได้ และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิ เรียกร้องนั้นแล้วให้สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้

กรณีที่สถาบันได้จ่ายเงินให้แก่ผู้ฝากเงินหรือสถาบันการเงินที่รับโอนเงินฝากให้อำนาจสถาบันจัดการทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้ได้ และภายหลังที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วให้สถาบันยื่นคำร้องขอเพื่อเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย โดยสถาบันพ้นจากอำนาจหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีและให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายต่อไป นอกจากนี้นับแต่วันที่สถาบันการเงินถูก เพิกถอนใบอนุญาต จนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ห้ามมิให้ผู้ใดฟ้องร้องสถาบันการเงินเป็นคดีล้มละลายหรือฟ้องร้องบังคับคดีเกี่ยวกับ ทรัพย์สินของสถาบันการเงิน รวมทั้งให้ระงับการพิจารณาคดีที่มีผู้ฟ้องสถาบันการเงินนั้นสำหรับสิทธิใดๆ ต่อศาลไว้ก่อน

บทกำหนดโทษ กรณีที่บุคคลใดนอกจากสถาบันการเงินใช้เครื่องหมายเพื่อแสดงว่าธุรกิจของตนเป็นสถาบันการเงินที่ได้รับความคุ้มครองตาม พระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกไม่เกินวันละห้าพันบาทตลอดเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่ และหากผู้ใดล่วงรู้กิจการของสถาบันการเงิน เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่และนำข้อมูลดังกล่าวไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่นโดยมิชอบต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

บทเฉพาะกาล

เมื่อมีการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากขึ้นแล้ว ให้ยกเลิกการประกันผู้ฝากเงินของสถาบันการเงิน โดยรัฐบาลที่มีอยู่ก่อนการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก และใน 4 ปีแรกของการบังคับใช้กฎหมาย ให้จ่ายเงินแก่ ผู้ฝากเงิน ตามหลักเกณฑ์ (มาตรา 53) โดยกำหนดจำนวนเงินที่ให้ความคุ้มครองไม่เกินจำนวน ดังนี้

(1) ปีที่หนึ่ง เต็มตามจำนวนเงินที่ปรากฏในบัญชี

(2) ปีที่สอง หนึ่งร้อยล้าน

(3) ปีที่สาม ห้าสิบล้านบาท

(4) ปีที่สี่ สิบล้านบาท

ทั้งนี้ ในช่วง 4 ปีแรกของการบังคับใช้กฎหมาย หากภาวะเศรษฐกิจ และระบบการเงินเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ อันเป็นเหตุให้ต้องกำหนดจำนวนเงินที่ให้ความคุ้มครองเงินฝากเพิ่มขึ้น จากที่กำหนดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

พรบ. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ปี 2550 รู้ไว้ใช่ว่า

February 16, 2008

ข้าพเจ้าเองในฐานะผู้มีรายได้ประจำ และบริษัทที่ทำงานอยู่ด้วย มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แม้ว่าจะเสียโอกาสไปบ้างที่ไม่ได้เริ่มสมัครเป็นสมาชิกกองทุนตั้งแต่วันแรกที่ทำงาน แต่ถึงตอนนี้ก็ต้องบอกว่าไม่ผิดหวังที่สมัครไปเมื่อ หลายๆๆๆปีก่อนนู้น จำไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ 

เพราะนอกจากจะเป็นการบังคับให้ตัวเองได้ออมเงินแล้ว โดยหักจากเงินเดือน เดือนละ ๕% ยังได้เงินสมทบจากบริษัทเพิ่มอีกเดือนละ ๕% และยังได้ผลกำไรจากการที่ บริษัทจัดการกองทุนฯ ที่บริหารกองทุนของเราเพิ่มด้วย ปีนี้พึ่งจะได้รับใบรายงานผลมา บอกว่าได้ผลตอบแทนสุทธิสะสม ๙.๓๓% (% ไม่คำนวณเป็นรายปี) ทำไม ไม่บอกเป็นรายปีด้วยก็ไม่รู้ แต่ช่างมันเถอะ เพราะกองที่บริษัทเลือกเป็นตราสารหนี้ ได้สะสมมาขนาดนี้ก็ดีมากแล้ว

และเรายังเอาเงินที่เอาไปออมนี้มาหักออกจากเงินรายได้สุทธิที่ต้องเสียภาษีได้อีก คุ้มสุดๆ ใครยิ่งมีฐานภาษีสูงๆ ๒๐% ๓๐% ยิ่งคุ้มครับ 

และวันนี้ ที่ตั้งใจมาบอกเล่าให้ติดตาม ข้อมูลถึงเหล่าสมาชิกกองทุนทุกท่าน ที่ทุกท่านต้องไม่พลาด คือกฏหมายใหม่นี้นะครับ ตาม link ไปเลยครับ

ท่านสามารถติดตาม ประกาศสำนักงาน ก.ล.ต. ๖ ฉบับ และประกาศนายทะเบียนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ๓ ฉบับ เพื่อรองรับการแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่นี่ 

ท่านสามารถพบกับตัวอย่าง คำถาม – คำตอบ การแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้ที่นี่ 

งานนี้คงต้องมีเรื่องกับผู้บริหารของบริษัทฯ อีกแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ บริษัทฯ ไม่เคยสนใจเลยว่า มีพนักงานสนใจ ติดตามอยู่ กองทุน บริหารห่วยๆ ก็ไม่เคยสนใจ เคยไปโวยวาย ให้มีข้อมูลบอกพนักงาน ให้แยกกองทุนเป็นตราสารทุนบ้าง ให้พนักงานเลือกได้บ้าง จนถูกเรียกตัวไปดูตัวมารอบหนึ่งแล้ว

ใครยังไม่ได้ได้สมัครกองทุนนี้ ถ้าบริษัทมีก็ต้องรีบสมัครนะครับ อย่าเสียสิทธิ เสียโอกาส วันจันทร์นี้ไปสมัครเลยครับ ไม่อีกคำว่าสายไปที่จะเริ่ม ไปเลยครับ จะได้ไปลุยผู้บริหารด้วยกันกับข้าพเจ้าได้…ข้าพเจ้าเอง