Archive for the ‘Politics’ Category

Obama: ‘This is your victory’

November 5, 2008

U.S. chooses 'change'

ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คนที่ 44

John Kerry, right, and Obama confer at the 2004 DNC, where Obama wowed the crowd with his keynote address.

กับรองคู่ใจ

ตัดข่าวจาก cnn มาครับ Obama: ‘This is your victory’ ดูเนื้อหาข้างในครับ

(CNN) — Barack Obama told supporters that “change has come to America” as he claimed victory in a historic presidential election.

“The road ahead will be long. Our climb will be steep. We may not get there in one year or even one term, but America — I have never been more hopeful than I am tonight that we will get there. I promise you — we as a people will get there,” Obama said in Chicago, Illinois, before an estimated crowd of up to 240,000 people.

With Obama’s projected win, he will become the first African-American to win the White House.

Obama had an overwhelming victory over Sen. John McCain, who pledged Tuesday night to help Obama lead.

“Today, I was a candidate for the highest office in the country I love so much, and tonight, I remain her servant,” McCain said.

McCain called Obama to congratulate him, and Obama told the Arizona senator he was eager to sit down and talk about how the two of them can work together.

President Bush also called Obama to offer his congratulations.

Bush told Obama he was about to begin one of the great journeys of his life, and invited him to visit the White House as soon as it could be arranged, according to White House spokeswoman Dana Perino.

Obama will be working with a heavily Democratic Congress. Democrats picked up Senate seats in New Hampshire, New Jersey, North Carolina and Virginia, among others.

“While the Democratic Party has won a great victory tonight, we do so with a measure of humility and determination to heal the divides that have held back our progress,” Obama said.

Flanked by American flags, Obama told the roaring crowd, “This is your victory.”

“To those Americans whose support I have yet to earn — I may not have won your vote, but I hear your voices, I need your help, and I will be your president too,” he said.

Supporters in Chicago cheering, “Yes, we can” were met with cries of “Yes, we did.”

More than 1,000 people gathered outside of the White House, chanting “Obama, Obama!”

Sen. Hillary Clinton, Obama’s former rival for the Democratic nomination, said in a statement that “we are celebrating an historic victory for the American people.”

“This was a long and hard fought campaign but the result was well worth the wait. Together, under the leadership of President Barack Obama, Vice President Joe Biden and a Democratic Congress, we will chart a better course to build a new economy and rebuild our leadership in the world.”

Sen. Ted Kennedy said Americans “spoke loud and clear” in electing Obama.

“They understood his vision of a fairer and more just America and embraced it. They heard his call for a new generation of Americans to participate in government and were inspired. They believed that change is possible and voted to be part of America’s future,” the Massachusetts senator said in a statement.

As results came in Tuesday night, Obama picked up early wins in Pennsylvania and Ohio — states considered must-wins for McCain.

Obama also won Virginia, a state that has not voted for a Democratic president since 1964.

Going into the election, national polls showed Obama with an 8-point lead.

Voters expressed excitement and pride in their country after casting their ballots in the historic election. Poll workers reported high turnout across many parts of the country, and some voters waited hours to cast their ballots.

Tuesday marks the end of the longest presidential campaign season in U.S. history — 21 months.

Obama, 47, will now begin his transition to the White House. He will be sworn in at the 44th president on January 20, 2009.

—————

 us_president_2008_1

ผลล่าสุดชนะขาด

us_president_2008_2

ดูเป็นรายรัฐ สีฟ้าชนะ รอบนี้ไม่ต้องลุ้น ถูกตามแค่ช่วงรัฐแรกๆ หลังจากนั้นทิ้งไม่เห็นฝุ่น โดยเฉพาะรัฐใหญ่ที่มีเสียงเยอะๆ อย่างฟอริดารัฐเจ้าปัญหาเมื่อครั้งก่อน ก็กินเรียบ

 us_president_2004_1

เปรียบเทียบกับเมื่อ 4 ปีก่อน ที่ต้องลุ้นถึงรัฐสุดท้าย

us_senate_house_2008_2

ผลการเลือกตั้ง ส.ว. และ ส.ส. ที่ไม่ค่อยมีใครสนใจ ก็กวาดเสียงรวมเกินกึ่งหนึ่งไปทั้งสองสภา

us_senate_2008_1

ดู ส.ว. เดโมแครต กวาดเสียงรายรัฐ

us_house_2008_1

 รูปนี้ ส.ส. ทีมเดิมก็กวาดเสียง

us_governor_2008_1

ผู้ว่าการรัฐ ก็กวาดเรียบ

all data very thanks http://www.CNN.com รอบนี้เดโมแครตกวาดเรียบทุกสนาม อะไรก็เป็นใจไปหมด คงเบื่อตาบุชน่าดู เศรษฐกิจก็ร่วงๆๆ ที่นู้นถึงเวลาเปลี่ยน แต่ที่นี่ยังเหมือนเดิม..ฝนที่ตกทางนู้น..ก็ยังหนาวถึงคนทางนี้เช่นเดิม..เหอๆ..ข้าพเจ้าเอง

พรุ่งนี้อยากไปเลือกตั้งครับ ทำไงดีครับ ประธานาธิบดีสหรัฐคนต่อไป ไม่กี่ชม.ก็รู้ผลแล้ว

November 3, 2008

บารัค โ��บามา

บารัค โอบามา สมาชิกวุฒิสภาจากรัฐอิลลินอยส์

บารัค โอบามา (Barack Obama) มีชื่อเต็มว่า บารัค ฮุสเซน โอบามา (Barack Hussein Obama) เกิดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ค.ศ. 1961 (พ.ศ. 2504) ปัจจุบันเป็นสมาชิกวุฒิสภา ตัวแทนจากรัฐอิลลินอยส์ สังกัดพรรคเดโมแครต

จ��ห์น แมคเคน

จอห์น แมคเคน สมาชิกวุฒิสภาจากมลรัฐแอริโซนา

จอห์น ซิดนี่ย์ แมคเคน ที่ 3 (John Sidney McCain III) เกิดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ. 1936 (พ.ศ.2479) เป็นวุฒิสมาชิกของวุฒิสภาแห่งสหรัฐอเมริกาจากมลรัฐแอริโซนา และเป็นว่าที่ตัวแทนพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 2008

ขอบคุณข้อมูล http://th.wikipedia.org/ เช่นเดิม กับข้อมูลดีๆเช่นเคย

ดูเอาก็รู้นะครับว่าเชียร์ใคร ตื่นเต้นๆ การเมืองประเทศที่คนส่วนใหญ่ของเขามีความรู้ดี ทำให้เห็นอะไรดีๆหลายๆอย่าง การทำงานเป็นทีม ไม่ยึดติดกับคน ทำงานเป็นพรรค เรื่องของพรรค เรื่องของประเทศมาก่อน ไม่ต้องกางมุ้ง มียุงให้ตบ เหมือนการเมืองน้ำเน่า บ้านเรา เน่าสนิท เอาอะไรมาช่วยฟอกก็ไม่ไหว ต้องปล่อยให้ตายๆไปเอง

แต่ชาวบ้านร้านตลาดบ้านเราก็ทนเหลือกำลัง น้ำเน่า เหม็นหึ่งแบบนี้ก็ทนอยู่ได้ สงสัยบริโภคละครเน่าๆ ข้อมูลผิดๆ เยอะเกินขนาด ทำให้มีวัคซีค ไว้ใช้ป้องกันภัยอย่างดี ป้องกันได้ครบหลายเชื้อหลายพันธุ์ เชื้อโรคมากมาย กลายพันธุ์แล้วกลายพันธุ์อีก ทั้งไวรัส ทั้งเชื้อรา ทั้งบัคเตเรีย โปรโตซัว พยาธิ ผสมข้ามเผ่ากันแล้วด้วย คนไทยเราก็ยังมีภูมิคุ้มกัน อยู่กันได้แบบไทยๆ ไม่น่าเชื่อจริงๆ จะน่าภูมิใจดีมั้ยเนี้ย…

อ้าว..ลองดูจะทนได้ไปถึงไหน หรือกลายเป็นซอมบี้ ถูกล้างสมอง หรือไม่มีสมองให้ล้างอยู่แล้ว อย่างไรก็ไม่ทราบได้..นอกเรื่องไปซะได้ เขียนแบบไม่มีร่างก็งี้แหละ ไหลไปทางไหนก็ไปกัน..พอๆก่อน….ขายสิทธิเลือกตั้งในเมืองไทย ใครจะซื้อบ้างครับ หรือจะโอนสิทธิไปไกลๆ อยากไปเลือกตั้งต่างเมือง จะทำไงดีครับ ที่เมืองมะกันนู้นครับ อยากได้ประธานาธิบดีผิวสีคร๊าบ…ข้าพเจ้าเอง

มึงผิด กูถูก น่าเบื่อการเมือง นักการเมืองไทย ตายๆไปบ้างเถอะ

October 31, 2008

พรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้ เกิดไอ้บ้าคนหนึ่งโทรศัพท์ทางไกลมาพูดอะไรก็ไม่รู้ยัดข้อมูลบ้าๆใส่สมองพวกบ้าๆเพิ่มไปอีกยุ่งตายชัก แค่นี้ประเทศชาติยังไม่วุ่นวายพออีกหรือไง แถมยังมีพวกบ้าอีกพวกหนึ่งอีกพร้อมกระทำสนองตอบ และพวกบ้าอีกแบบที่คอยดูคอยฟังอยู่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกบ้าๆไหนก็บ้าทั้งนั้น ข้าพเจ้าก็บ้า ไม่ว่าจะบ้าหนึ่ง สอง สาม บ้าสี่ ห้าหกเจ็ด พวกไหนก็บอกทำเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพื่อประชาชน อีกพวกก็บอกทำเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ประชาชน เหมือนๆกัน เหอๆ  

แล้วไงครับ ทุกคน ต่างๆทำเพื่อส่วนรวม แล้วไง ทำไมออกมาเป็นแบบนี้ได้ไงครับ คนกลางก็ไม่มี ใครออกมาพูดก็ถูกเฉ่งไปหมด ไม่ถูกใจ ใครครับ ไม่ถูกใจส่วนรวม หรือไม่ถูกใจตัวพวกมึงๆกันเอง ego สูงๆกันทั้งนั้น พวกก็อ้าง ต่างคนตามบอกตัวเองฉลาด อีกฝ่ายโง่ บอกว่ามีข้อมูลนู้นนี้ ต่างๆคนต่างมีข้อมูล ความรู้ดี มีการศึกษา มีแหล่งข้อมูล ฉลาดกันทั้งนั้น แต่ไม่มีคุณธรรมกันเลย เอาไม่มากแค่ศีล ๕ ก็ไม่มีแล้ว

ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องบ้าๆ โกงกิน มักง่าย มักมาก ไม่รู้จักพอ ของคนคนเดียวจะทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ขนาดนี้ บ้ากันไปหมดแล้ว แล้วจะให้ทำไงต่อครับ บ้านเมืองนี้ กูถูก มึงผิด มึงผิด กูถูกตลอด น่าเบื่อการเมือง นักการเมืองไทย อิทธิพล อันธพาล เหมือนเอาสัตว์มาจับมาใส่สูทมันก็ยังเป็นสัตว์อยู่วันยังค่ำ พวกนี้บางตัวสอนไม่ได้ด้วย เป็นพวกแพ้ แพ้ ถ้ากูชนะ มึงต้องแพ้ ถ้ากูแพ้ มึงต้องแพ้ด้วย จึงจะยอม

พวกบอกว่าตัวเองไม่ใช่นักการเมือง แต่ทำตัวยิ่งกว่านักการเมือง มันไม่ใช่นักการเมืองตรงไหน ส่วนพวกนักเลือกตั้งที่บอกว่าตัวเองเป็นนักการเมือง ก็หาพันธุ์ดียากมากๆ อยากได้กันเหลือเกินตำแหน่ง นู้นนี้ จะมาพัฒนาประเทศหรือจะมาผลประโยชน์กันแน่ ประเทศนี้การโกงกินที่เป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วหรือไงก็ไม่รู้ ทำมันอยู่ในสันดานไปทั่วทุกแห่งหน

แบบนี้ต้องมีประหารชีวิตนักการเมืองเลวๆ ให้ดูเป็นตัวอย่างสักสี่ห้าคน เอาตัวใหญ่ๆเป้งๆ เคยเป็นนายก เป็นรัฐมนตรีมาก่อนได้ยิ่งดี แค่ติดคุกอย่างเดียวไม่พอหรอก หรือไม่ก็ให้มีตายในหน้าที่บ้างก็ดี

ถ้าจับมา ลากมาติดคุกยากนัก เพราะมันเล่นหนีไปหมดไม่อยู่ให้จับ หรือพอศาลบอกรอลงอาญา จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ชาวบ้านรู้ไม่ทัน ก็บอกว่าตัวไม่ผิด ทำตัวเป็นฤาษีแปลงสารก็เยอะแยะ หรือพวกที่อยู่ๆเห็นๆก็ไม่ยอมให้จับ จะจับมาลงโทษไม่ได้ ก็ส่งหน่วยอะไรก็ได้สักหน่วย ไปเก็บมันเลย ดีมั้ยครับ เอาแบบเนียนๆหน่อย เห็นพวกไอ้กัน ไอ้ฝรั่ง ทั้งหัวทอง หัวดำอื่นๆทั้งหลาย ที่บอกเป็นประชาธิปไตย เป็นเผด็จการหรือเป็นเสรีนิยมจ๋ามันก็ทำกัน แล้วก็บอกว่า..ไม่รู้ ผมไม่เกี่ยว..แต่สุดท้ายแล้วก็จับได้…ได้ไอ้โรคจิตสักคนมาเป็นแพะ เอาเป็นพวกโรคจิตจริงๆก็ได้ เหอๆ..เผื่อจะดีขึ้น จะได้ไม่ต้องรอจ้องกันไปจ้องกันมาแบบนี้ 

ผิดถูก กูไม่รู้ละ ช่วยไม่ได้ว่ะ ฮา..ตัวการหลักตายไปแล้ว ตายเยอะๆหน่อยก็ดี เวรกรรมมีจริงๆ ฮาฮา สรุปว่าไอ้พวกไร้ประโยชน์พวกนี้ ตายๆไปบ้างเถอะ..เผื่อจะมี พวกนักการเมืองผ่าเหล่าเกิดขึ้นมาบ้าง ประเทศชาติก็จะได้เดินต่อได้ หรือจะเป็นอย่างที่เขาแซวๆกัน ว่าประเทศนี้มันดีเกินไปจริงๆ อะไรๆก็ดีๆทั้งนั้น ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งมีพระมหากษัตริย์นักพัฒนา นักคิด เสียอย่างเดียวคือมีคนไทย อาศัยอยู่ด้วย ระบบต่างๆจะได้สมดุลย์..เหอๆ..ไอ้พวกไม่มีประโยชน์นะ..ตายๆไปบ้างเถอะ..สมดุลย์แน่ ข้าพเจ้าเอง

ยังไงก็ต้องทำ ทำไปเสียเปล่าอะไร ผมไม่รู้หรอก จะเป็นไงต่อค่อยว่ากัน นี่..ผมทำตามนโยบาย ท่านผู้ว่าฯ!

July 12, 2008

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ยินประโยคนี้มาจากการได้เข้าประชุมเตรียมโครงการ ของหน่วยงานหนึ่ง จึงนึกสงสัยว่าไอ้โครงการทั้งหลายทั้งปวงที่ทำๆกันอยู่ โดยเฉพาะนโยบายที่ท่านผู้นำ ไม่ว่าจะระดับไหน ที่มีบัญชา มาประโยคสองสามคำ แล้วให้ลูกไล่รายทางไปดำเนินงานต่อแล้วก็มารายงานผล ว่าศึกษามาแล้ว ที่ไปดำเนินงานมา แล้วผลนี่มันได้เรื่องจริงๆหรือครับ คุ้มค่าจริงๆหรือครับ

ว่าไงก็ว่ากัน..ทั้งๆที่คนไปรับนโยบายมา หรือได้ฟังมานิดหน่อย แล้วที่มากระเดียดซะใหญ่โต ก็ยังไม่รู้เลยว่าที่เจ้านายต้องการมันคืออะไรกันแน่ จะถามนายต่อว่าที่นายต้องการแท้จริงคืออะไรก็เปล่า บอกได้แค่ว่านายสั่งมาแบบนี้ ยังไงก็ต้องทำให้ได้ ทำโครงการใหญ่ตอนนี้ยังไม่ได้ก็เป็นไร ทำโครงการทดสอบทดลองไปก่อนก็เอา และก็ต้องการผลเร็วๆด้วยนะ นายต้องการ..หรือ (กู) ต้องการด่วน

ที่สำคัญคือไม่สนใจว่าแท้จริงแล้วทำไปมีประโยชน์หรือไม่ หน่วยงานจะทำได้จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ขอให้ตอนนี้ได้แก้ผ้าล่อนจ่อนไปแสดงก่อน ให้ตัวเองมีงานออกมาสักหน่อยนึง เพื่อไปบอกนายได้ว่า ผมทำมาแล้วนะครับนาย ตามนโยบายนายทุกประการ..แหะๆ..ผมเก่งใช่มั้ยครับเจ้านาย ส่วนดูแล้วนายจะลูบหัวหรือดีดออกมาก็ยังไม่รู้เลย..ฝันเปียกไปก่อนแล้ว

ตัวเองที่รับงานมาก็ไม่ได้ทำ มาบังคับคนอื่นให้ทำต่อ มาสั่งต่ออีกทอด อีกทอดๆๆๆ ไปเรื่อยๆ ไอ้ตอนถ่ายทอดคำสั่งก็ยังไม่รู้เลยว่าจะเอาอะไรกันแน่ สุดท้ายจากคำถามคำตอบง่ายๆ หรือแค่มุขขำๆ ที่อาจจะไม่ได้เป็นคำสั่งอะไรเลย ท้ายสุดกลายเป็นโครงการมหึมา ดึงคนจะสองสามบริษัท ให้มาทำ ให้มาลอง แล้วผลที่จะได้ ก็ไม่เห็นจะได้เรื่องตรงไหน ปากก็บอกว่าดีๆ เอาไปใช้ต่อได้ในอนาคต

ดู่ดู๋ดู..ดูมันทำ..แล้วก็ไม่เห็นจะมีอนาคตตรงไหน ไอ้คนจากบริษัทที่มาทำก็หวังอนาคตสุดกู่ จากโครงการซื้อคะน้ามาปลูกโชว์ในแปลงง่ายๆสองสามร่อง หวังว่าจะกลายมาเป็นไร่ส้มพร้อมโรงงานแปรรูปมูลค่านับร้อยล้านได้..ก็หวังกันไป จากแค่ “เฮ้ย..สมคิด.คะน้ากับส้มของเรานี้ เอามารวมกันหรือเปล่าว่ะ”

เห็นแล้วก็อ้างว้างจริงๆ น่าเป็นห่วงยิ่งว่าเหตุการณ์บ้านเมืองตอนนี้ซะอีก อนาคตของประเทศต้องขึ้นกับผู้รับนโยบายแบบนี้ ไหนๆแล้วอันนี้ก็รวมถึงผู้กำหนดนโยบายด้วยละกันครับ

“ยังไงก็ต้องทำ ทำไปเสียเปล่าอะไร ผมไม่รู้หรอก จะเป็นไงต่อค่อยว่ากัน นี่..ผมทำตามนโยบาย ท่านผู้ว่าฯ (นะเว้ย!..) ไปหาทางทำมาเลย คุยกันแล้วเป็นไง ผล ผล ผลเอาไง สัปดาห์หน้าใช้ได้เลยหรือเปล่า ผมจะได้ไปรายงานต่อ” เห้อ..ไม่รู้ว่าทำงานจนเป็นใหญ่เป็นโตมาขนาดนี้ได้ไง นี่ถ้าเป็นผู้ว่าฯ..แล้วรู้ว่าหลังจากนั้นเป็นแบบนี้ละก็..น่าดู..ไอ้สมคิด…ข้าพเจ้าเอง

สัจจะ ๑๐ ประการ…ของนักการเมือง

March 2, 2008

บ้านเมืองอยู่ในยุคที่คนใฝ่หาประชาธิปไตย
สังคมสุขสดใสคือกิจวัตรอันพึงกระทำ
เขาได้เลือกคุณแล้ว ก็อย่าให้คนเลือกต้องชอกช้ำ
นี้คือสัจธรรม เพียงสิบประการของนักการเมือง

หนึ่งไม่พึงละเลยคำพูดที่เอ่ยคำมั่นสัญญา
สองไม่ยุ่งการค้ามันอาจนำพากิเลสใส่ตน
สามมีจิตสำนึกเกษตรกรเจ้าของผลิตผล
สี่แก้ความยากจนมิเพียงหวังผลคะแนนการเมือง
เมืองไทย พัฒนา สัจจะห้าเน้นการศึกษา
ส่งเสริมภูมิปัญญา ชาวประชาสู่ความนิยม
หกมีจิตสำนึก รับผิดชอบต่อธรรมชาติ
ดินน้ำป่าอากาศ คือสมบัติอันควรหวงแหนกว่าสิ่งใด

บ้านเมืองอยู่ในยุคที่คนใฝ่หาประชาธิปไตย
สังคมสุขสดใสคือกิจวัตรอันพึงกระทำ
เขาได้เลือกคุณแล้ว ก็อย่าให้คนเลือกต้องชอกช้ำ
นี้คือสัจธรรม เพียงสิบประการของนักการเมือง

เจ็ดไม่อยู่เบื้องหลังบ่อนการพนันค้าประเวณี
แปดศีลธรรมต้องมีสืบประเพณีวัฒนธรรม
เก้าก้าวเดินไปหน้า ไม่เห็นแก่ว่าฝ่ายค้านฝ่ายนำ
สิบรักคุณธรรมกล้าสู้ต่ออำนาจเผด็จการ

เมืองไทยพัฒนา ด้วยนักการเมืองที่มีสัจจะ
สิบประการนี้คือภาระ ของผู้อาสารับใช้ปวงชน
เมืองไทยพัฒนา ด้วยนักการเมืองที่มีสัจจะ
สิบประการนี้คือภาระ ของผู้อาสารับใช้ปวงชน

บ้านเมืองอยู่ในยุคที่คนใฝ่หาประชาธิปไตย
สังคมสุขสดใสคือกิจวัตรอันพึงกระทำ
ของส่งความมั่นใจจากประชาชนล่ะเป็นทุนหนุนนำ
ผลที่ท่านกระทำให้นำสุขขีในปีใหม่เอย

เมืองไทยพัฒนา ด้วยนักการเมืองที่มีสัจจะ
สิบประการนี้คือภาระ ของผู้อาสารับใช้ปวงชน
เมืองไทยพัฒนา ด้วยนักการเมืองที่มีสัจจะ
สิบประการนี้คือภาระ ของผู้อาสารับใช้ปวงชน

เมื่อวานก็ป่วยใหม่อีกโรค..ช่วงนี้ต้องหากินง่ายๆไปก่อน ขอบคุณพี่แอ็ด คาราบาว เค้า ก็ยกของเค้ามาทั้งเพลงเลยนิครับ

เจ้าพ่อ marketing แห่งประเทศไทย ต้องคนนี้

February 28, 2008

tasin

 A picture is worth a thousand words.

บันทึกไว้ว่า..เมื่อตีงูไม่ตาย..คนตีก็ต้องระวัง

February 27, 2008

หลังจากเดินเกมส์ บนดิน ใต้ดิน ในระบบ นอกระบบ เกมส์พลิกไปพลิกมา พลิกเป็นมือนำ พลิกเป็นมือตาม เกมส์บนกระดานการเมือง มันยิ่งกว่าเกมส์หมากล้อม ทั้งสองฝ่ายผลัดกันรุกรับมานาน ในที่สุดเกมส์ส่วนหนึ่งก็จบลง

ตอนมีสิทธิ มีเสียง มีอำนาจ มีพลัง มีคนหนุนหลัง คนส่วนใหญ่ให้การยอมรับ มีทุกอย่างในมือ ทำได้ทั้งหมด แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะอะไรไม่ต้องบรรยาย..เบื่อ

ตีงูไม่ตายเอง เขาว่ากันว่า งูนั้น มีฤทธิพยาบาท อาฆาตแค้นมากกว่าสัตว์ใด เมื่อมันรักษาตัว แข็งแรงเหมือนเดิม มันจะกลับมา มันจะกลับมาแล้ว เมื่อกลับมาแล้ว ใครไปตีไว้ จงเข้าสู่ภาวะเตรียมพร้อมไว้ เหอๆ ยิ้มๆแย้มๆนี่แหละ

เมื่อเกมส์มันเปลี่ยน ใครได้เป็นมือนำก็เดินเกมส์ต่อไป ใครรักใครชอบ ก็คงดีอกดีใจ ส่วนคนไม่รักไม่ชอบ ก็เซ็งสิครับ.. คนที่เฉยๆ ก็จงเฉยต่อไป รักก็บอกว่ารัก ชอบก็บอกว่าชอบ ไม่รักไม่ชอบจะให้บอกว่าชอบว่ารักได้ไง พวกเฉยๆ ไม่รักไม่ชอบ กลางๆ อยู่ว่างๆ ก็ไม่รู้จะว่าไง

เกมส์นี้ยังหาตอนจบไม่เจอ จะรอใครมาเตะกระดานให้ล้ม แล้วเริ่มเกมส์ใหม่อีก ก็คงหมดหวัง เกมส์บนดินก็เดินไป เกมส์ใต้ดินก็มีอยู่ แต่ยังไม่รู้จะทำไง จดๆจ้องๆคอยๆดูๆ ทีเอ็งทีข้า อย่าเผลอละกัน..

นี้แค่ผ่านกึ่งพุทธกาลมาไม่กี่ปี มันก็เป็นเยี่ยงนี้แล้ว แล้วต่อๆไปจะขนาดไหน รีบๆตายไปน่าจะดีกว่า อยู่รอดู.. แต่ตอนนี้ยังไม่ตาย คงอยู่ได้อีกนาน ก็ต้องทนดูต่อไป ช่วยไม่ได้ เวรกรรมนำพา มาเกิดช่วงนี้เอง.. เหอๆ เหอๆ ..เซ็ง

ส.ว. วุฒิสภา สภาสูง ครั้งนี้ขออย่าให้เป็นสภาตรายางอีกเลย

February 23, 2008

วันนี้มีการเลือกตั้ง ส.ว. ล่วงหน้า ตามกฏหมายรัฐธรรมนูญใหม่ปี ๒๕๕๐ ดูบรรยากาศช่างเงียบเหงาวังเวงยิ่งนัก กฏหมายใหม่ ออกมาเพื่อป้องกันนู้นนี้ไว้เยอะ โดยเฉพาะกันการเป็นสภาเครือญาติกับ ส.ส. เป็นสภาผัวเมีย ยิ่งตอนนี้มีรัฐมนตรีตัวแทน ญาติๆผัวๆเมียๆอยู่ด้วย ประเทศเอ๋ยประเทศไทย

การที่ประเทศต้อง มีสองสภาก็เพราะ ต้องการให้กฏหมายที่ออกมาแต่ละฉบับได้มีการกลั่นกรองหลายชั้น และมีความยุติธรรม ไม่เอื้อผลประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจนเกินไป เพราะกว่ากฏหมายแต่ละฉบับจะออกมาได้ บางส่วนมาจากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องผลักดัน บางส่วนมาจากหน่วยงานของรัฐทั้งหลาย ต้นสังกัดทั้งหลายที่ต้องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการทำงานให้ดีขึ้น แก้ไขช่องโหว่ง ข้อผิดพลาดบ้าง บางส่วนก็มาจากการทำงานในระดับกรรมาธิการต่างๆที่ตั้งขึ้นในสภาล่าง และจากหน่วยอื่นๆบ้าง แต่ละร่างก็ว่ากันไปตามสะดวก

แต่ทว่ากว่าที่หน่วยงานแต่ละหน่วยจะยกร่างกฏหมายขึ้นมาได้สักฉบับ ก็หนักหนาเอา เพราะทั้งความต้องการที่ต้องทำให้ร่างที่ได้ออกมาเป็นกลาง เพื่อประโยชน์แห่งรัฐ ประโยชน์ของประชาชนแล้ว ยังมีต้องต้อนรับ ปรับเปลี่ยน พร้อมกับการวิ่งเต้นของนักการเมืองบ้าง ทั้งการวิ่งของเหล่าพ่อค้าแม่ขายทั้งหลายบ้าง ซึ่งการออกกำลังหลักๆก็มาจากสองกลุ่มนี้ และที่ทำไปส่วนมาก พูดได้ว่าเกือบทั้งหมดก็เพื่อให้ร่างที่ยกขึ้น ก่อนส่งให้รัฐสภาพิจารณา ผลประโยชน์ทั้งหลายต้องไม่ผิดพลาดจากแผนงานที่ตัวเองคิดไว้ ขัดคนอื่นได้ แต่ถ้าฝั่งตัวเองต้องได้ผลประโยชน์เท่าเดิม หรือมากกว่าเดิม หรือถ้าข้าไม่ได้คนอื่นก็ต้องไม่ได้ ที่ทำไปทั้งหมดก็เป็นไปด้วยเหตุดังนี้เอง

เราจึงเห็นบรรดา ส.ส. ผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย ที่เลือกตั้งลากตั้งมา ก็มาจากกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆนั้นเอง มีมากหน้า หลายพ่อพันแม่ บ้างก็ส่งตัวแทนของกลุ่มมาเอง รู้เห็นกันตรงๆ บ้างก็ชักใยอยู่เบื้องหลัง มอบปัจจัยในการสนันสนุนทั้งในที่ลับและในที่แจ้ง

เราจึงต้องมีอีกสภา ที่เรียกว่า วุฒิสภา เพราะต้องการให้สภาที่สองนี้ ทำหน้าที่เป็นหลัก เป็นที่รวมของเหล่าผู้มีวุติภาวะ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละด้าน มาช่วยกันกลั่นกรอง กฏหมายที่ผ่านสภาล่างมาแล้วอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งบางกฏหมายก็ร่างมาและผ่านมาแบบเลอะเทอะมาก ก็ต้องตีกลับกันบ้าง และบ้างครั้งเล่นผ่านกัน ๓ วาระรวดกันตลอด บ้ากันหรือเปล่า ได้อ่านกฏหมายกันหรือเปล่า หรือแค่ยกมือผ่านๆไป วันๆหนึ่งผ่านกฏหมายกันเป็นว่าเล่น ถ้ามันดีจะไม่ว่าเลย ทำงานให้คุ้มเงิน คุ้มค่าที่ได้เป็น ส.ส. หน่อยนะท่าน ไม่ใช่แค่ไปเดินพองกันเต็มสภา ข้าพเจ้าไปดูในสถานที่ข้างๆท่านก็ได้

เดิม ส.ว. มาจากการแต่งตั้ง ก็บอกว่าเอื้อประโชยน์ให้คนแต่งตั้ง รัฐธรรมนูญเก่าที่เราเลิกไป ก็เลยให้เลือกตั้ง ก็ได้สภาผัว สภาเมียมา ได้นักการเมืองมือรองๆมาเป็น สว. เพราะมือหนึ่ง ก็เป็น ส.ส. แล้วก็ถูกยกให้เป็นรัฐมนตรีไป มือสองก็เป็น ส.ส. กัน ส.ว. นี้ อย่าหาว่ากันเลย เป็นนักการเมืองมือสามเป็นส่วนใหญ่ เข้ามาก็เข้าเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับรัฐบาล กับสภาล่างไป ก็ไม่รู้จะมีสองสภาไปทำไม ให้เปลืองงบประมาณ มีท่าน ส.ว. ดีๆอยู่บ้างพอให้ดูได้ไม่กี่คน

ดังนั้นรัฐธรรมนูญปีล่าสุดของเรา ก็เดินมันทั้งสองทางเลย ที่มาจากแต่งตั้งก็คัดมาจากคนกลุ่มหนึ่ง แล้วก็มีกลุ่มคนกลางมาแต่งตั้งขึ้น ไม่ได้มาจากคนคนเดียวเหมือนเมื่อก่อน อีกทางก็มาจากการเลือกตั้ง คราวนี้มีสองกลุ่ม สองทาง มันต้องดีกว่าเดิมน่า อย่างน้อยๆสองกลุ่มนี้ก็จะได้แข่งกันทำงานว่า ใครจะดีกว่ากัน เผื่อวันหน้าเราจะต้องเลือกเอาทางใดทางหนึ่ง จะได้มีข้อมูลไว้ตัดสินได้..ช่วยๆกันไปเลือกคนดีๆ เข้ามาใน สภาสูงกันหน่อยนะครับ..พี่น้องครับ..ข้าพเจ้าเอง

เศรษฐกิจเศษสตางค์

February 19, 2008

นโยบายนี้คงไม่ได้ช่วยระบบเศรษฐกิจอะไรมากนัก เป็นเพียงเฟืองเล็กๆ ไม่รู้จะเดินได้นานแค่ไหน และคนไทยๆเราคงไม่ชอบเศษสตางค์กันเท่าไหร่ ไม่ค่อยเห็นคุณค่าของเศษเงิน ดูจากคนรอบข้าง ไม่ว่าใคร เห็นเศษสตางค์ทีไร รีบบอกฝ่ายตรงข้ามกับเรา เป็นพัลวันทันทีว่าของเป็นแบงค์นะ หรือไม่ก็ขอเหรียญสิบตลอด

เหรียญห้า เหรียญสอง เหรียญบาท ก็อิดออดไม่อยากได้ เหรียญห้าสิบสตางค์ ยี่สิบห้าสตางค์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ต่อให้รวมสลึงให้ครบบาท ยังไม่มีใครอยากได้เลยครับ ยกเว้นไว้แต่รถเมล์เขียวเล็กนรกยกล้อ ที่อยากได้บ้างเป็นบางโอกาส ที่เหลือก็กองอยู่ที่บ้าน บ้านข้าพเจ้าละหนึ่งในนั้น นิยมเก็บเหรียญมาตั้งแต่เล็กๆ

จะเอามาให้แม่ค้าพ่อค้าใช้ ไว้ขึ้นสินค้าครั้งละสลึง หรือหน่วยบาท แทนจะเป็นหน่วยห้าบาท สิบบาท จะไหวหรือครับ สินค้าอื่นอาจจะได้ แต่ถ้ามาใช้กับแม่ค้า ขายข้าวขายแกง คงไม่ทันแล้ว เพราะแถวที่ข้าพเจ้าอยู่ขึ้นไปเรียบร้อยแล้วครับ ห้าบาท ขาดตัว ห้ามต่อรอง

จะมาคุมราคาเหรอครับ ราคานะคุมได้แน่ครับ ถ้าจะคุม แล้วคุณภาพละครับจะคุมยังไง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าไปสั่งข้าวแกงพื้นฐาน เช่น ข้าวราดไข่พะโล้ ถ้าคุมราคาไว้ สงสัยคงได้กินวิญญาณหมูและน้ำพะโล้ ไข่ก็ใช้วิธี เพ่งไข่ในหม้อแล้วจำรูปเอาไว้ ได้ข้าวแล้วก็หลับตานึกถึงภาพไข่ แล้วก็กินข้าวตามไป อาศัยอิ่มอกอิ่มใจ เพราะเกรงใจกระเป๋าแทนอิ่มท้อง จะมีสักกี่คนจะทนไหว

เอาเถอะ อย่างน้อยก็คงจะช่วยจิตสำนึกได้บ้าง มีผลทางจิตใจ ให้พ่อค้าแม่ขายมีจิตสำนึกในการขึ้นราคาได้บ้าง ข้าพเจ้าในฐานะนักสะสมเหรียญคนหนึ่งชอบยิ่งนัก เพราะเป็นคนหนึ่งที่ชอบเหรียญ ไม่เคยขาดแคลนเหรียญ นิยมเก็บเศษเหรียญเอาไว้ในกระเป๋านู้นนี้เป็นประจำ  บางวันในตัวรวมทุกกระเป๋าอาจมีเศษเหรียญร่วมร้อยบาท ใช้ไม่หมดเดี่ยวนี้ไม่ได้หยอดกระป๋องออมสินแล้ว ก็ยังเก็บไว้ ใส่ถ้วยใส่แก้ว ไปตามสมควร รุ่งขึ้นก็หยิบบางส่วนออกไปใช้ใหม่เป็นปกติประจำวัน

ถ้ามีเยอะมากๆก็หยิบเอาไปใช้เยอะหน่อย แต่ก็ไม่ค่อยมีคนอยากได้ครับ แปลกจริงๆ เงินทั้งนั้น ราคาหน้าเหรียญก็มี ชำระหนี้ได้ตามกฏหมาย แต่ไม่มีใครอยากได้ มีนโยบายนี้มาก็ดีหน่อย จะได้มีคนรับและเก็บเหรียญเยอะๆบ้างดีครับ โดยเฉพาะเหล่าโชเฟอร์แท็กซี่จะได้มีทอนบ้าง ชอบอ้างเรื่อยว่าไม่มีเหรียญ ขอปัดขึ้นตลอด แต่งานนี้ใช้ก็ข้าพเจ้าไม่ได้หรอกครับ เพราะข้าพเจ้าเหรียญเยอะ ถ้าคันไหนขับไม่ดีก็ อย่าหวังว่าจะได้ปัดขึ้นเลย เอาเหรียญไป..มีเยอะ..ไม่ต้องทอน

ใครชอบไม่ชอบไม่รู้ละ แต่ข้าพเจ้าว่านโยบายนี้ เหล่าขอทานทั้งแบบไทยๆและแบบนำเข้าไม่ชอบแน่ ไม่น่าเชื่อนะครับว่าประเทศไทย ทำอาชีพอะไรก็รายได้ดีไปหมด ขนาดขอทาน ยังต้องนำเข้าโดยเฉพาะในกรุง ส่วนใหญ่ที่เห็น เป็นขอทานนำเข้า เข้ามาแข่งขันมาก ขอทานไทยๆเขาแย่อยู่แล้ว คงไม่ชอบนโยบายนี้แน่นอน แล้วยิ่งมีเหรียญเล็กๆออกมาเยอะแบบนี้ อัตรารายได้คงลดลงอีกโขอยู่ เพราะแทนที่ส่วนใหญ่จะได้ครั้งละอย่างน้อยๆก็สิบบาท ห้าบาท คราวนี้เหรียญส่วนใหญ่ที่ได้คงเปลี่ยนเป็นเหรียญสองบาท หนึ่งบาทแทน งานนี้เกิดเขาออกมาประท้วงกันหน้าทำเทียบละก็ คงได้ทันทึกเป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าของประทศชาติละครับ..ฮาฮา..ข้าพเจ้าเอง

ปฏิวัติระบบข้าราชการ ยกเลิกซี พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ ๒๕๕๑

January 27, 2008

ในที่สุด พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ ก็ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ เมื่อในหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธย พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑ แล้ว มีผลบังคับใช้ ๒๖ ม.ค. ๒๕๕๑ ติดตามเนื้อข่าวและรายละเอียดได้ที่ web site สำนักงาน ก.พ.  ดีเดย์ พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน ใหม่ มีผลบังคับใช้ ๒๖ ม.ค. หรือ ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ ก.พ.ร.

ราชการพลเรือนทั้งหลายคงถึงเวลาปรับตัวกันอีกรอบ หลังจากการทักษิณ ปรับ กระทรวง ทบวง กรม จากเดิมในรอบก่อนไปแล้ว ตอน ครม. ทักษิณ ๑ คราวนี้มาใหม่ สำคัญกว่ารอบก่อนเยอะ ปรับรอบใหญ่อลังการแน่นอน เพราะ พ.ร.บ. นี้มีเนื้อหาสำคัญหลายส่วน แต่ที่แน่ๆ คือมีการยกเลิก ระบบซี (Common Level) เดิม ที่ใช้มานานหลายสิบปี มาเป็นระบบใหม่ มีการกำหนดตำแหน่งและการให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งใหม่ เป็นแท่งๆ ๔ แบบ คร่าวๆ มีรายละเอียดดังนี้

๑. ตำแหน่งประเภทบริหาร ได้แก่ ตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการและรองหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง กรม และตำแหน่งอื่นที่ ก.พ. กำหนดเป็นตำแหน่งประเภทบริหาร มีแบ่งเป็น ระดับต้น และ ระดับสูง

๒. ตำแหน่งประเภทอำนวยการ ได้แก่ ตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการที่ต่ำกว่าระดับกรม และตำแหน่งอื่นที่ ก.พ.กำหนดเป็นตำแหน่งประเภทอำนวยการ มีแบ่งเป็น ระดับต้น และ ระดับสูง

๓. ตำแหน่งประเภทวิชาการ ได้แก่ ตำแหน่งที่จำเป็นต้องใช้ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตามที่ ก.พ.กำหนดเพื่อปฏิบัติงานในหน้าที่ของตำแหน่งนั้น มีแบ่งเป็น ระดับปฏิบัติการ ระดับชำนาญการ ระดับชำนาญการพิเศษ ระดับเชี่ยวชาญ และ ระดับทรงคุณวุฒิ

๔. ตำแหน่งประเภททั่วไป ได้แก่ ตำแหน่งที่ไม่ใช่ตำแหน่งประเภทบริหารตำแหน่งประเภทอำนวยการ และตำแหน่งประเภทวิชาการ ทั้งนี้ ตามที่ ก.พ.กำหนด มีแบ่งเป็น ระดับปฏิบัติงาน ระดับชำนาญงาน ระดับอาวุโส และระดับทักษะพิเศษ

เนื้อหาคงประมาณนี้การจัดประเภทตำแหน่งและระดับตำแหน่ง ก็ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎ ก.พ. ซึ่งต้องดูทั้ง พ.ร.บ. และกฏหมายประกอบที่จะออกมาเพิ่มเติมตามหลักอีกเพียบ ซึ่งทั้งหมดต้องเสร็จภายใน ๑ ปี ซึ่ง เลขาธิการ ก.พ. นายปรีชา วัชราภัย บอกไว้ในการให้สัมภาษณ์ในวันที่ลงราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ว่าจะให้แล้วเสร็จภายใน ๖ เดือน บอกว่าแต่ละกระทรวงก็ต้องไปต้องคณะกรรมการ คุมกันอีกยกใหญ่ เราๆท่านๆก็ต้องรอดูกันต่อไป

ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญจะมีในส่วนราชการในจำนวนเท่าใด และเป็นตำแหน่งประเภทใด สายงานใด ระดับใด ให้เป็นไปตามที่ปลัดกระทรวงหรืออธิบดีแล้วแต่กรณี กำหนด โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ความไม่ซ้ำซ้อนและประหยัดเป็นหลัก ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ ก.พ.กำหนด และต้องเป็นไปตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งตามใน พ.ร.บ. กำหนด ใครจะอยู่แท่งไหน ยังไงบ้าง จะย้ายข้ามแท่งได้หรือไม่ อย่างไร ตอนเริ่มต้นคงวุ่นวายน่าดูชม

ใครจะรีบปรับซี ก็รีบซะนะครับ ก่อนเขาจะจับคุณเข้าไปอยู่ในระบบใหม่ เพราะการปรับเปลี่ยนตำแหน่ง การรับเงินเดือนตามตำแหน่งในแต่ละประเภทตามที่กำหนดไว้ในบัญชีเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของข้าราชการพลเรือนสามัญท้ายพระราชบัญญัตินี้ อีกรอบ ใครขยับก่อนปรับได้ย่อมได้เปรียบเห็นๆ

ต่อไปก็จะได้ไม่มีซีแบบเดิมๆแล้ว แต่มีแบบใหม่ ไม่รู้ว่าจะเรียกอะไร ของเก่า ที่มีสูงสุด ถึงซี ๑๑ ระดับปลัดกระทรวง หรือ เลขาธิการ หน่วยงาน ก็ไม่มีแล้ว ระดับ ๑๐ เหล่า รองปลัดกระทรวง อธิบดี ทั้งหลายก็ไม่มี ระดับ ๙ รองอธิบดี หรือเทียบเท่าก็ไม่มี ใครที่ตันในระดับ ซี ๗ ซี ๘ ที่มีเป็นกองพะเนิน รอจ่อ ๙ ก็คงมีที่มีทางได้ขยับขยายได้มากขึ้น ไปตามแท่งของตนเองได้

ราชการพลเรือน นับล้านคนในประเทศนี้ ควรจะรู้ได้แล้วนะครับ พ.ร.บ. สำคัญในชีวิตคุณมากๆๆๆๆ นะครับ ไปลองหากฏหมายอ่านดูนะครับ จริงๆใน พ.ร.บ. มีระเบียบอีกมากที่เปลี่ยนนะครับ เช่น ข้าราชการ สามารถตั้งสหภาพข้าราชการ ได้ด้วยนะครับ และยังมีเรื่องอื่นๆที่ไม่ใช่แค่ ยกเลิกซี หรือปรับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่งใหม่นะครับ ใครเป็นข้าราชการต้องอ่าน ต้องศึกษานะครับ เพื่อตัวคุณเอง ข้าพเจ้าไม่เกี่ยวข้องโดยตรงยังต้องหามารู้เลยครับ

หวังว่าการปรับระบบครั้งนี้ คงไม่ใช่แค่เปลี่ยนชื่อเรียกซี ปรับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่งนะครับ ที่อยากให้เป็นคือให้ปรับระบบ ทำให้ระบบการบริหารราชการแบบเดิมๆ ได้เปลี่ยนไปด้วยนะครับ ชาวประชาจะได้อยากไปติดต่อด้วย ทำงานก็ขอให้เต็มที่สมกับเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกันทุกคน อย่างให้มีเช้าชาม เย็นครึ่งชาม มีโกงมีกินกันอีกเลย ประชาชน พลเมืองไทยจะได้มีที่พึ่งได้บ้าง

ที่สำคัญอย่าไปยึดติดซี หรือขั้นใหม่ที่จะมีให้มากเลยครับ เจ้าขุนมูลนาย เจ้าพระยา พระยา หลวง พระ หรือบรรดาศักดิ์อื่นๆ เขาก็ยกเลิกไปตั้งนานแล้ว ซีก็กำลังจะหายไป แต่ก็ยังมีคนยึดติดอยู่มาก ยังหลงว่าเป็นลูกเป็นหลาน คุณพระคุณเจ้า คุณหลวง หรือพระยาบ้างละ ดูปัจจุบันสิครับดีที่สุด มีลาภ ก็เสื่อมลาภ มียศ ก็เสื่อมยศ มีสุข ก็มีทุกข์ มีสรรเสริญ ก็มีนินทา ตามโลกธรรม ๘ ที่พระพุทธเจ้าท่านกล่าวไว้ดีแล้ว

มีเกิด ก็มีแก่ มีเจ็บ มีตาย เป็นธรรมดา..ใครจะเป็นใครมาก่อนก็ช่างเขา ใครจะเลวจะดีมาก่อนก็ช่างเขา ตอนนี้ไม่มีทางเลือก ขอให้ทุกคนทำหน้าที่ของตนในปัจจุบันให้ดี สมศักดิ์ สมศรี กันทุกคน..ตายไปจะได้ไม่ต้องมาโอดครวญ..ว่าไม่น่าเลยกู..ถึงตอนนั้นก็สายไปแล้ว..ข้าพเจ้าเอง

๑ ปี กว่าๆ ความว่าง ทางการเมืองไทย

January 24, 2008

เลือกตั้งก็จบเรียบร้อยโรงเรียนพรรคพลังประชาชนแล้ว การจัดตั้งรัฐบาลก็เสร็จสิ้น เปิดสภาไปเรียบร้อย ได้ประธานสภาคนใหม่แล้ว วันนี้กระบวนทางแต่งตั้งต่างๆก็สมบูรณ์แล้ว นายกรัฐมนตรีก็คงจะเรียบร้อยในไม่ช้านี้ เป็นไปตามแผนทุกประการ

แม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่ได้เลือกข้างนี้มาเพื่อให้ทำงานเป็นรัฐบาลดูแลประเทศ แต่ก็ต้องยอมรับตามหลักประชาธิปไตย ตามเสียงส่วนใหญ่ ช่วยไม่ได้ คนส่วนใหญ่ในประเทศเป็นแบบไหน ก็ดูเอาจากนักเลือกตั้งที่เดินแกว่งกันไปมาในสภาหินก่อนก็แล้วกันครับ

ก็รอดูต่อไปว่าอะไรจะเกิดขึ้น ดูชื่อชั้นประธานสภาแล้วก็เหนื่อย เห็นชื่อนายกตามมาก็เหนื่อย คนต่างจังหวัดเขาจะรู้ไหมว่าผลงาน ผู้ว่า กทม. ในอดีตของนายกคนใหม่นี้เป็นอย่างไรบ้าง แม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่มีสิทธิเลือกผู้ว่า กทม. แต่ในฐานะผู้ที่ต้องทำมาหากินในดินแดนเมืองหลวงแห่งนี้ ก็ต้องบอกได้ว่าน่าผิดหวังอย่างยิ่ง ถ้า “มังกรห้าเล็บ” แห่งไทยรัฐ ยังอยู่ ไม่รู้เขาจะรู้สึกอย่างไร อยากจะรู้จริงๆครับ อดีตผู้ว่า คนนั้น กำลังจะเป็นนายก ที่ต้องดูแลคนทั้งชาติ ผ่านมาถึงวันนี้เขายังจะเชียร์หรือไม่

เขาจะดูแลคนในชาติอย่างไรยังไม่รู้ได้ แต่ที่แน่ๆเขาคงจะดูแล นายใหญ่ เป็นพิเศษกว่าคนทั้งชาติเป็นเรื่องแน่นอนยิ่งกว่าเรื่องใด ในฐานะนายท่านเป็นผู้ที่ทำให้ผู้เฒ่าทางการเมืองคนหนึ่ง ได้เดินทางถึงจุดเกิดคาดฝันหรือแอบฝันมานาน จนถึงวันนี้ข้าพเจ้าว่า เขายังต้องนึกว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่กี่วันข้างหน้านี้ ต้องเป็นความฝันแน่ๆ ฝันหวานๆของคนปากหมาน

หนึ่งนคราเลือกรัฐบาล แต่สำหรับคน กทม. อีกฝากหนึ่งแห่งนคราทางเมือง ฝันร้ายในอดีตกำลังจะเป็นจริงอีกครั้ง เป็นยิ่งกว่าความฝันแล้ว อดีตของคนที่อยู่ละแวก กทม. ทั้งหลายกำลังจะกลับมาแล้ว อนาคตยังไม่รู้ แต่อดีตหลายอย่างก็บอกอนาคตได้แม่นยำนัก

ยิ่งตามลุ้นโผรัฐมนตรีแล้วก็ยิ่งน่าเหนื่อยใจ แต่ช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะผลงานของเหล่า คมช. เพราะผลงานรัฐบาลขิงแก่ นี้เองที่ทำให้ฝันร้ายของข้าพเจ้ากำลังจะกลับมาใหม่ เพราะผลงาน ๑ ปีกว่าๆ เหล่านั้นทั้งหมด ที่ทำให้ทุกอย่างกลับมาอย่างนี้ ผลงานดับฝันของท่านทั้งหลายนั้นแหละที่ทำให้เราจะมีรัฐบาลใหม่ดังที่จะเห็นข้างหน้า

คำโฆษณาง่ายๆ ที่ตอกย้ำทุกสิ่งก็คือ “พี่น้องครับ ๑ ปีที่ผ่าน ท่านเป็นอยู่อย่างไรครับ เหนื่อยไหม ลำบากไหม ถ้าอยากให้มันดีกลับเหมือนเดิม ก็เลือกพรรคพลังประชาชนเถอะครับ” เอาง่ายๆแค่นี้ ยังไม่ต้องเอ๋ยชื่อคนเมืองเหนือชื่อใต้คนนั้นก็ยังได้

๑ ปี ที่ว่างเปล่า ทางการเมืองกำลังจะผ่านไป ช่วยอะไรไม่ได้แล้วครับ ก็รอดูต่อไป..อย่างน้อยๆรัฐบาลใหม่นี้แค่อยู่เฉยๆ ทำไปตามระบบ ไม่ได้คิดอะไรมาก ถ้าไม่สะดุดอะไร งานนี้ก็ผ่านสบายๆอยู่แล้วครับ งบประมาณที่เหลือจากรัฐบาลเก่าก็เยอะแยะ อันใหม่ก็มีมาเพิ่มให้อีก แค่กระตุกสองสามที ผลงานก็ออกมาโฆษณาได้ตรึมครับ ยิ่งมีนักโฆษณาอยู่ในทีมเยอะแยะด้วย..เหอะๆ..สยามประเทศ..ก็ดูๆไปหวังว่าจะดีกว่าว่างๆ..แต่ก็เศร้าว่ะ..

ปฏิวัติที่เริ่มต้นได้งดงามที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ กำลังจะจบลง..จบได้ว่างเปล่า วังเวงยิ่งนัก..เอวังด้วยประการนี้เอง..ข้าพเจ้าเอง

จริงหรือที่ประเทศไทย ขาดแคลนบุคลากรทางการเมือง

January 13, 2008

ข่าวทุกวันนี้เห็นมีแต่นักเลือกตั้งหลาย บ่นซ้ำไปซ้ำมา ให้ฟังอยู่บ่อยๆว่า ประเทศไทยนี้ ขาดแคลนบุคลากรทางการเมือง โดยเฉพาะบุคคลที่เป็น เสือ สิงห์ กระทิง หรือเหล่าผู้อาวุโสทางการเมือง แถมมีผลพวงจาก ๑๑๑ อีกก็ยิ่งขาดแคลนไปใหญ่ ต้องปลดปล่อยออกมา ให้เต้นแร้งเต้นกากันได้ร่าเริงจะมีประโยชน์ต่อประเทศ จริงหรือครับ

ข้าพเจ้าว่าคนเหล่านั้นทั้ง อาวุโสน้อย อาวุโสมาก เสือ สิงห์ กระทิง แรด ถึก ควาย ทุย หรือแม้แต่พวกไก่อ่อนทางการเมืองทั้งหลาย ต้องถึงเวลาปลดระวางมากกว่านะครับ จริงไหมครับ

ประเทศไทยที่น่าสงสาร มีคนทั้งประเทศตั้ง ๖๐ กว่าล้านคน แต่มีคนที่สนใจ ทำงานอยู่ในแวดวงการเมืองอยู่แค่ไม่กี่ร้อยคน โดยเฉพาะเหล่า ส.ส. ส.ว. ทั้งหลาย แต่ถ้านับ ส.จ. ส.ท. อ.บ.ต. ก็คงมีแค่หลักหมื่นคน ทำไม ทำไม ทำไม ถ้าคนเหล่านี้หายไปหมด จะไม่มีคนใหม่มาทำงานการเมืองหรือครับ จริงหรือครับ

ต้นทางแห่งคอรัปชั่น วงการเน่าเน่า ที่ทำให้เมืองไทย เป็นสังคมอุดมปัญหาแห่งการโกงกิน เป็นดังที่เห็นทุกวันนี้ มิได้มาจาก นักเลือกตั้งเหล่านี้หรือครับ ข้าพเจ้าว่านวัตกรรมทางการหลบหลีก แบ่งผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน หรือจะพูดๆตรงว่า ระบบการโกงบ้านกินเมืองนั้นประเทศไทยถือว่าประเทศชั้นยอด ติดอับดับต้นๆหนึ่งในสามของโลกแน่ๆ ถ้าจะเปิดประเทศ เปิดใจ ให้มีนักศึกษามา ค้นคว้าหาข้อมูลกัน มั่นใจได้ว่าเราจะมีคนจบปริญญาเอกเรื่องนี้ โดยเฉพาะที่มาจากผลการวิจัยในประเทศนี้ มี ดร. ด้านนี้ เดินกันให้ยุ่ง ขวักไขว่ เป็นตัวเลขหลายหลักแน่นอน แต่จะมีใครอยากเรียนหรือเปล่าอันนี้ไม่ทราบได้ เรื่องนี้ จริงแน่ๆ

ต้นทางเน่าๆ ขาดแคลนคน ก็ดีแล้วนะครับ ให้เหล่านักการเลือกตั้งเหล่านี้ เลิกยุ่งกับการเมืองได้ ยิ่งจะเป็นการดีต่อประเทศ จะได้มีคนการเมือง ยุคใหม่ เข้ามาบ้าง มีคนใหม่ๆ เข้ามาทำงาน น้ำเน่าๆ ดินเหม็นๆ ของประเทศ จะได้ถูกหว่านไถ ไถกลบไปได้ยิ่งดี จะได้มีน้ำดี ดินดีเข้ามา เผื่อจะได้เจือจางสิ่งเก่าๆไปบ้าง ถ้าคนเก่าๆ ไม่เลิก น้ำดีดินดีเข้ามาก็ถูกน้ำเน่าๆดินเสื่อมๆ เหล่านี้กลบขึ้นกับมาใหม่ ทำให้ของดีๆต้องเกลืกกลั้วกับของเน่า กลืนกินน้ำดีดินดีไปหมด จริงแท้แน่นอน

แล้วใครจะมาเปลืองตัวเปลืองใจกันงานการเมืองละครับ แต่ว่าไปแล้วก็ไปโทษนักเลือกตั้งเขาไม่ได้นะครับ ต้องโทษคนในประเทศไทยนี้เอง ที่ทำให้เป็นอย่างนี้ นักเลือกตั้งที่ได้รับเลือกมาเขาเป็นแค่ผลลัพธ์จากการหว่านไถ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากคนพันธุ์ไทย พันธุ์นี้ มิใช่หรือ หรือจะเป็นผลลัพธ์กลับทางกัน เหมือนไข่กับไก่ ใครจะตอบได้ จะมีอีกคนกันที่สามารถหลุดออกวงการ ผิดแยก ผิดเหล่าออกไป เป็นคนไทยพันธุ์ คนยุคใหม่ที่แท้จริง มิใช่ใหม่ๆแกนๆแบนๆ ไร้ความรับผิดชอบ อย่างทุกวันนี้ จริงไหมครับ

แล้วประเทศไทยเรานี้ ขาดแคลนคนเก่งหรือเปล่าครับ เปล่าเลย คนไทยๆเก่งๆเยอะแยะ ทั้งมีดีกรีรับรองและไม่รับรองแต่รับรองว่าเก่งๆมีแน่ แล้วคนดีละ ก็มากมาย เรามันเมืองแห่งธรรมะไม่ใช่หรือ เอะหรือไม่ใช่ แล้วทั้งเก่งทั้งดีด้วยละครับ ก็นับได้ไม่หมด จริงไหมครับ

ดังนั้นจะสรุปเรื่องได้ว่าอะไรละครับ คนดีคนเก่งก็เยอะแล้วทำไม จะไม่มีใครไปทำงานการเมืองบ้าง ..ไม่รู้สิครับ ก็ลองๆประมวลผลแล้วคิดกันเอาเองนะครับ เรื่องแบบนี้เด็กๆก็คิดกันได้นะครับ จริงไหมครับ

แต่ถ้าจะให้ข้าพเจ้าสรุปละก็สรุปได้ว่า บ้านเมืองเรานี้ไม่ได้ขาดแคลนคนการเมืองหรอกครับ ยิ่งคนเก่งในวงการการเมืองก็มีเยอะแยะ แต่เราขาดแคลนบุคลากรทางการเมืองดีๆ จริงไหมครับ

ประชาธิปัตย์ หรือ พลังประชาชน ใครก็ไม่สำคัญ

December 23, 2007

                       200px-KingRama7

หลังจาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกฯ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ หลังจากรัฐธรรมนูญฉบับแรกตอนนี้ผ่านมา ๗๕ ปี เรามีรัฐธรรมนูญมาแล้ว ฉบับปี ๕๐ นี้ก็ฉบับที่ ๑๗ แล้วนะครับ การเลือกตั้งก็มีมา ๒๔ ครั้งแล้ว ไปดู ประวัติการเลือกตั้ง และ ประวัติรัฐธรรมนูญ กันได้ตาม link ไปนะครับ ถ้าอย่างได้ครบๆ คงต้องไปซื้อประวัติรัฐธรรมนูญไทย แต่งโดย อ.คณิน บุญสุวรรณ มาอ่าน แต่มีข้อมูลถึงฉบับที่ ๑๖ เท่านั้นนะครับ 

เดิมทีทรงมีพระราชปรารภจะพระราชทานรัฐธรรมนูญในโอกาสกรุงเทพฯ มีอายุครบ ๑๕๐ปี ในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ แต่ก็มีเหตุที่ยังไม่อาจทำได้ในระยะนั้น ซึ่งเป็นช่วงที่มีคณะบุคคลคณะหนึ่งถือ โอกาสยึดอำนาจการปกครอง ขอเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ การกระทำดังกล่าวเป็น พระราชประสงค์ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งพระราชหฤทัยไว้แต่แรกแล้ว จึงทรงพระราชทานอำนาจและยินยอมให้ปกครองแบบประชาธิปไตย นับเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองชาติเดียวในโลกที่เลือดไม่นองแผ่นดิน ทรงยินยอมสละพระราชอำนาจ เป็นพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้กฎหมาย

ในหลวง ร.๗ พระองค์ทรงเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของอาณาประชาราษฎร์ ไม่อยากให้เสียเลือดเนื้อ รวมทั้งความเสียหายแก่บ้านเมือง และเนื่องจากพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว จึงไม่ทรงขัดความปรารถนาของคณะราษฎรที่ได้กราบบังคมทูลเชิญเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ และในวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๕ ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ณ พระที่นังอนันตสมาคม

           a1

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม สำหรับพระราชทานให้ใช้เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตย ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๕

ซึ่งมีพระราชดำรัสในวันพระราชทานรัฐธรรมนูญดังนี้

“ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร”

หลังจากวันนั้นส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นประชาธิปไตย โดยผู้ที่เปลี่ยนแปลงการปกครองในครั้งนั้นคือ คณะราษฎร นั้นเอง

วันนี้ วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ วันเลือกตั้งครั้งที่ ๒๕ ของประเทศไทย กับรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๗ ในวันนี้พรรคเด่นสองพรรค คือ ประชาธิปัตย์ และ พลังประชาชน ใครจะชนะก็ไม่สำคัญ เพราะวันนี้เราจะไม่พูดเรื่องผลการเลือกตั้ง ในวันนี้ที่ ณ เวลาที่เขียนประมาณ ๒๐.๓๐ ขณะนี้ นับไปประมาณ ๕๐% กว่าแล้ว คะแนนพลังประชาชนได้ทั้งแบ่งเขตและภาค ได้ ๑๙๗ เสียง ประชาธิปัตย์ได้ ๑๒๗ เสียง พลังประชาชน ชนะอยู่นิดหน่อย ได้สิทธิในการจัดสูตรรัฐบาลก่อน จะออกมายังไงก็ยังไม่รู้

“เสียงอันแท้จริงของประชาราฎร” จะออกมายังไง ก็ถือว่าเป็นอย่างนั้น ช่วยไม่ได้จริง ถือว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศคิดเห็นอย่างนั้น เป็นแบบนั้น เหอ! ใครไม่ออกมาเลือกตั้ง ข้าพเจ้าถือว่าท่านไม่รักชาติ การเมืองเป็นเรื่องของประเทศชาติ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว และการเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่ท่านคิด มาก ฉะนั้นจงติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิด โปรดอย่างกระพริบตา นักเมือง นักเลือกตั้ง คนดีมีอยู่ คนไม่ดีมีอยู่ โปรดให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง เช่นดัง พระราชดำรัชในหลวง รัชกาลที่ ๙ ตรัสบอกไว้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระบรมราโชวาทในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ ๖ ณ จังหวัดชลบุรี เมื่อปี ๒๕๑๑ ความว่า “…ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้…”

ผลจะออกมายังไงก็ช่างมันเถอะ มาดูส่วนที่สำคัญที่เราจะพูดถึงดีกว่า ว่าใครจะจะจัดตั้งรัฐบาลได้ จะมีขั้วทางการเมืองหรือไม่ หรือจะผสมกันได้ทั้งหมด พรรคที่ได้อับดับหนึ่งจะจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ จะผสมกันกี่พรรค ก็ยังตอบไม่ได้ แล้วถ้าพลังประชาชน ชนะจริง สมัคร จะได้นายกหรือไม่ ก็ยังไม่แน่ สรุปคือใครจะมาเป็น นายก อันนี้สำคัญกว่ามาก แล้วจะคุมเสียงในสภาได้หรือไม่ต่างหาก คือจุดสำคัญ ว่าจะโหวตให้ใคร ข้าพเจ้าว่าให้รู้ผลการเลือกตั้ง ๑๐๐% ก่อน แล้วผ่านไปอีก ๑-๒ วัน เรื่องนี้ก็ยังไม่ชัดเจน ต้องรอ กกต. แจงใบแดงอีก ซึ่งในส่วนนี้ต้องรู้ผลแน่ภายใน ๓๐ วัน เพื่อเปิดรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ

แล้วจุดที่สำคัญกว่านั้น คือ นโยบายที่จะทำ โดยดูจากวันแถลงนโยบาย ก็รู้กัน หลังจากโหวตเลือกนายกกันเรียบร้อยแล้วก็คงบวกไปอีกไม่เกิน ๓๐ วัน ตามรัฐธรรมนูญกำหนด รวมแล้วต้องรอติดตามอีกประมาณ ๒ เดือน เศรษฐกิจไทยจะไปทางทิศทางไหน ก็ยังไม่รู้ ที่สำคัญในฐานะนักลงทุน ผู้ลงทุนในตลาดหุ้นไทยคนหนึ่ง ทิศทางตลาดหู้นจะตอบรับไปทางไหนก็ยังไม่รู้ แต่ดูตอนนี้ดูเหมือนจะขึ้นไปก่อนสักสัปดาห์ แล้วคงลงต่อสักพัก

และที่ได้คาดหวังที่สุด คือสิ่งที่รัฐบาลและรัฐสภาจะทำออกมา หลังจากแถลงนโยบายเสร็จ ว่าจะออกมาอย่างไร คือ สิ่งที่ข้าพเจ้าคาดหวังที่สุด จะมีการเข้าข้างกันหรือเปล่า จะมีการล้างแค้นกันหรือไม่ การฟ้องร้องที่ทำๆกันอยู่ผลจะเป็นอย่างไร รัฐธรรมนูญจะถูกฉีกเขียนใหม่ หรือแก้ใหม่อย่างไร GDP ของประเทศจะเป็นยังไง GHP ของประชาชนจะเท่าไหร่ ได้แก้ไขสิ่งเก่าๆสิ่งไม่ดีออกไป เอาสิ่งใหม่ๆสิ่งดีๆเข้ามาได้หรือไม่ หรือจะอยู่ไปวันๆแบบเดิมๆ แบบเบื่อๆ

เศรษฐกิจประเทศไทยจะแข่งขันในเวทีโลกได้หรือไม่ ไม่ต้องแข่งกันไกลหรอก เอาแค่ในอาเซียนนี้ก็จะแข่งได้หรือเปล่า สิงค์โปร์ มาเลเซีย ก็แซงเราไปแล้ว อินโดนีเซีย เวียดนาม ก็กำลังมาแรง เป็นเรื่องที่น่ากังวล เศรษฐกิจในประเทศก็ยังไม่นิ่ง การเมืองก็ยังไม่แน่น เศรษฐกิจนอกประเทศ อย่างปัญหา Subprime ในสหรัฐก็ยังลูกผีลูกคนอยู่เลย ฮาฮา ประเทศไทย เอ๋ย เจ้าจะอยู่อย่างไร เอาพวกใกล้ๆ ไหนจะจีน ไหนจะอินเดีย ไหนจะญี่ปุ่นอีก เหอๆ!!

เอามาดูเรื่องอาเซียนหน่อย สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asian Nations) หรือ อาเซียน (ASEAN) เป็นองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มีทั้งหมด 10 ประเทศ มีสำนักงานเลขาธิการอาเซียนตั้งอยู่ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย มีเลขาธิการอาเซียนเป็นผู้บริหารสำนักงาน คนใหม่คือคนไทย ที่ชื่อว่า ดร.สุริทนร์ พิศสุวรรณ

ไหนๆแล้ว พูดถึง ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อีกคนละกัน ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง เลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ อังก์ถัด (UNCTAD) ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2548 ก่อนหน้านั้นก็เคยรับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO)

ผ้าขี้ริ้วห่อทอง

December 13, 2007

“เอ้าใครมีเศษเหล็ก กระดาษเก่าๆ  พลาสติก เอามาขาย คร้าบ” เป็นคำพูดที่ได้ยินเสมอๆเมื่อตอนเด็กๆ เพราะในละแวกตลาดแถวบ้าน จะมีลุงแก่ๆคนหนึ่ง ใส่เสื้อขาดๆเก่าๆ มาพร้อมรถสองล้อพ่วงแก่ๆอีกคัน จะคอยขับรถวนเวียนตะโกนถามหา สิ่งของเก่าๆ ที่เราไม่ใช้แล้ว เช่น แก้ว กระดาษหนังสือพิมพ์ สมุด หนังสือแบบเรียนเก่า อยู่เป็นประจำ

ซึ่งเมื่อลุงมาเมื่อไหร่ เป็นอันได้ไปรื้อของในบ้านมาขายหนึ่งรอบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือพิมพ์ที่พ่อซื้อมาอ่าน ที่เหลือก็เป็นพวกขวดแก้วใส่นู้นนี้บ้าง ส่วนที่เหลือ แม้แต่แบบเรียนเก่าๆ อย่างหวังเลยครับ เพราะที่บ้าน โดยเฉพาะแม่ นิยมการเก็บมากกว่า ขายหรือทิ้งหรือบริจาคนะครับ จะว่างกหรือเสียดายก็ไม่ทราบได้ เก็บไว้เต็มไปหมด แต่เดี๋ยวนี้ดีขึ้น บริจาคไปเยอะแล้วครับ

ในปัจจุบันนี้ โดยพื้นฐานดังกล่าวหรือเปล่าไม่ทราบได้ ทำให้ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งที่คัดแยกขยะในบ้าน โดยแยกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ คือขายได้ กับขายไม่ได้ ขยะต่างๆในบ้านที่ข้าพเจ้าเก็บไว้รวมรวบ คัดแยกและเก็บไว้ก็เช่น ขวดน้ำดื่ม กระดาษหนังสือพิมพ์ และกระดาษอื่นๆ แล้วนำไปขายเพื่อลดปริมาณจัดเก็บ สองสามเดือนก็ไปขาย ครั้งหนึ่งก็ได้เกือบ ๑๐๐ หรือ ๑๐๐ หน่อยๆนะครับ อย่างน้อยก็คุ้มค่าน้ำมันรถ..ฮิฮิ

ส่วนขยะที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกอื่น หรือที่เรียกให้เท่ห์ๆว่า ขยะรีไซเคิล ( recycle ) ได้อื่นๆ จำพวก แก้ว เหล็ก พลาสติกอื่นๆ ส่วนใหญ่ข้าพเจ้าก็ทิ้งในถังแยกไว้ ไม่รวมขยะเปียกอื่นๆ เพื่อให้รถเก็บขยะ มาเก็บไปขายต่อได้ง่ายๆ เพราะรถขยะของเทศบาลบางกรวย บริเวณที่ข้าพเจ้าอยู่ ก็ขยันเก็บ ขยันแยกกันเกิดกว่าเหตุ เพราะเขาไว้วิ่งเก็บและคัดแยกขยะ ที่สามารถขายได้ทุกชนิดๆ ณ จุดเก็บขยะ ซึ่งก็คือหน้าบ้านของทุกคนที่รถขยะวิ่งไปเก็บ ทำให้ส่งกลิ่นขยะรถกวน พอสมควร ถึงมาก..

        cabin

และรถเก็บขยะเหล่านี้ก็ขยันมากๆ เช้าตรู่ สาย ค่ำ มืด ยังไงก็ก็ยังทำงาน ข้อดีอย่างหนึ่งก็คือไม่ค่อยมีขยะ ให้ส่งกลิ่น และให้เหล่าสุนัขไร้ผู้อุปการระ ละแวกบ้านได้มาคุ้ยเขี่ย ให้เลอะเทอะ ส่วนข้อเสียก็คือรถเหล่านี้จะจอดรถขวางทางเข้าออก นึกจะจอด เก็บตรงไหนก็จอด และแต่ละคันก็ไม่เคยทำความสะอาด กลิ่นสะสมมโหฬาร ไม่ต้องบรรยายใดๆ

สำหรับรายได้ที่รถขยะแต่ละคันเก็บและขายได้ ไม่รู้เขาแบ่งรายได้กันอย่างไร เข้าเทศบาลหรือเปล่าก็ไม่รู้ครับ เพราะต่อคันใช้คนประมาณ ๔-๕ คน เทศบาลก็คง..จ้างมาทั้งนั้น ข้าพเจ้าว่ารายได้ส่วนหนึ่งก็น่าจะเข้ารัฐบ้างนะครับ แบ่งกัน ๖๐ ๔๐ ก็ได้ เขาจะได้มีแรงจูงใจในการทำงาน แต่ตอนนี้คงเข้ากระเป๋าเขาทั้งหมด จะให้เข้ารัฐบ้างเขาคงต่อต้านน่าดู

ซึ่งแตกต่างกันไม่เหมือนรถซาเล้ง ที่ไม่ได้ใช้เวลาราชการ ค่าใช้จ่ายของราชการในการทำงาน ส่วนใหญ่ที่เห็นก็เป็นธุรกิจขนาดเล็กๆ ทำในครอบครัว มาสองคนตายาย ผัวเมีย หรือไม่ก็มาเดี่ยว ซึ่งก็น่าจะเก็บได้น้อยกว่า เพราะบางหมู่บ้านรถซาเล้งเหล่านี้จะไม่สามารถเข้าไปเก็บขยะได้ แต่รถเก็บของเทศบาลสามารถเข้าไปได้

             garbag1      garbag2      garbag3

ดังนั้นรายได้หรือปริมาณขยะที่รถขยะแต่ละคันเก็บได้ ย่อมมากกว่าขบวนการซาเล้งเก็บของเก่าแน่ๆ แต่ก็ไม่แน่เหมือนกัน เพราะดูเหมือนในละแวกนี้เป็นเขตที่มีศักษภาพเรื่องของเสีย คนเยอะ สร้างขยะแยะ โดยดูจากปริมาณรถซาเล้งและจุดรับซื้อขยะในละแวกบ้าน มีหลายร้านมากๆ ซึ่งแต่ละแห่งสภาพก็ดูไม่ได้ แม้ว่าแต่ละร้านจะกองเกะกะ แบบแยกตามประเภทของเขาแล้วก็ตาม แต่มันก็ยังดูไม่เรียบร้อย ยังเป็นขยะอยู่ดี แม้ว่าขยะพวกนี้จะเป็นผ้าขี้ริ้วห่อทอง แต่ละร้านแสนหวง เพราะบางร้านถึงขนาดต้องจ้าง พนักงานรักษาความปลอดภัยหรือคุณยามๆ มาเฝ้ากันนะครับ เพราะทุกชิ้นส่วนในร้านก็เอาเงินซื้อมาก และสามารถเอาขยะเก่าๆไปแลกเป็นเงินเป็นทองต่อได้ทั้งนั้น

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐไม่มีการควบคุมร้านหรือธุรกิจเหล่านี้ให้ดีพอ ให้ไม่สร้างมลพิษต่างๆให้สังคม ทำอะไรก็ให้เรียบร้อย ไม่ดูแล้วรกหูรกตามากนักเช่นปัจจุบัน โดยเฉพาะทำให้ละแวกบ้านที่อยู่ข้างร้านเหล่านี้ต้องทดรับสภาพแวดล้อมแย่ๆไปตลอด

และทำไมรัฐจึงไม่ส่งเสริมหรือสนับสนุนให้ธุรกิจขยะๆเหล่านี้ ให้เป็นสัดส่วน ทำระบบให้ชัดเจน ตอนนี้ก็ช่วงหาเสียงก็ไม่เห็นมีพรรคไหนมีนโนบายเรื่อง ขยะ ส่งเสริมการนำกลับมาใช้ใหม่ ให้ร้านค้าเหล่านี้อยู่ในระบบ ให้เป็นส่วนหนึ่งของ GPD ชาติ นโนบายสิ่งแวดล้อมก็ไม่เห็นเลย มีแต่นโนบาย เดินไหว้ๆประชาชน เลือกผมเถอะครับ ผมจะให้ทักษิณกลับมา หรือไม่ก็ ถ้าผมได้เข้าไป ผมก็จะทำเหมือนทักษิณนั่นแหละ เลือกผมเถอะครับ 

หาเสียงกันง่ายๆ แต่ได้ผลได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยไม่ต้องใช้นโยบายใดๆ เศร้าใจประเทศไทย รสชาติ แห่ง ประชานิยม มักง่าย ก็มักจะติดใจกันได้ง่ายๆเช่นนี้เอง

ถ้าติดตามแนวทางตามผลโพลต่างๆ ที่ทยอยกันออกมาในช่วงนี้ ถ้าเป็นจริง ไม่นานนัก วงจรการเมืองก็กำลังจะรีไซเคิล ให้เราๆท่านๆ ดูกันอีกรอบ ในไม่ช้านี้ เตรียมล้างตาไว้ดูได้เลบ และคงต้องมีการล้างบ้าง ล้างน้ำ ตามเช็ดก็อีกยกใหญ่

กลับเข้าเรื่องดีกว่า ตอนนี้ข้าพเจ้าว่าแทบจะนับร้านที่จดทะเบียนเรื่องขยะถูกต้องได้เลยครับ มีไม่กี่ร้าน เท่าที่เคยได้ศึกษาเรื่องขยะมาบ้าง เพราะอยากรวยจากธุรกิจเก็บของเก่า ขายของเก่านี้ อยากทำธุรกิจคัดแยกขยะ รับซื้อขยะมาขายต่อ อยู่ระยะหนึ่ง แต่เนื่องจากไม่มีทุนรอนที่มากพอ เพราะธุรกิจนี้ใช้กระแสเงินสดหมุนเวียนเยอะมากๆและไม่มีสถานที่จัดเก็บขยะที่ดีพอจึงต้องล้มแนวคิดนี้ไป

ถ้าจะให้ถูกถึงธุรกิจขยะที่ขึ้นชื่อ หนึ่งในนั้นก็ต้องมีเครือ วงษ์พาณิชย์ แห่งพิษณุโลก ครับ เขาจัดการระบบต่างๆใช้ได้เลย มีการฝึกอบรม มีราคาขยะแต่ละประเภทรายวันให้ดู ข้าพเจ้ายังเคยคิดจะไปเรียนกับเขาด้วยซ้ำ ถ้าใครสนใจธุรกิจนี้ก็ลองไปศึกษาดูได้ครับและควรไปดู รายการ กบนอกกะลา ตอน ขยะสัญจร มาดูก่อนก็จะดี เขาทำได้ดีทีเดียว (ลองไปหาดูที่เป็นรายการ tv ต่อเองนะครับ)

วันก่อนดูรายการ vip เรื่องลุงขายของเก่าคนหนึ่ง จำชื่อไม่ได้ แต่จำได้ว่า ลุงมีอาชีพเก็บขยะขาย มาตลอดชีพ คุ้นๆว่าอยู่ราชบุรี เก็บเงินได้เยอะแยะ ผ้าขี้ริ้วห่อทอง ตัวเป็นๆ คนหนึ่ง ล่าสุดบริจาคเงินให้วัดที่ลุงอยู่ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นรายได้จากการเก็บขยะที่รวบรวมเก็บเล็กผสมน้อยมาตลอดชีวิต จนมีเงินแสน แต่ตัวเองไม่มีเหตุปัจจัยให้ใช้เงิน ใช้เองวันหนึ่งไม่กี่บาท บางวันแทบไม่ได้ใช้เงินเลย ที่ผ่านมามีเสื้อผ้าอยู่ ๒ ชุด เท่านั้น กินใช้ก็อยู่วัด ดังนั้นเงินที่มีก็บริจาคให้วัด ได้บุญมหาศาล 

ส่วนการคัดแยกขยะ บ้านเรามีตัวอย่างน้อยครับ ลองไปดูตัวอย่างโครงการการคัดแยกขยะของ ม.กรุงเทพ

เรื่องชักจะยาวแล้ว ขอขมวดจบดีกว่า ไว้มาต่อกันเคราหน้า ค่อยมาว่าเรื่องขยะๆกันต่อถ้ามีเวลาและโอกาส ธุรกิจผ้าขี้ริ้วห่อทองนี้ใครๆอาจจะไม่เห็นความสำคัญ แต่ข้าพเจ้าว่ามันสำคัญมากๆนะครับ ลองศึกษาดูแล้วคุณจะรู้ซึ้ง สินค้าก็มีมากมาย ลูกค้าก็มากมี รายได้ดีหลาย การต่อรองก็แทบจะไม่ได้ งบหรือครับ..ไม่ต้องไปดู เพราะหาดูยาก

ดูจากที่เห็นบางร้าน มีเงินส่งลูกไปเรียนเมืองนอกเมืองนา ก็มีมาก แล้วล่าสุดไม่นานนัก ละแวกบ้าน ค่ำๆปิดร้านแล้วของทุกๆวันข้างๆกองขยะ ณ ร้านขายของเก่าแห่งหนึ่ง ที่มียามเฝ้าอยู่ ๒ คน ถ้าใครผ่านไปมาจะเห็นรถเบนซ์รุ่นใหม่ ป้ายแดง (ตอนนี้ป้ายดำแล้ว) จอดอยู่ทุกๆวัน เห็นแล้วน่าอิจฉายิ่งนัก คงเป็นคำตอบได้เป็นอย่างดีของเรื่องนี้

และเนื่องจากข้าพเจ้าร่างเรื่องนี้ไว้ในวันที่ ๑๐ ธ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันสิทธิมนุษยชนสากล และวันรัฐธรรมนูญไทย ดังนั้นขอใช้สิทธิมนุษยชนคนหนึ่ง กล่าวไว้หน่อย เกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญไทย ๗๕ ปีที่ว่างเปล่าว่า ตอนนี้ก็ใกล้เลือกตั้งวันที่ ๒๓ ธ.ค. นี้แล้ว จะไปเลือกพรรคไหนก็ได้ ขอให้เลือกดีๆหน่อย ขออย่างเดียวอย่าเข้าไปแล้ว ต้องทำให้รัฐธรรมนูญไทยฉบับใหม่ล่าสุดปี ๒๕๕๐ นี้ต้องถูกฉีกกลายเป็นขยะ ต้องนำไปรีไซเคิลอีกเลย..ข้าพเจ้าเอง

รัฐสวัสดิการ ปะทะ ประชานิยม ปะทะ คนเดือนตุลา

December 6, 2007

เรื่องการเมือง กำลังมัน มีคนชักเข้าชักออก กันทุกวัน ต้องพูดถึงกันหน่อย สถานการณ์เปลี่ยนวันต่อวัน นโยบายก็ไม่มีอะไรใหม่ ทุกพรรคก็แนวเดียวกันหมด ประชานิยม ประชานิยม และประชานิยม แต่จะนิยมบอกกันตรงหรือเปล่าไม่รู้ รู้แต่ตอนนี้มีแต่นโยบายใช้เงิน ไม่เห็นวิธีการหาเงินเลย เข้ามาก็จะมาใช้ๆล้างผลาญกันอย่างเดียว

จะมีเรื่องหาเงินอยู่บ้างก็เห็นคุยกันอยู่ไม่กี่เรื่อง หนึ่งในเรื่องนั้นก็คือเรื่องส่งออก จะส่งให้มากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น ไม่รู้จะมากไปถึงไหนกัน ข้าพเจ้าว่าตอนนี้ก็กิน GDP มากกว่า ๗๐% จะทำให้ทะลุเป้าตลอดให้ถึง ๙๐% ของ  GDP เลยดีมั้ย.. จะบ้ากันไปใหญ่แล้ว แล้วคนในประเทศละ ไม่คิดจะสนใจกันบ้างเลยหรือไงครับ

มีแต่นโยบายขายฝัน หนึ่งในฝันที่ว่าคือจะสร้างรถไฟฟ้าเพื่อแก้ปัญหารถติด ฟันธงไว้ตรงนี้ไว้เลย ว่าต่อให้สร้างเสร็จหมดทุกสาย เป็นวงจรนอกใน อะไรก็แล้วแต่ ตามที่โม้ว่าครบ ก็ไม่มีทางแก้ปัญหารถติดใน กทม.และปริมณฑลได้..ฟันธง! ไปดูประเทศที่บอกว่า ตัวเองเจริญแล้วเป็นตัวอย่างได้เยอะแยะ ลองไปหาดูสิครับ ไว้หาโอกาสเหมาะๆ ข้าพเจ้าจะมาว่ากันถึงเรื่องนี้โดยเฉพาะ

พูดไปก็สองไพเบี้ย มาว่าเรื่องรัฐสวัสดิการกันต่อดีกว่า วันก่อนพูดถึงรัฐสวัสดิการ จากสำนักตระกูลอึ๊ง ผู้พ่อไปแล้ว ในตอน จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน ของเตี่ยทางเศรษฐศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ คนหนึ่งของเมืองไทยไปแล้ว อันข้าพเจ้าจะกล่าวอ้างต่อเอง ภูมิปัญญาที่มีก็ไม่มากพอจะต่อไหว คงต้องให้ศิษย์ลูกมากล่าวต่อละกันครับ

ThuNovember2007-11-51-26-artCoverจากข้อมูลใน web site ของพรรคแนวร่วมภาคประชาชน ที่ทำโดยมูลนิธิกระจกเงา มีบทความน่าสนใจเยอะพอสมควรเช่น ข้อเขียนเรื่องคู่มือเลือกตั้งของคนจน เรื่อง A Coup for the Rich เรื่องปฏิรูปสังคมไทยให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

SatJune2007-19-5-11-book_welfare-webและมีบทความหนึ่งน่าสนใจเขียนโดย ใจ อึ๊งภากรณ์ และเก่งกิจ กิติเรียงลาภ เรื่อง “รัฐสวัสดิการ ทางเลือกที่ดีกว่าประชานิยมของไทยรักไทย” ลองอ่านดูสิครับ

และจาก web site ประชาไทย บทสัมภาษณ์ : คุยเรื่อง ‘รัฐสวัสดิการ 101’ กับ ‘จอน อึ๊งภากรณ์’ ก็ต้องไปลองดู

เรื่องเล่า เล่าเรื่อง’รัฐสวัสดิการสวีเดน’จากคนไกลบ้าน บุญส่ง ชเลธร ซึ่งเล่าเรื่องรัฐสวัสดิการไว้ดีเคยอ่านมานานแล้ว หาต้นฉบับไม่เจอ เจอแต่ใน blog ก็เอามารวมไว้ด้วยครับ

บุญส่ง ชเลธร นี้ เป็น ๑ ใน ๑๓ กบฏ ยุค ๑๔ ตุลาคม ๑๖ ซึ่งประกอบด้วย ๑. นายไขแสง สุกใส ๒. นายปรพันธ์ศักดิ์ กมลเพชร ๓. นายธีรยุทธ บุญมี ๔.นายบุญส่ง ชเลธร ๕. นายมนตรี จึงศิริอารักษ์ ๖. นายนพพร สุวรรณพานิช ๗. นายทวี หมื่นนิกร ๘. นายวิสา คัญทัพ ๙. นายธัญญา ชุณชฎาธาร ๑๐. นายปรีดี บุญซื่อ ๑๑. นายชัยวัฒน์ สุรวิชัย ๑๒. นายบัณฑิต เอ็งนิลรัตน์ และ ๑๓. นายก้องเกียรติ คงคา ติดตามข่าวสารคนเดือนตุลาได้ที่นี่ และ ข้อมูล ตุลา ๒๕๑๙

และยังมีกลุ่มคนระดับผู้นำนักศึกษาในยุคนู้นอีกหลายคนที่เป็นใหญ่เป็นโตในยุคนี้ หลายคนอุดมการณ์ต่างๆ ก็หาย จืดจางไปบ้าง บางคนก็ยังอยู่ครบดี ยกมาไว้เพิ่มอีกเช่น นายสมบัติ ธำรงค์ธัญญวงศ์ นายสงพงษ์ สระกวี นายประสาน ไตรรัตน์วรกุล นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล นายแสง รุ่งนิรันดรกุล นายวันชัย แซ่เตียว นายสมพงษ์ สระกวี นายสุเมธ สุวิทยะเสถียร นายชำนิ ศักดิเศรษฐ นายประเดิม ดำรงเจริญ  นายพีรพล ตริยะเกษม เป็นอาทิ ไปดูรายชื่อคนดังในรุ่น ๑๔ ตุลา ๖ ตุลา คนอื่นๆได้ที่นี่ มีมากมายจริง ไปดูแล้วจะร้อง..อ๋อ อืมม์.. ไม่น่าเชื่อ

เมื่อเวลาเปลี่ยนอะไรก็เปลี่ยนได้ คนเดือนตุลาตายแล้ว ? อันนี้ก็น่าสนใจ

ผิดถูกก็ไม่รู้ ดีไม่ดีก็ไม่รู้ ปะทะกันแล้วจะเป็นไงก็ไม่รู้ ตัดสินใจกันเอาเอง ข้าพเจ้าก็ไม่รู้ได้..Just an information for you..It’s me..