Archive for the ‘Our Kings’ Category

ไปงานพระเมรุมาครับ

November 30, 2008

img_2008

 

img_2095

 

img_2085

 

img_2200

img_2239

 

img_2568

 

img_2574

ไปมาสองวันได้มาแค่นี้แหละครับ ไปงานนี้เหมือนเป็นงานอวดกล้องยังไงก็ไม่รู้ครับ ถ่ายมาจากกล้องที่เขาเรียกว่ากล้องปัญญาอ่อนของแฟนครับ เห็นคนอื่นๆถ่ายมาอวดกันก็เยอะแยะครับ อยากอวดบ้างครับ  ดูแบบไกลๆไปก่อนนะครับ เสียดาย รัฐให้อยู่ชื่นชมไม่กี่วัน เก็บไว้นานหน่อยก็น่าจะได้นะครับ

หมายกำหนดการ พระราชพิธี พระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ

October 25, 2008

หมายกำหนดการ พระราชพิธี พระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวง พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๑

รายละเอียดก็ไป download ตาม link ได้เลยครับ

download หมายกำหนดการ ครับ

ความเดิมครับ กำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

ขุนช้างขุนแผน ในงาน ศิลป์แผ่นดินครั้งที่ ๕

August 17, 2008

ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวานเช้า ได้ไปชมงาน นิทรรศการผลงานชิ้นเอก ของโรงฝึกศิลปาชีพ สวนจิตรลดา มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

คิดว่าคนทั่วๆไปคงจะชอบงานฝีมือช่างทอง ช่างเงิน ช่างแกะหรือช่างอื่นๆ ในงาน แต่ตัวข้าพเจ้ากลับชื่นชอบงานชิ้นหนึ่งเป็นพิเศษคือ ผ้าปักไหมน้อย “ป่าหิมพานต์” ที่สุด เพราะชอบงานที่ปักได้สอดคล้องกับเนื้อหาจาก เสียงเสภาบรรยาย ตามบทเสภาขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง ช่วงที่ขุนแผนบุกถึงห้องนอนขุนช้าง และเห็นม่านปักฝีมือนางวันทอง

เป็นงานปักที่สวยมา ยิ่งได้ฟังบรรยายตามไปด้วย ยิ่งถูกใจ ฟังไปดูไปหลายรอบมาก ไปค้นมากว่าจะเจอสำนวณ ตามหาใน net อยู่ตั้งนาน ไปพบที่ส่วนหนังสือหายากอิเล็กทรอนิกส์ ของหอสมุดธรรมศาสตร์ ดีจริงๆ ลองไป download มาอ่านดูนะครับ บทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนความเก่า ตอน ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง พระนคร, โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2468. 57 หน้า. อ่านสนุกดีนะครับ คำที่ใช้ในร้องกรองนี่อัศจรรย์บรรเจิดกว่าพวกร้อยแก้วเยอะจริงๆ

เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ความเก่า สำนวณที่ ๒  ตอน ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง คัดลอกพิมพ์มาเฉพาะ ส่วนที่ใช้ปักม่านมาให้อ่านครับ ตรงหน้าที่ ๒๘ ถึง หน้า ๒๙

ม่านนี้ฝีมือเจ้าวันทอง              นั่นก็ฝีมือน้องพี่จำได้
ปักเปนเขาพระเมรุไกร            โตใหญ่สูงเยี่ยมมหิมา
มีรูปรามสูรอสุรี                    ไล่ชิงมณีเมขลา
ปักเปนองค์พระสุริยา              เสด็จคลาล่องโลกชโลธร
ทรงรถโอภาสประหลาทเลิศ       แสนประเสริฐเทียมเทพไกรสร
แล้วปักเปนองค์พระศศิธร         เสด็จจรแจ่มแจ้งจักรพาฬ
รถทิพย์เทียมม้าพลาหก           บุษบกลอยล่องส่องแสงฉาน
แล้วปักพระอินทรจรจักรวาฬ      สำราญทรงช้างเอราวัณ
มีพระมเหษีทั้งสี่นาง                งามสำอางดังหนึ่งแสร้งประสงค์สรรค์
มีเขาวินัตกนั้นเรียงรัน              อัสสกรรณอิสินธรยุคุนธร
แล้วปักเปนไกลาสประหลาทผา    พระอุมากับองค์มหิศร
มีสระอโนดาตอันบวร               พระสี่กรทรงอนันตนาคา
นางลักษณวดีลักษมี                มเหษีบำเรออยู่ซ้ายขวา
มีคนธรรพเทพกินรา                ถัดมาสถานพิมานครุฑ
ทั้งวิทยาธรนารีผล                  ติดต้นไม้ใหญ่ลม้ายสุด
รูปร่างแลกับอย่างมนุษย์           มีสมุทรวารีสีทันดร
ฝูงนาคามัจฉาชล่าโลด             ช้างน้ำดำโดดแลสลอน
ชมพลางทางคิดจิตต์อาวรณ์       เอาดาบซอนรานสานกระจายลง

 งานอื่นๆก็สวยก็เยี่ยมนะแต่ก็ดูก็ฟังผ่านๆ มีชอบอยู่อีกชิ้นสองชิ้นคือ สุพรรณเภตา สวยมาก ต้องไปดู

อีกชิ้นชื่อ สีวิกากาญจน์ ลองไปดูนะครับ

งานอื่นๆก็ใช่ว่าจะไม่สวยไม่เด่นนะครับ ค่าเข้าชมก็ ๑๕๐ บาท ถ้าเป็นนักเรียนนักศึกษาก็ ๗๕ บาท เท่านั้น ไม่แพงหรอกครับ เปิดทุกวันยกเว้นวันจันทร์นะครับ รายละเอียดต่างๆไปที่ web site ทางการของงานนี้ได้ที่ http://www.artsofthekingdom.com/ ถ้าไปแถวนั้นแล้วยังไงก็ลองแวะ  พิพิธภัณฑ์แห่งชาติด้วยก็ดีครับ ไม่ไกลกันมากนัก แล้วที่สำคัญอย่างลืมดูชิ้นงานอย่างเดียว จนลืมดูความงามของ พระที่นั่งฯ นะครับ

บ้านเรานี้การจัดการงานแบบนี้ยังขาดความเป็นมืออาชีพด้านนี้อีกมากจริงๆครับ ทั้งผู้ชม ผู้ดูแล ไม่เป็นระเบียบเลยครับ แล้วเรื่องการเข้าคิวอะไรก็เป็นอะไรที่แปลกมาก มีคิวก็แปลกๆ คนฝั่งเอเซียนี่เข้าคิวกันไม่เป็นหรือไงก็ไม่รู้ เห็นไปที่อเมริกา เห็นแต่คนเอเชียนี่แหละ มีคิวที่ไหนเป็นทำมั่วทุกที แย่งกันมั่วมากๆ อายแทนประเทศชาติ

คิวที่นี่ก็เป็นครับ ทั้งส่วนที่อยู่นอกงาน ร้านกาแฟดอยตุงข้างนอก ทั้งส่วนที่ต้องรับเครื่องหูฟังคำบรรยาย ทั้งส่วนขายบัตร โดยเฉพาะส่วนที่ผู้หญิงที่ไม่ใส่กระโปรงมา หรือผู้ชายที่นุ่งสั้นมา ต้องซื้อผ้าคลุม ๔๐ บาท (เอากลับบ้านได้เลย) มาคลุมทับกางเกง นุ่งแล้วตลกมาครับ เพราะแค่สวมทับไปเท่านั้น มันแปลกๆนะครับ

ทำไมไม่ประชาสัมพันธ์งานให้ดีกว่านี่ จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาเลือกผ้าห่มผ้ากัน คนเตรียมงานก้ต้องเตรียมผ้ามาขายอีก วุ่นวายดีแท้ เพราะเห็นต้องเปลี่ยนกันประมาณ ๙ ส่วนใน ๑๐ ของผู้หญิงทั้งหมดเลยครับ ทำให้ต้องเสียเวลารอตอนซื้อบัตรมากๆ

แปลกจริงๆ นุ่งทำไมถึงนุ่งกางเกงขายาวไม่ได้ กฏเก่าแบบนี้ปรับเปลี่ยนไปบ้างก็ได้นะครับ ถ้ากางเกงขาสั้น กระโปงสั้นๆก็ว่าไปอย่าง ข้าพเจ้าเห็นทั้งสาวๆทั้งแก่ๆ พวกนุ่งกระโปรงสั้นๆ เห็นบางคนสั้นมาก กลับเข้าได้ไม่ต้องเปลี่ยน มันแปลกๆนะครับ..ข้าพเจ้าเอง

รถไฟไทย ฉึกๆฉักๆ ยึกๆยักๆ ไม่พัฒนา ถ้า ร.๕ ทรงทราบได้คงเสียพระทัยมาก

March 15, 2008

                             R5_200.jpg

เห็นข่าวตัวเรือดบนรถไฟแล้ว ถ้าในหลวงรัชกาลที่ ๕ ทรงทราบได้ พระองค์คงต้องเสียพระทัยมากๆ ที่การรถไฟไทย ทำงานกันไม่เป็นระบบ ไม่พัฒนา มีแต่ปัญหา ถ้านับตั้งแต่พระองค์ทรงตั้ง กรมรถไฟ ในเดือนตุลาคม ๒๔๓๓ ถึงวันนี้ ๒๕๕๑ ผ่านมา ๑๑๘ ปีแล้วนะครับ

เสียดายเวลาที่ผ่านมานัก ดูประวัติการรถไฟ พระมหากษัตริย์ไทยและเหล่าเสนาบดี ที่ผ่านมาบริหารได้อย่างดียิ่ง ทั้งตัดเส้นทาง พัฒนาเส้นทางใหม่ ปรับปรุงคุณภาพนู้นนี้มาตลอด อันนี้นับเฉพาะก่อนการเปลี่ยนการปกครองมาเป็นระบบประชาธิปไตยเท่านั้น นะครับ เพราะหลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองมาแล้วดูเหมือนการรถไฟจะถูกแช่แข็งตลอดมานับแต่บัดนั้นถึงบัดนี้

    HistoryTrain_400.gif

ได้แต่บอกว่าขาดทุน ขาดทุน ขาดทุน ซ้ำๆซากๆอยู่ได้ทุกๆปี อ้างไปสาระพัด ที่ควรทำไม่ทำ มีผู้บริหารเก่งแต่เรื่องตั้งงบประมาณ จัดซื้อ เอามากองไว้เต็มไปหมด เก่งแต่เอาหินปูราง ปรับปรุงราง ทาสี ทำป้ายสถานี พนักงานก็เลียแข้งเลียขาบ้าง ขัดแข้งขัดขากันบ้าง หวังแต่ผลประโยชน์ส่วนตนของหน่วยงาน ของพนักงาน แล้วผลประโยชน์ของประชาชนละเคยดูกันบ้างไหม เหอะๆ การรถไฟที่อื่น ถ้ารถไฟเขาถ้าสามารถทำรางวิ่งไปดวงจันทร์ได้ เขาทำไปถึงหมดแล้ว

ดูรถไฟของญี่ปุ่นสิครับ เริ่มก่อนเราไม่นาน ไม่กี่ปีเขาไปไหนต่อไหนกันแล้ว อยากรู้ก็ตามไปดูประวัติการรถไฟของญี่ปุ่นก่อนนะครับ รถไฟสายแรกของเขาคือ 1872 – Opening of Japan’s first railway between Shimbashi (Tokyo) and Yokohama นับเป็นปีไทยก็ ๒๔๑๕ อย่างนั้นดูสายแรกของไทยบ้างครับ ยกประวัติมาทาง web การรถไฟ

“ในปี พ.ศ.๒๔๓๙ การก่อสร้างทางรถไฟสาย กรุงเทพฯ – นครราชสีมา สำเร็จบางส่วนพอที่จะเปิดการเดินรถได้ ดังนั้น ในวันที่  ๒๖ มีนาคม พ.ศ.๒๔๓๙ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงเสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพระราชพิธีเปิดการเดินรถไฟ ระหว่าง สถานีกรุงเทพ – อยุธยา ระยะทาง ๗๑ กิโลเมตร  และเปิดให้ประชาชนเดินทางไปมาระหว่าง กรุงเทพ – อยุธยา ได้ตั้งแต่วันที่  ๒๘ มีนาคม พ.ศ.๒๔๓๙ เป็นต้นไป ในระยะแรกเดินขบวนรถขึ้นล่องวันละ ๔ ขบวน มีสถานีรวม ๙ สถานี คือ สถานีกรุงเทพ บางซื่อ หลักสี่ หลักหก คลองรังสิต เชียงราก เชียงรากน้อย บางปะอิน และกรุงเก่า”

ดูสิครับต่างๆกันแค่ ๒๔ ปีเท่านั้นเอง แต่ดูรถไฟไทย เทียบกับรถไฟญี่ปุ่นสิครับต่างกันขนาดไหน เขาพัฒนาไปไกลมาก นี่ไม่นับว่าญี่ปุ่นผ่านสงครามใหญ่ๆ มานับไม่ถ้วน เป็นผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ ๒ แล้วดูอย่างไทย ประเทศที่เอาตัวรอดมาได้แบบหวุดหวิดสิครับ คนไทย ข้าราชการไทย รัฐวิสาหกิจไทย ก็ดีแต่ปากกันเป็นส่วนใหญ่ เก่งแต่เรื่องเอาตัวรอด ได้หน้า ได้ตา ประแป้ง ปลูกผักชี เช้าชาม เย็นครึ่งชามกันเป็นปกติ ที่เห็นมาหน่วยไหนๆก็เหมือนกันหมด

มาดูที่เฉพาะรถไฟไทย แต่ละตู้ แต่ละขบวน หัวจักรก็อีก อายุใช้งานไม่รู้กี่สิบปี ดีแต่ซื้อของเก่า มือสองมาใช้ แถมยังไม่ปรับปรุงอีก ปล่อยให้ผุๆพังๆ สกปรกก็งั้น ช้าก็อีก ตรงเวลาก็นานปีเจอครั้ง รถแอร์ก็กลายเป็นตู้อบก็บ่อย รถร้อนก็เขอะไปหมด ห้องน้ำห้องท่า ก็ดูไม่ได้ มีที่ไหนยังให้ปล่อยให้ของเสียทั้งหลาย ลงรางโดยตรงอยู่อีก ระบบจองตั๋วก็ต้องรอ ๖๐ วัน ทำไมต้องรอด้วย สถานีหัวลำโพงก็งั้นแหละ ติดแอร์ทำใหม่ก็ไม่เห็นจะดีขึ้น มาเฟียเต็มไปหมด ดูเหมือน.แตะไปตรงไหนก็มีแต่ไม่ดีไปเสียหมด..แล้วที่บ่นมาก็เรื่องจริงทั้งนั้น

นี้ไม่นับทรัพย์สินที่มีมากมายก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่ โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ ที่เป็นที่ดิน มีมากมายทั่วประเทศ ตลอดรายทางรถไฟ ซึ่งส่วนใหญ่ถึงตอนนี้ที่เหล่านั้น โดยเฉพาะตามสถานีใหญ่ๆ ของแต่ละจังหวัด แต่ละอำเภอ ทั้งหมดอยู่ในใจกลางเมืองทั้งสิ้น เฉพาะในกรุงนี้ก็นับไม่ถ้วน แต่ที่ดินเหล่านั้นการรถไฟก็แทบจะไม่ได้พัฒนาอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันเลย

แล้วนี้..ข้าพเจ้ามีกำหนดการที่จะใช้บริการรถไฟเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดในเดือนหน้า ทั้งวางแผนและจองตั๋วไว้นานมาแล้วยังไงก็ต้องใช้บริการละครับ ก็ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ขบวนการเรือดยังอยู่อีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ และในฐานะที่ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาที่ เป็นลูกค้าคนหนึ่งที่ใช้บริการมาตลอด แม้หลังๆจะไม่ได้ใช้บริการมากก็เถอะ ขอบ่นหน่อยเถอะครับ เท่าที่เห็นมา รถไฟไทยไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยที่ได้เรื่องเลยสักอย่างจริงๆ

วันๆไม่รู้ผู้บริหารที่นี้ทำอะไรกัน อยากรู้จริงๆ รัฐวิสาหกิจชั้นนำ ผูกขาดมีเจ้าเดียวทั้งประเทศ งานพัฒนาโครงสร้างหลัก คนรุ่นก่อนเขาก็ทำมาให้ดีแล้ว แค่บริหารให้ดีขึ้น บริการให้เด่น งบประมาณก็เยอะ รายได้ก็มาก แต่ต้องมากผูกขาดขายทุนด้วยไม่รู้จะพูดแก้ตัวได้อย่างไร ไม่อยากจะโทษอะไรมาก ดูเรื่องโกงกิน..ก่อน..ไม่อยากจะพูด เดี่ยวจะว่ามากล่าวหากัน ใครทำอะไรก็รู้อยู่แก่ใจ

หน่วยงานอย่างนี้ต้องปรับปรุง ควรแปรรูป จะแปรรูปแบบเข้าตลาดหลักทรัพย์หรือไม่เข้าก็แล้วแต่ผู้ปกครองประเทศเค้า งานด่วนที่ต้องทำเลยมีเยอะแยะมากมาย ไม่ใช่จะมายุ่งแต่เรื่องทำรางคู่ เห็นโครงการมาไม่รู้กี่สิบปีแล้ว ไม่เห็นได้เรื่องตรงไหน เรื่องค่าเช่าเซ็นทรัลก็อีก จะน้อยจะมาก จะเอาของจุฬาฯ เอามาบุญครองมาเปรียบเทียบอะไรก็ตามใจเถอะ จะทำอะไรก็รีบทำเข้าเถอะ อย่ามัว ฉึกๆฉักๆอยู่วันๆแบบนี้อีกเลย..แย่จริงๆ..ข้าพเจ้าเอง

กำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

January 14, 2008

วันนี้มาแนะนำ web site ที่เกี่ยวข้องโดยตรงและมีรายละเอียดทั้งหมดของ งานบำเพ็ญพระพระราชกุศลพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ตามที่เคยบอกไว้ว่าถ้าไปเจอ web ที่เกี่ยวข้องจะนำมาแนะนำต่อครับ

เชิญที่ link ด้านล่างนี้ครับมีทุกอย่างครับ รายละเอียดตาม link ไปได้เลยครับ ข้าพเจ้าคัดลอก link มาเพื่อมาบอกต่อ เพียงแค่มาบอกต่อให้รู้ทั่วถึงกันครับ มิได้ตั้งใจจะละเมิดลิขสิทธิ์ใดๆครับ ข้อมูลที่นำ link มาก็มีปรับปรุงล่าสุด ถึงวันที่ post นี้ครับ ทางเครือข่ายเขามีปรับปรุงเพิ่มตลอด ต่อไปก็เชิญทุกท่านตาม link หลักนี้ไปดูเพิ่มเติมต่อได้เองครับ

http://kanchanapisek.or.th/inmemory/main.php

   กำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลฯ

   ข่าว

   พระราชพิธีทางศาสนา

   พวงมาลาถวายพระศพ

   ภาพข่าว

   สถิติที่เกี่ยวข้อง

   หมายกำหนดการ

พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เกี่ยวกับพระพี่นาง สมเด็จพระโสทรเชษฐภคินี

January 9, 2008

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้เจ้าพนักงานจัดเศวตฉัตร ๗ ชั้น กางกั้นพระโกศพระราชทาน เป็นเครื่องเฉลิมพระเกียรติยศ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร์ สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่าโดยที่ทรงพระอนุสรณ์ถึงสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ ว่า เป็นสมเด็จพระโสทรเชษฐภคินี ที่ทรงเคารพนับถือ ในฐานะที่ทรงมีอุปการคุณมาแต่หนหลัง อีกทั้งทรงพระคุณแก่บ้านเมืองเป็นอเนกปริยาย เป็นที่ประจักษ์แก่ตาแก่ใจของมหาชนทั่วไป เมื่อเสด็จสิ้นพระชนม์ เป็นเหตุให้พระองค์และประชาชนทุกชนชั้นอาลัย ระลึกถึงพระคุณเป็นอันมาก
ทรงพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ พระองค์นั้น ทรงพระเกียรติคุณ เป็นที่เชิดชูแห่งพระราชวงศ์ ควรได้รับพระเกียรติยศใหญ่ยิ่ง โดยอนุโลมตามโบราณราชประเพณี จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เจ้าพนักงานจัดเศวตฉัตร ๗ ชั้น กางกั้นพระโกศพระราชทาน เป็นเครื่องเฉลิมพระเกียรติยศให้ปรากฏสืบไป

ประกาศ ณ วันที่ ๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ เป็นปีที่ ๖๓ ในรัชกาลปัจจุบัน

              prapeepang_1
———————————————————————————
ฉบับล่าสุดวันนี้ ในวันครบรอบ ๗ วันที่สิ้นพระองค์ไป  ประกาศฉบับอื่นๆครับ
———————————————————————————
ประกาศสถาปนาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณียวัฒนา(พ.ศ.๒๔๙๓)
—————————-
ภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริว่า พระพี่นางกัลยาณียวัฒนา ซึ่งได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้กราบถวายบังคมทูลลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ ตามประกาศ ลงวันที่ ๑๑ กรกฎาคม  พุทธศักราช ๒๔๗๘ นั้นบัดนี้ ได้ทรงพระราชอนุสสรคำนึงถึงว่า พระพี่นางพระองค์นี้ได้ทรงเป็นพระโสทรเชษฐถคินีอันสนิทแค่พระองค์เดียวที่ได้ทรงร่วมสุขร่วมทุกข์มาแต่ยังทรงพระเยาว์ ทั้งเป็นที่ทรงเคารพนับถือในฐานะ ที่ทรงมีอุปการคุณแด่พระองค์มาแต่หนหลังด้วยอีกสถานหนึ่ง
จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่ง ให้สถาปนาพระพี่นางกัลยาณียวัฒนาเป็นสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณียวัฒนา ให้กลับทรงดำรงพระอิสสริยยศฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ ตามเดิมทุกประการ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ๒๕ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ เป็นปีที่ ๕ ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล ป.พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี

——————————————————————————-
 

ประกาศสถาปนาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์(พ.ศ.๒๕๓๘)
———————–

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เป็นสมเด็จพระโสทรเชษฐภคินีอันสนิทแต่พระองค์เดียว ที่ได้ทรงร่วมสุขร่วมทุกข์กันมาแต่ยังทรงพระเยาว์ ทั้งเป็นผู้ที่ทรงเคารพนับถือในฐานะที่ทรงมีอุปการคุณมาแต่หนหลัง ดังมีข้อความปรากฏอยู่ในประกาศสถาปนาเป็น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้า นั้นแล้ว

ต่อมาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ก็ยังใฝ่พระหฤทัยมั่นคงอยู่มิได้ทอดทิ้งในอุปการกิจที่มีแก่พระองค์ โดยเจตจำนงมุ่งหมายแต่จะให้ทรงพระเกษมสุขและทรงพระเจริญยิ่งด้วยพระราชอิสริยยศในมไหศูรยสมบัติ ได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจแทนพระองค์ในหลายวาระ และทรงรับเป็นพระธุระในการส่วนพระองค์สมเด็จพระบรมราชชนนี ให้ดำเนินลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งได้ปฏิบัติวัฏฐากสมเด็จพระบรมราชชนนีอย่างใกล้ชิดในที่ทุกสถาน และรักษาพยาบาลเมื่อทรงพระประชวร โดยมิได้มีความเบื่อหน่ายย่อหย่อนด้วยมีพระประสงค์จะแบ่งเบาพระราชภาระ ทำให้ทรงคลายพระราชกังวล และวางพระราชหฤทัยในการส่วนสมเด็จพระบรมราชชนนีได้เป็นอันมาก

นอกจากนั้น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ยังมีพระหฤทัยเปี่ยมไปด้วยพระเมตตากรุณาปรารถนาที่จะให้ประชาชนทุกชนชั้น ได้มีวิชาความรู้มีฐานะความเป็นอยู่ และมีสุขภาพอนามัยที่ดีถ้วนหน้า จึงทรงพระอุตสาหะรับเป็นอาจารย์สอนอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาต่างๆโดยมิได้ทรงคิดเห็นแก่ความเหนื่อยยาก ทั้งทรงรับเป็นพระธุระบริหารกองทุนมูลนิธิที่ทรงเป็นประธานและบริหารอยู่โดยเต็มพระสติกำลังปรีชาสามารถ และได้พระราชทานความช่วยเหลือนานัปการแก่มูลนิธิและสมคมที่อยู่ในพระอุปถัมป์ ทำให้กิจการต่างๆของกองทุน มูลนิธิ และสมาคมเหล่านั้น ดำเนินก้าวหน้ามาด้วยความมั่นคง และก่อเกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ และประชาชนอย่างใหญ่หลวง พระเกียรติคุณด้านนี้เป็นที่ประจักษ์เด่นชัด ด้วยเหตุนี้สถาบันอุดมศึกษาในประเทศและองค์การระหว่างประเทศมากแห่ง จึงได้ถวายปริญญดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ในสาขาวิชาต่างๆและเหรียญสดุดีพระกิตติคุณ

มาบัดนี้ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ทรงเจริญด้วยวัสสายุกาลวัยวุฒิ กอปรด้วยพระอัธยาศัยซื่อตรง ดำรงพระองค์มั่นอยู่ในสุจริตธรรมสัมมาจารีมีความกตัญญูกตเวทีเป็นอย่างยิ่ง ทั้งทรงพระคุณแก่บ้านเมืองปรากฏอยู่เป็นอเนกปริยาย สมควรที่จะสถาปนาพระอิสริยศักดิ์ให้สูงขึ้น โดยอนุโลมตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี

จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้สถาปนา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ขอจงเจริญพระชนมายุ พรรณ สุข พล ปฏิภาณ คุณสารสมบัติ สรรพสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล อิฐศุภผลธนสารสมบูรณ์ วรเกียรติคุณอดุลยยศ ปรากฏยั่งยืนนาน เทอญ

ประกาศ ณ วันที่ ๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๓๘

เป็นปีที่ ๕๐ ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ชวน หลีกภัย
นายกรัฐมนตรี

———————————-

สกู๊ป- ‘เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ’ พระเจ้าพี่นางเธอฯกษัตริย์ ๒ พระองค์ รัชกาลที่ ๘- รัชกาลที่ ๙

ขอบคุณข้อมูลจากมติชนครับ

เพลงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ เจ้าฟ้าสุดบูชา ชุด เทิดไท้สุดบูชา

January 7, 2008

   37_music

ข้อมูลดีๆ จาก web site ของพระองค์ เช่นเคยครับ มูลนิธินรารัตน์วันชัยขันติภาวนาบารมี ร่วมกับ โครงการเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์  ได้จัดทำซีดีเพลงเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เนื่องในวโรกาสทรงพระเจริญพระชนมมายุ ๘๔ พรรษา ท่านสามารถรับดาวน์โหลดหรือดาวน์โหลดเพลงได้

ที่ http://www.hrh84yrs.org/s48_music.htm

หรือตาม link ที่ทำไว้ที่นี่ครับ ไพเราะน่าฟัง น่าเก็บ ทั้งหมดครับ

     subre_64

ชื่อเพลง
wma
mp3
๑.

เจ้าฟ้าสุดบูชา

๒.

๘๔ พรรษากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

๓.

มาร์ชเจ้าฟ้าสุดบูชา

๔.

ดนตรีบรรเลงเจ้าฟ้าสุดบูชา

๕.

ดนตรีบรรเลงกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

๖.

ดนตรีบรรเลงมาร์ชเจ้าฟ้าสุดบูชา

๗.

แสงหนึ่งคือรุ้งงาม

๘.

ดนตรีบรรเลงแสงหนึ่งคือรุ้งงาม

พระราชกิจ และมูลนิธิและสมาคมในพระองค์ ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ

January 6, 2008

        subre_21 

คัดลอกบางส่วนจาก http://www.hrh84yrs.org/ นำมาเผยแพร่ให้ทั่วถึงกัน วันนี้ขอพูดถึง พระราชกิจ ซึ่งมีมากมายจริงครับ รายละเอียดติดตามใน web site นะครับ ได้ข่าวมาว่าทางการกำลังทำ web site ใหม่อีกแหล่งข้อมูลของพระองค์ ถ้าเสร็จแล้วจะตามมาบอกนะครับ

พระราชกิจมีมากมายจริงครับ ทั้งการปฏิบัติ พระราชกรณียกิจแทนพระองค์ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลายวาระ ตาม link ไปดูครับ และส่วนใหญ่ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ได้โดยเสด็จฯสมเด็จพระบรมราชชนนี เพื่อทรงประกอบพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ในทุกท้องถิ่น ณ จังหวัดต่าง ๆ เช่น การเสด็จเยี่ยมราษฎร ตำรวจ ทหาร และข้าราชการ เพื่อพระราชทานสิ่งของ ตรวจสุขภาพและรักษาผู้ป่วยไข้ ตลอดจนการสงเคราะห์ผู้ยากไร้ คนชราอยู่เป็นเนืองนิตย์ ในคราวที่สมเด็จพระบรมราชชนนีไม่อาจเสด็จฯไปทรงร่วมงานด้วยพระองค์เองก็ได้ทรงมอบให้ สมเด็จฯเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นผู้แทนพระองค์ในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ก็มีเยอะครับ

          subre_32

งานด้านการศึกษาก็มาก เช่น สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเริ่มปฏิบัติงานเป็นอาจารย์ภาษาฝรั่งเศสครั้งแรก ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี ๒๔๙๕ – ปี ๒๕๐๑ ต่อมา คณะศิลปศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ รายละเอียดก็ตาม link ไปดูนะครับ

ทรงให้ความสำคัญของการศึกษาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ทรงเป็น องค์อุปถัมภ์โครงการโอลิมปิก   โครงการโอลิมปิกวิชาการหรือที่ UNESCO เรียกว่า International Science and Mathematical Olympiad (IMSO)  ซึ่งเป็นการแข่งขันความสามารถทางปัญญาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์   ระหว่างเยาวชนในระดับมัธยมศึกษาจากนานาประเทศทั่วโลก โดยมีจุดประสงค์เพื่อเสาะแสวงหาเยาวชน ผู้มีอัจฉริยะทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์จากทั่วโลก ให้ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ เป็นการสร้างความพันธ์ที่ดีระหว่างเยาวชนจากนานาประเทศ มี ๕ สาขาวิชา คือ คณิตศาสตร์ เคมี คอมพิวเตอร์ ฟิสิกส์ และชีววิทยา

โครงการโอลิมปิกวิชาการได้รับพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ เป็นต้นมา โดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จะเสด็จไปพระราชทานเกียรติบัตรและพระโอวาทแก่นักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกเข้าค่ายอบรมรมเข้ม และผู้ได้รับการคัดเลือกไปแข่งขันโอลิมปิกเป็นประจำทุกปี รายละเอียดก็ตาม link ไปดูนะครับ

       subre_28

งานที่รับเป็นองค์ประธานบ้าง เป็นนายกบ้าง ทรงอุปถัมถ์บ้างก็เยอะครับ มูลนิธิและสมาคมในพระองค์

องค์ประธานกิตติมศักดิ์

  • มูลนิธิสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
  • มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
  • มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในพระบรมราชูปถัมภ์
  • มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

องค์นายกกิตติมศักดิ์

  • สมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทย
  • สมาคมคลังปัญญาอาวุโสแห่งประเทศไทย
  • สมาคมฝรั่งเศสเชียงใหม่
  • สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์

องค์ประธาน

  • มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย
  • มูลนิธิหม่อมเจ้าหญิงบุญจิราธร (ชุมพล) จุฑาธุช
  • กองทุนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อพัฒนาการพยาบาล
  • มูลนิธิถันยรักษ์
  • ศิริราชมูลนิธิ

รองประธาน

  • ทุนการกุศลสมเด็จย่า

องค์อุปถัมภ์

  • มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม
  • มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ
  • มูลนิธิช่วยการสาธารณสุข
  • มูลนิธิส่งเสริมสวัสดิภาพสตรีและเยาวชน
  • มูลนิธิสตรีอุดมศึกษา
  • ราชินีมูลนิธิ
  • กองทุนสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี
  • ศูนย์เนื้อเยื่อชีวภาพกรุงเทพ ฯ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล
  • สมาคมปราบวัณโรคเชียงใหม่
  • ศูนย์เด็กอ่อนก่อนวัยเรียน ณ ศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • กองทุน “หม่อมเจ้าฟ้า”
  • โรงเรียนวรนารีเฉลิม จังหวัดสงขลา
  • สมาคมพยาบาลสาธารณสุขไทย
  • มูลนิธิโลกสีเขียว
  • มูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลราชานุกูล
  • สมาคมศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์
  • มูลนิธิสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา
  • สมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์
  • โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์
  • มูลนิธิโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน
  • มูลนิธิโรงเรียนนันทบุรีวิทยาจังหวัดน่าน
  • มูลนิธิกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
  • มูลนิธิชีวิตพัฒนา
  • สมาคมครูผู้สอนภาษาอังกฤษแห่งประเทศไทย
  • มูลนิธิกาญจนาภิเษกจังหวัดน่าน
  • มหาวิทยาลัยณิวัฒนา
  • มูลนิธิพัฒนาเยาวสตรีภาคเหนือ
  • มูลนิธิโรงพยาบาลเลิดสิน
  • สโมสรโรตารีกรุงเทพ – บางลำพู
  • พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีถ่ายภาพ
  • นาฏยศาลาหุ่นละครเล็ก (โจหลุยส์)

แค่ให้ดูแค่นี้ก็เยอะแล้วนะครับ ลองตาม link เข้าไปดูใน web จะได้รายละเอียดและข้อมูลดีๆอีกเยอะครับ ทรงพระราชกิจมากมายจริงๆ

ลักษณะเด่น ๗ ประการของ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ องค์ แก้วกัลยา

January 5, 2008

               prapeepang24

วันนี้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปโรงพยาบาลศิริราช จึงได้ไปกราบพระบรมอนุสาวรีย์ของสมเด็จพระชนกฯ และสมเด็จย่า รวมถึงพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ

      prapeepang06

มีนิทรรศการเล็กๆ เกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ได้มีการอธิบายลักษณะเด่นของพระองค์ ๗ ประการ ดังนี้

๑. ความสง่างาม นุ่มนวล อ่อนโยน (Grace)

๒. ความเรียบง่าย เป็นธรรมชาติ (Simplicity)

๓. ความมีพลังสร้างสรรค์ (Energy)

๔. ความรอบรู้ การศึกษา (Knowledge)

๕. ความเมตตา อุปถัมภ์ การให้ (Kindness)

๖. การให้เกียรติผู้อื่น (Courtesy)

๗. การอุทิศพระองค์เพื่อส่วนรวมและผู้อื่น (Dedication)

                prapeepang25

ซึ่งเป็นการรวบรวม ลักษณะเด่นของพระองค์ท่าน ไว้อย่างย่อๆ ๗ ประการ ที่แสดงถึงบุคลิกลักษณะของพระองค์ได้อย่างดียิ่ง ดังที่เราๆท่านๆ ได้เห็นพระจาริยวัตรอันงดงามของพระองค์เสมอมา และตลอดทุกวันๆที่ผ่านมาหลังพระองค์สิ้น รายการโทรทัศน์ต่างๆ นำผลงานของพระองค์มาเผยแพร่ซ้ำมากมาย และได้เชิญผู้คนที่เคยสนองงาน เคยได้รับการอุปถัมภ์มากมาย และอื่นๆมากมาย ข้าพเจ้าก็สามารถดูได้ฟังได้ทั้งวันมิมีเบื่อเลย

ยิ่งดูยิ่งเห็นการเป็นผู้ให้ขององค์ท่าน ความตั้งใจและสนพระหฤทัยในงานที่ทรงทำอย่างแท้จริง ในทุกๆเรื่องที่ทรงงาน และท่านทรงทำทุกอย่าง เรียบง่าย สุภาพ มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นอย่างยิ่ง

ท่านทรงเป็นดังพรหม ผู้เจริญด้วยพรหมวิหาร ๔ อย่างแท้จริง เป็นผู้มีจิตใจกว้างขวางยิ่งใหญ่ เป็นมนุษย์ ผู้ประเสริฐ ตลอกกาล..

ขออำนาจ พระศรีรัตนตรัย ช่วยส่งบุญใดๆที่ข้าพเจ้ามี นำส่งเสด็จพระองค์ท่านสู่สรรคาลัย

ร่วมน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ ถวายคำอาลัย

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม

ข้าพระพุทธเจ้า

CopyWriter

ปล. ขอบคุณรูปสวยจาก ห้องภาพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จาก website ที่ระลึกเจริญพระชมพรรษาครบ ๘๔ พรรษา http://www.hrh84yrs.org ซึ่งมีรายละเอียดและงานส่วนหนึ่งของพระองค์ ซึ่งแค่นี้ก็มากมายเหลือคนานับแล้วครับ เชิญแวะไปเยี่ยมชม

แนะนำเพลงอีกหนึ่งเพลง โดยให้ไป download  เพลงแก้วกัลยา ได้ครับ ไพเราะมากๆ

ซึ่งแต่งเมื่อ บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย จัดรายการเทิดพระเกียรติเนื่องในวันคล้ายวันประสูติของสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์  ด้วยการจัดรายการคุณพระช่วยตอนพิเศษ นำเสนอเรื่องราวพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะแก่คนพิการ ที่ทรงพระราชทานนามดอกแก้วกัลยา เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์แก่คนพิการทั่วประเทศ และนับเป็นเกียรติประวัติที่ ประภาส ชลศรานนท์  รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทเวิร์คพอยท์ฯ ได้มีโอกาสตอบแทนพระคุณแผ่นดิน โดยการแต่งเนื้อร้อง ทำนองเพลง “แก้วกัลยา” ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระพี่นางเธอฯ เนื่องในวโรกาสสำคัญนี้ ซึ่งเพลงแก้วกัลยานี้จะได้นำไปใช้เป็นเพลงสัญลักษณ์แห่งคนพิการต่อไปอีกด้วย รายละเอียดตามไปที่ link นี้ครับ

เนื้อเพลง เพลงแก้วกัลยา เนื้อร้อง/ทำนองโดย ประภาส  ชลศรานนท์

ร้องโดย เหล่าผู้พิการ ในรายการคุณพระช่วย

         แก้วกัลยาทรงคุณค่าเหนือจิตใจ
         คือดอกไม้แห่งความรักและการแบ่งปัน
         องค์พระพี่นางพระราชทานเป็นมิ่งขวัญ
         ให้ผองผู้พิการไทยทั้งปวง
         *** ดอกไม้ฟ้า  แห่งกรุณา ประทานลงมาแสนชื่นใจ
         ดั่งดอกไม้จากเทวาลัยจากแดนสรวง      
         ดอกไม้ฟ้า แก้วกัลยา แทนใจทั้งปวง
         แทนความรักความเป็นห่วงความชื่นชม
         ขาดแขนขาหรือดวงตามองไม่เห็น
         ใช่จะลำค็ญใช่จะทุกข์หรือตรอมตรม
         ยังมีหัวใจสู้ต่อไปอย่างสุขสม
         คือชีวิตที่ชื่นชมโลกงดงาม
         ซ้ำ ***

สิ้นแล้ว หนึ่งแสงรุ้งอันงดงาม

January 2, 2008

                                  prapeepang

    สิ้นแล้วพระหนึ่งแสงรุ้งอันงามงด    มิสิ้นสุดหนึ่งแสงนั้นในใจฉัน

    พระดำรงทรงอยู่นิจนิรันดร์..      ทุกทุกวันมิเปลี่ยนผันตลอดกาล

                    ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า

                                                   Copywriter 

ปี ๒๕๕๐ ที่ผ่านมาเป็นปีที่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เจริญพระชนมายุครบ ๘๔ พรรษา ปีใหม่นี้ ๒ มกราคม ๒๕๕๑ สิ้นแล้ว พระผู้ทรงเป็นดังรุ้งงาม ของเหล่าปวงชนชาวไทย 

จากข้อมูล web site ที่ระลึก ๘๔ พรรษา ของ สมเด็จพระพี่นางเธอฯ มีข้อมูลทุกอย่างของพระองค์ ที่ท่านต้องการ แน่นอนครับ ทั้งพระประวัติ ความสนพระหฤทัย พระราชกิจ พระอัจฉริยภาพ พระเกียรติคุณ หรือ รูปสวยๆของพระองค์ท่าน ดังที่เห็นครับ และสามารถไปลงนามถวายอาลัยได้ด้วยครับ

            prapeenang10

กลอนไว้อาลัย H.R.H Princess Galyani Vadhana Krom Luang Naradhiwas Rajanagarindra จากใน web ครับ

น้อมเกศาแทบเบื้องพระยุคลบาท  ขอพระพรทรงเสด็จยาตรราชวิถี

สู่สวรรคาลัยในภพตรี  น้อมเกล้าฯส่งเสด็จจอมนารีจักรีวงค์

——————————————

ข้อมูลจาก amarinpocketbook

“แสงหนึ่งคือรุ้งงาม” เป็นหนังสือประกอบนิทรรศการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในโอกาสเจริญพระชนมายุครบ ๘๔ พรรษา

เป็นหนังสือบันทึกประวัติศาสตร์อีกรูปแบบหนึ่งที่ดำเนินเรื่องด้วยพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์  ที่หายาก มีความงดงามและบอกเล่าความหมายอย่างครบครันจัดทำขึ้นในรูปแบบหนังสือ ๒ เล่มคู่ คือ “แสงหนึ่ง” และ “คือรุ้งงาม” ขนาด ๒๐ x ๒๔ ซม. พิมพ์ ๔ สีทั้งเล่ม บรรจุภายในกล่องเดียวกัน พร้อม CD เพลงประกอบนิทรรศการฯ

โดยหนังสือ ฝั่งซ้ายคือ “แสงหนึ่ง” บอกเล่าถึงพระประวัติของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงฯ ในหลายมิติ ตั้งแต่ประสูติจนถึงปัจจุบัน ส่วนฝั่งขวามีชื่อว่า “คือรุ้งงาม” บอกเล่าเรื่องราวที่เป็นพระคุณลักษณะเด่น ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นพระองค์ท่าน ๗ ประการ

ความเป็นมา   เนื่องในวาระอันเป็นมงคลครบ ๗ รอบนักษัตรของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงฯ ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม พระธิดา มีดำริจัดทำนิทรรศการเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงฯ ให้สาธารณชนโดยเฉพาะอนุชนรุ่นหลังเข้าใจ และได้แง่คิดที่เป็นประโยชน์

ความหมายของ “แสงหนึ่งคือรุ้งงาม”

“แสง”ส่องสว่างฉายอาบสะท้อนให้ผู้คนเห็นความงดงามของสรรพสิ่ง แสงมีคุณค่าที่ไม่เคยปรากฏตัว ผู้คนไม่คิดจะค้นหา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเป็นดังแสงหนึ่งที่ส่องให้เห็นความงดงามบนแผ่นดินไทย เป็นดั่งแสงแห่งการให้ แสงแห่งความรัก และแสงแห่งความกรุณา

เมื่อแสงนั้นฉายผ่านท้องฟ้าจึงปรากฏเป็นรุ้งงาม ๗ สี กอปรด้วย แดง แสด เหลือง เขียว น้ำเงิน คราม ม่วง ดุจดังพระเกียรติคุณทั้งเจ็ด..

แสงหนึ่งนี้ยังมีความหมายที่ส่องยังบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเจริญพระชนมายุ ๘๐ พรรษาในปีเดียวกันนี้ด้วย

——————————————

หนังสือที่พระองค์ท่านทรงพระนิพนธ์ ที่ข้าพเจ้าแนะนำให้ควรอ่านอย่างยิ่ง ๑ เล่ม คือ หนังสือชื่อ แม่เล่าให้ฟัง

และเล่มอื่นๆ ตาม link ได้ครับ

เพลง แสงหนึ่ง ที่แต่งขึ้นในโอกาสเดียวกันครับ

เพลง “แสงหนึ่ง” เป็นเพลงที่ บอยด์ โกสิยพงษ์ แต่งขึ้น และ นภ พรชำนิ เป็นผู้ขับร้อง

:: เนื้อเพลง ::  ชื่อเพลง : แสงหนึ่ง

รู้ไหมว่าเราซาบซึ้งใจแค่ไหน
และรู้ไหมว่าเรานั้น ปลาบปลื้มเท่าไหร่
ที่ได้มีเธอ เป็นพลังอันสำคัญ
เพราะว่าเรานั้นรู้เธอทำเพื่อใคร
เหน็ดเหนื่อยแค่ไหน เธอไม่ไหวหวั่น
เพื่อที่จะให้เรานั้นได้เดินต่อไป

แม้ว่าจะไม่มีใครมองเห็นเธอ
แต่ว่าสำหรับเรานั้น…
เธอเหมือนดังกับแสง ที่มองไม่เห็น
แต่เมื่อส่องมาสะท้อน สิ่งที่ซ่อนเร้น
ก็เด่นชัดขึ้นทันที
เปรียบเธอกับแสง แม้ไม่มีสี
แต่เธอก็สะท้อน ความจริงให้โลกนี้
ได้พบเห็นสิ่งดี ๆ ว่างดงามเพียงใด
ถึงแม้ว่าพรุ่งนี้ จะเป็นเช่นไร
วันและคืนจะหมุนเปลี่ยนสักเท่าไหร่
เรานั้นก็แน่ใจ ว่าจะมีเธอยืนอยู่ข้างหลัง
แม้ว่าจะไม่มีใครมองเห็นเธอ
แต่สำหรับเรานั้น…
เธอเหมือนดังกับแสง ที่มองไม่เห็น
แต่เมื่อส่องมาสะท้อน สิ่งที่ซ่อนเร้น
ก็เด่นชัดขึ้นทันที
เปรียบเธอกับแสง แม้ไม่มีสี
แต่เธอก็สะท้อน ความจริงให้โลกนี้
ได้พบเห็นสิ่งดี ๆ ว่างดงามเพียงใด
จึงอยากขอมอบเพลง เพลงนี้ให้
ให้เธอรับรู้ว่าสำหรับเรา เธอสำคัญเพียงไหน
เธอเป็นดั่งแสง ที่มองไม่เห็น
แต่เมื่อส่องมาสะท้อน สิ่งที่ซ่อนเร้น
ก็เด่นชัดขึ้นทันที
เปรียบเธอกับแสง แม้ไม่มีสี
แต่เธอก็สะท้อน ความจริงให้โลกนี้
ได้พบเห็นสิ่งดี ๆ ว่างดงามเพียงใด
แต่เธอก็สะท้อน ความจริงให้โลกนี้
ได้พบเห็นสิ่งดี ๆ ว่างดงามเพียงใด

ขอบคุณ เนื้อเพลงจาก web loveis  ฟังเพลง  

ถ้าท่านมีโปรแกรมช่วยดาวน์โหลด เช่น Internet Download Manager จะสามารถดาวน์โหลดเป็น MP3 ได้ครับ อีกlink รูปแบบไฟล์ MP3  ภาพประกอบเพลง แสงหนึ่ง 

สัมภาษณ์ บอยด์ โกสิยพงษ์ แต่งเพลง แสงหนึ่ง  ตอนที่ ๑

สัมภาษณ์ บอยด์ โกสิยพงษ์ แต่งเพลง แสงหนึ่ง  ตอนที่ ๒

สัมภาษณ์ บอยด์ โกสิยพงษ์ แต่งเพลง แสงหนึ่ง  ตอนที่ ๓

ประชาธิปัตย์ หรือ พลังประชาชน ใครก็ไม่สำคัญ

December 23, 2007

                       200px-KingRama7

หลังจาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกฯ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ หลังจากรัฐธรรมนูญฉบับแรกตอนนี้ผ่านมา ๗๕ ปี เรามีรัฐธรรมนูญมาแล้ว ฉบับปี ๕๐ นี้ก็ฉบับที่ ๑๗ แล้วนะครับ การเลือกตั้งก็มีมา ๒๔ ครั้งแล้ว ไปดู ประวัติการเลือกตั้ง และ ประวัติรัฐธรรมนูญ กันได้ตาม link ไปนะครับ ถ้าอย่างได้ครบๆ คงต้องไปซื้อประวัติรัฐธรรมนูญไทย แต่งโดย อ.คณิน บุญสุวรรณ มาอ่าน แต่มีข้อมูลถึงฉบับที่ ๑๖ เท่านั้นนะครับ 

เดิมทีทรงมีพระราชปรารภจะพระราชทานรัฐธรรมนูญในโอกาสกรุงเทพฯ มีอายุครบ ๑๕๐ปี ในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ แต่ก็มีเหตุที่ยังไม่อาจทำได้ในระยะนั้น ซึ่งเป็นช่วงที่มีคณะบุคคลคณะหนึ่งถือ โอกาสยึดอำนาจการปกครอง ขอเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ การกระทำดังกล่าวเป็น พระราชประสงค์ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งพระราชหฤทัยไว้แต่แรกแล้ว จึงทรงพระราชทานอำนาจและยินยอมให้ปกครองแบบประชาธิปไตย นับเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองชาติเดียวในโลกที่เลือดไม่นองแผ่นดิน ทรงยินยอมสละพระราชอำนาจ เป็นพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้กฎหมาย

ในหลวง ร.๗ พระองค์ทรงเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของอาณาประชาราษฎร์ ไม่อยากให้เสียเลือดเนื้อ รวมทั้งความเสียหายแก่บ้านเมือง และเนื่องจากพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว จึงไม่ทรงขัดความปรารถนาของคณะราษฎรที่ได้กราบบังคมทูลเชิญเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ และในวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๕ ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ณ พระที่นังอนันตสมาคม

           a1

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม สำหรับพระราชทานให้ใช้เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตย ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๕

ซึ่งมีพระราชดำรัสในวันพระราชทานรัฐธรรมนูญดังนี้

“ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร”

หลังจากวันนั้นส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นประชาธิปไตย โดยผู้ที่เปลี่ยนแปลงการปกครองในครั้งนั้นคือ คณะราษฎร นั้นเอง

วันนี้ วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ วันเลือกตั้งครั้งที่ ๒๕ ของประเทศไทย กับรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๗ ในวันนี้พรรคเด่นสองพรรค คือ ประชาธิปัตย์ และ พลังประชาชน ใครจะชนะก็ไม่สำคัญ เพราะวันนี้เราจะไม่พูดเรื่องผลการเลือกตั้ง ในวันนี้ที่ ณ เวลาที่เขียนประมาณ ๒๐.๓๐ ขณะนี้ นับไปประมาณ ๕๐% กว่าแล้ว คะแนนพลังประชาชนได้ทั้งแบ่งเขตและภาค ได้ ๑๙๗ เสียง ประชาธิปัตย์ได้ ๑๒๗ เสียง พลังประชาชน ชนะอยู่นิดหน่อย ได้สิทธิในการจัดสูตรรัฐบาลก่อน จะออกมายังไงก็ยังไม่รู้

“เสียงอันแท้จริงของประชาราฎร” จะออกมายังไง ก็ถือว่าเป็นอย่างนั้น ช่วยไม่ได้จริง ถือว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศคิดเห็นอย่างนั้น เป็นแบบนั้น เหอ! ใครไม่ออกมาเลือกตั้ง ข้าพเจ้าถือว่าท่านไม่รักชาติ การเมืองเป็นเรื่องของประเทศชาติ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว และการเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่ท่านคิด มาก ฉะนั้นจงติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิด โปรดอย่างกระพริบตา นักเมือง นักเลือกตั้ง คนดีมีอยู่ คนไม่ดีมีอยู่ โปรดให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง เช่นดัง พระราชดำรัชในหลวง รัชกาลที่ ๙ ตรัสบอกไว้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระบรมราโชวาทในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ ๖ ณ จังหวัดชลบุรี เมื่อปี ๒๕๑๑ ความว่า “…ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้…”

ผลจะออกมายังไงก็ช่างมันเถอะ มาดูส่วนที่สำคัญที่เราจะพูดถึงดีกว่า ว่าใครจะจะจัดตั้งรัฐบาลได้ จะมีขั้วทางการเมืองหรือไม่ หรือจะผสมกันได้ทั้งหมด พรรคที่ได้อับดับหนึ่งจะจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ จะผสมกันกี่พรรค ก็ยังตอบไม่ได้ แล้วถ้าพลังประชาชน ชนะจริง สมัคร จะได้นายกหรือไม่ ก็ยังไม่แน่ สรุปคือใครจะมาเป็น นายก อันนี้สำคัญกว่ามาก แล้วจะคุมเสียงในสภาได้หรือไม่ต่างหาก คือจุดสำคัญ ว่าจะโหวตให้ใคร ข้าพเจ้าว่าให้รู้ผลการเลือกตั้ง ๑๐๐% ก่อน แล้วผ่านไปอีก ๑-๒ วัน เรื่องนี้ก็ยังไม่ชัดเจน ต้องรอ กกต. แจงใบแดงอีก ซึ่งในส่วนนี้ต้องรู้ผลแน่ภายใน ๓๐ วัน เพื่อเปิดรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ

แล้วจุดที่สำคัญกว่านั้น คือ นโยบายที่จะทำ โดยดูจากวันแถลงนโยบาย ก็รู้กัน หลังจากโหวตเลือกนายกกันเรียบร้อยแล้วก็คงบวกไปอีกไม่เกิน ๓๐ วัน ตามรัฐธรรมนูญกำหนด รวมแล้วต้องรอติดตามอีกประมาณ ๒ เดือน เศรษฐกิจไทยจะไปทางทิศทางไหน ก็ยังไม่รู้ ที่สำคัญในฐานะนักลงทุน ผู้ลงทุนในตลาดหุ้นไทยคนหนึ่ง ทิศทางตลาดหู้นจะตอบรับไปทางไหนก็ยังไม่รู้ แต่ดูตอนนี้ดูเหมือนจะขึ้นไปก่อนสักสัปดาห์ แล้วคงลงต่อสักพัก

และที่ได้คาดหวังที่สุด คือสิ่งที่รัฐบาลและรัฐสภาจะทำออกมา หลังจากแถลงนโยบายเสร็จ ว่าจะออกมาอย่างไร คือ สิ่งที่ข้าพเจ้าคาดหวังที่สุด จะมีการเข้าข้างกันหรือเปล่า จะมีการล้างแค้นกันหรือไม่ การฟ้องร้องที่ทำๆกันอยู่ผลจะเป็นอย่างไร รัฐธรรมนูญจะถูกฉีกเขียนใหม่ หรือแก้ใหม่อย่างไร GDP ของประเทศจะเป็นยังไง GHP ของประชาชนจะเท่าไหร่ ได้แก้ไขสิ่งเก่าๆสิ่งไม่ดีออกไป เอาสิ่งใหม่ๆสิ่งดีๆเข้ามาได้หรือไม่ หรือจะอยู่ไปวันๆแบบเดิมๆ แบบเบื่อๆ

เศรษฐกิจประเทศไทยจะแข่งขันในเวทีโลกได้หรือไม่ ไม่ต้องแข่งกันไกลหรอก เอาแค่ในอาเซียนนี้ก็จะแข่งได้หรือเปล่า สิงค์โปร์ มาเลเซีย ก็แซงเราไปแล้ว อินโดนีเซีย เวียดนาม ก็กำลังมาแรง เป็นเรื่องที่น่ากังวล เศรษฐกิจในประเทศก็ยังไม่นิ่ง การเมืองก็ยังไม่แน่น เศรษฐกิจนอกประเทศ อย่างปัญหา Subprime ในสหรัฐก็ยังลูกผีลูกคนอยู่เลย ฮาฮา ประเทศไทย เอ๋ย เจ้าจะอยู่อย่างไร เอาพวกใกล้ๆ ไหนจะจีน ไหนจะอินเดีย ไหนจะญี่ปุ่นอีก เหอๆ!!

เอามาดูเรื่องอาเซียนหน่อย สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asian Nations) หรือ อาเซียน (ASEAN) เป็นองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มีทั้งหมด 10 ประเทศ มีสำนักงานเลขาธิการอาเซียนตั้งอยู่ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย มีเลขาธิการอาเซียนเป็นผู้บริหารสำนักงาน คนใหม่คือคนไทย ที่ชื่อว่า ดร.สุริทนร์ พิศสุวรรณ

ไหนๆแล้ว พูดถึง ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อีกคนละกัน ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง เลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ อังก์ถัด (UNCTAD) ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2548 ก่อนหน้านั้นก็เคยรับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO)

มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐

December 5, 2007

  

                      King rama 9 

เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในช่วงเทศกาลเดือนธันวาคมนี้ โดยเฉพาะวันที่ ๕ ธันวาคม ของทุกๆปี ซึ่งเป็นวันพิเศษมากที่สุดในรอบปีของปวงชนชาวไทยทั้งปวง ที่จะได้ชื่มชมพระจริยวัตรอันงดงามของในหลวงท่านในงานพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดชมหาราช โดยมีตลอดตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนธันวาคม สำหรับปีนี้ยิ่งพิเศษ มีตลอดทั้งปี ทั้งนี้ เนื่องในงานครบพระชนมครบ ๘๐ พรรษา ขอบันทึกพระราชประวัติโดยย่อไว้ เพื่อเผยแผ่ให้ทั่วถึงกันทุกคน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เสด็จพระราชสมภพ ณ โรงพยาบาลเมานท์ ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสสาชูเซสท์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันจันทร์ ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือนอ้าย ปีเถาะ จุลศักราช ๑๒๘๙ ตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๗๐ มีพระนามเดิมว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช เป็นพระราชโอรสพระองค์เล็กใน สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ ซึ่งทรงเป็นพระราชโอรส ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า  และสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ซึ่งภายหลังทั้งสองพระองค์ได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธย เป็น สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระเชษฐาคินีและพระเชษฐา คือ 

      •  สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
         ประสูติเมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๖๖ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

      • พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘
         เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๖๘ ณ เมืองไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมันนี

และเมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๑ ได้โดยเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนก ซึ่งทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตเกียรตินิยม จาก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา เสด็จกลับประเทศไทย ประทับ ณ วังสระปทุม 
     
ต่อมาในวันที่ ๒๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๗๒ สมเด็จพระบรมราชชนกทิวงคต ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ทรงเจริญพระชนมายุได้ไม่ถึงสองพรรษา และเมื่อมีพระชนมายุได้ ๕ พรรษา ได้เสด็จเข้ารับการศึกษาชั้นต้น ณ โรงเรียนมาแตร์ เดอี กรุงเทพฯ จนถึงพุทธศักราช ๒๔๗๖ จึงเสด็จไปประทับ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี พระเชษฐภคินีและพระเชษฐา

ทรงศึกษาต่อในชั้นประถมศึกษา ในโรงเรียนเมียร์มองต์ ทรงศึกษาวิชาภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมันและภาษาอังกฤษ จากนั้นทรงเข้าศึกษาชั้นมัธยมศึกษา ณ เอกอล นูแวล เดอ ลา ชืออิส โรมองต์ เมืองแชลลี ชือ โลซานน์ ทรงได้รับประกาศนียบัตรทางอักษรศาสตร์จาก ยิมนาส กลาชีค กังโดนาล แห่งเมืองโลซานน์ แล้วทรงเข้าศึกษาใน มหาวิทยาลัยโลซานน์ โดยทรงเลือกศึกษาในแขนงวิชาวิศวกรรมศาสตร์
     
ในพุทธศักราช ๒๔๗๗ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดล เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๘ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช

จึงทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๘ และได้โดยเสด็จพระราชดำเนิน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล นิวัติประเทศไทยเป็นครั้งแรก ในพุทธศักราช ๒๔๘๑ โดยประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เป็นการชั่วคราว แล้วเสด็จกลับไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์

จนถึงพุทธศักราช ๒๔๘๘ จึงโดยเสด็จพระราชดำเนิน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล นิวัติประเทศไทยเป็นครั้งที่สอง ครั้งนี้ประทับ ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง

ในวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จสวรรคตโดยกระทันหัน ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช จึงเสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบราชสันตติวงศ์ในวันเดียวกันนั้น

แต่เนื่องจากยังทรงมีพระราชภารกิจด้านการศึกษา จึงต้องทรงอำลาประชาชนชาวไทย เสด็จพระราชดำเนินกลับไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกครั้งหนึ่ง ในเดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๙ เพื่อทรงศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยแห่งเดิม ในครั้งนี้ ทรงเลือกศึกษาวิชากฎหมายและวิชารัฐศาสตร์ แทนวิชาวิศวกรรมศาสตร์ที่ทรงศึกษาอยู่เดิม

ระหว่างที่ประทับศึกษาอยู่ในต่างประเทศนั้น ทรงพบกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาในพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ (พระนามเดิม หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอิสริยยศ ขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้านักขัตรมงคลเมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๓ และในพุทธศักราช ๒๔๙๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม มีพระนามว่าพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ ) และหม่อมหลวงบัว ( สนิทวงศ์ ) กิติยากร ต่อมาทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๒ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ในพุทธศักราช ๒๔๙๓ เสด็จพระราชดำเนินนิวัติพระนคร ประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ในเดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ 
  
ต่อมาในวันที่ ๒๘ เมษายน ปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ณ พระตำหนักสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ในวังสระปทุม ซึ่งในการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสนี้ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์

ในวันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามแบบอย่างโบราณราชประเพณีขึ้น ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง เฉลิมพระบรมนามาภิไธย ตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร พร้อมทั้งพระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า

 “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

และในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศ สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี

หลังจากเสร็จการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงรักษาสุขภาพ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตามที่คณะแพทย์ได้ถวายคำแนะนำ 

ในพุทธศักราช ๒๔๙๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชศรัทธาที่จะทรงผนวช จึงได้เสด็จออกทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๙ เสร็จการพระราชพิธีทรงผนวชแล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศวิหาร โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ตลอดเวลา ๑๕ วันที่ทรงผนวชอยู่

และจากการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้อย่างเรียบร้อย เป็นที่พอพระราชหฤทัย จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ 
     
ในปีเดียวกันนั้นเอง และในพุทธศักราช ๒๕๐๐ ทรงย้ายที่ประทับจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปประทับที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต จนถึงปัจจุบัน 

                          Rama9_emblem_hbd80

สำหรับตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ ออกแบบโดยนายสุเมธ พุฒพวง นักวิชาการช่างศิลป์ ๗ กลุ่มงานศิลปประยุกต์กลุ่มจิตรกรรมศิลปประยุกต์และลายรดน้ำ กรมศิลปากร

มีราชละเอียดคือมี พระราชลัญจกรรัชกาลที่ ๙ แทนองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ โดยมีพระมหาพิชัยมงกุฏพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร ๙ ชั้นไว้ด้านบนสุด และพระเศวตฉัตร ๗ ชั้น หมายถึงเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศของพระมหากษัตริย์

มีเลขไทย ๘๐ อยู่ด้านล่างและเพชร ๘๐ เม็ดที่อยู่รอบๆ ตราสัญลักษณ์ หมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา

มีแพรแถบสีชมพู บอกชื่อตราสัญลักษณ์ พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ ทั้งนี้สีชมพูเป็นสีประจำอายุตามหลักโหราศาสตร์ไทย หมายถึงการมีสุขภาพและพลานามัยที่สมบูรณ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงรับสั่งให้เขียนดอกพิกุลเพิ่มเติมที่แท่นแปดเหลี่ยมรองรับพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ที่มีความถึงความอุดมสมบูรณ์ โดยมีดอกพิกุล ๙ ดอก ประกอบด้วยพิกุลเงิน ๔ ดอก และพิกุลทอง ๕ ดอก หมายถึง รัชกาลที่ ๙ โดยในวันพระบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้โปรยเงินและทอง ให้แก่ พราหมณ์และพระบรมวงศานุวงศ์ด้วย

ทุกๆท่านสามารถเข้าไปดูภาพเก่าเกี่ยวกับพระองค์ท่านกับประสกนิกรชาวไทยเรา ที่เราๆท่านๆคุ้นตากันดี ที่อ่านไปข้าพเจ้าก็ตื้นตันใจไป ซึ่งมีภาพพร้อมประวัติดูได้ที่ ลำดับภาพ ตามหาข้าแผ่นดิน, ภาพประทับใจในหลวงของฉัน, ในหลวงของฉัน มีคนใจดีรวบรวมไว้ให้ แม้ภาพจะเล็กและรายละเอียดจะน้อยไปหน่อยแต่ก็ได้ใจความครบทุกประเด็น

ขอให้พระองค์ทรงมีพระสุขภาพอนามัยแข็งแรง อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร สถิตเป็นมิ่งขวัญของเราปวงชนชาวไทย ตลอดกาลนาน


ควรมิควรแล้วแต่จะกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะข้าพระพุทธเจ้า
CopyWriter

พระราชอัจฉริยภาพ ประติมากรรม ร.๙

December 3, 2007

                     praputnavaratchapopit.jpg

             s053

เนื่องในเทศกาลฉลองครบรอบพระราชสมภพครบ ๘๐ พระชันษา ของในหลวง ร.๙ ในช่วงนี้ ของอันเชิญผลงานของพระองค์ท่านมาให้ดูกัน วันนี้ขอเชิญผลงานทางประติมากรรม ที่ใครๆ ต้องรู้จักมาให้ชมกัน

เป็นที่รู้กันว่าในหลวงทรงปรีชาญาณ มีความสามารถมากมาย งานศิลปกรรมด้านวิจิตรศิลป์ เกี่ยวกับงานประติมากรรม ก็ไม่เป็นที่สองรองใครแน่นอน ดูจากผลงาน พระพุทธนวราชบพิตร ที่ทรงปั้นขึ้น กับพระผงที่ทรงแกะแม่พิมพ์และกดมวลสารด้วยองค์เอง ที่ปัจจุปันเรียกกันว่า พระสมเด็จจิตรลดา หรือ พระกำลังแผ่นดิน แค่เพียงเห็น ๒ รูปนี้ก็เพียงพอต่อการบรรยายทั้งมวลแล้ว

ไปดูรายละเอียดผลงานและงานอื่นที่พระองค์ทรงปั้น ซึ่งไม่ค่อยมีใครรู้จักอีกอย่างน้อย ๒ ชิ้น ตามไปดูได้ที่เครือข่ายกาญจนาภิเษกที่เดิม หรือจะไปดูที่ web http://www.supremeartist.org/ ก็ได้ครับ

และขอคัดลอกบางส่วนจาก “บันทึกความทรงจำของ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร” : สนพ.มติชน ที่คุ้นๆกันมาให้อ่านอีกครั้ง เรื่องพระสมเด็จจิตรลดา มาเตือน “สติ” กันอีกครับเชิญอ่านดังด้านล่างนี้..ข้าพเจ้าเอง

ในคืนวันหนึ่งของปี พ.ศ.๒๕๑๐(ยศในขณะนั้นพันตำรวจโท) หลังจากได้รับพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำแล้วในวังไกลกังวล ผมจำได้ว่า คืนนั้นผู้ที่โชคดีได้เข้าเฝ้าฯรับพระราชทานพระจิตรลดา เป็นนายตำรวจ 8 นาย และนายทหารเรือ 1 นาย

พระเจ้าอยู่หัว เสด็จลงมาพร้อมด้วยกล่องใส่พระเครื่องในพระหัตถ์ ทรงอยู่ในฉลองพระองค์ชุดลำลอง ขณะที่ทรงวางพระลงบน ฝ่ามือที่ผมแบรับอยู่นั้น ผมมีความรู้สึกว่าองค์พระร้อนเหมือนเพิ่งออกจากเตาภายหลัง เมื่อมีโอกาสกราบบังคมทูลถาม จึงได้ทราบว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงสร้างพระเครื่ององค์นั้น ด้วยการนำเอาวัตถุมงคลหลายชนิดผสมกัน เช่น ดินจากปูชนียสถานต่างๆทั่วประเทศ ดอกไม้ที่ประชาชนทูลเกล้าถวายในโอกาสต่างๆ และเส้นพระเจ้า(เส้นผม)ของพระองค์เอง เมื่อผสมกันโดยใช้กาวลาเท็กซ์เป็นตัวยึดแล้ว จึงทรงกดลงในพิมพ์ (อ.ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ซึ่งต่อมาเป็นศิลปินแห่งชาติเป็นผู้แกะถวาย)โดยไม่ได้เอาเข้าเตาเผา

หลังจากที่ได้รับพระราชทานแล้วทรงพระกรุณาพระราชทานพระบรมราโชวาทมีความว่า

“ พระที่ให้ไปน่ะก่อนจะเอาไปบูชา ให้ปิดทองเสียก่อน แต่ให้ปิดเฉพาะข้างหลังพระเท่านั้น ”

พระราชทานพระบรมราชาธิบายด้วยว่าที่ให้ปิดทองหลังพระก็เพื่อเตือนตัวเองว่าการทำความดีไม่จำเป็นต้องอวดใครหรือประกาศให้ใครรู้ ให้ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่และถือว่าความสำเร็จในการทำหน้าที่เป็นบำเหน็จรางวัลที่สมบูรณ์แล้ว…..

ผมเอาพระเครื่องพระราชทานไปปิดทองที่หลังพระแล้ว ก็ซื้อกรอบใส่ หลังจากนั้นมา สมเด็จจิตรลดาหรือพระกำลังแผ่นดินองค์นั้นก็เป็นพระเครื่องเพียงองค์เดียวที่ห้อยคอผม….

หลังจากที่ไปเร่ร่อนปฏิบัติหน้าที่อยู่ไกลห่างพระยุคลบาท ผมได้มีโอกาสกลับไปเฝ้าฯที่วังไกลกังวลอีก

ความรู้สึกเมื่อได้เฝ้าฯนอกจากจะเป็นความปีติยินดีที่ได้พระยุคลบาทอีกครั้งหนึ่งแล้วก็มีความน้อยใจที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ ลำบากและเผชิญอันตรายนานาชนิด บางครั้งจนแทบเป็นอันตรายถึงชีวิตแต่ปรากฎว่ากรมตำรวจมิได้ตอบแทนด้วยบำเหน็จใดๆ ทั้งสิ้น

ก่อนเสด็จขึ้นคืนนั้น ผมจึงก้มลงกราบบนโต๊ะเสวยแล้วกราบบังคมทูลว่าใคร่ขอพระราชทานอะไรสักอย่างหนึ่ง….

พระเจ้าอยู่หัวตรัสถามว่า “จะเอาอะไร?” และผมก็กราบบังคมทูลอย่างกล้าหาญชาญชัยว่า จะขอพระบรมราชานุญาตปิดทองบนหน้าพระ ที่ได้รับพระราชทานไปพระเจ้าอยู่หัวตรัสถามเหตุผลที่ผมขอปิดทองหน้าพระ ผมกราบบังคมทูลอย่างตรงไปตรงมาว่า

พระสมเด็จจิตรลดาหรือพระกำลังแผ่นดินนั้น นับตั้งแต่ได้รับพระราชทานไปห้อยคอแล้ว ต้องทำงานหนักและเหนื่อยเป็นที่สุดเกือบได้รับอันตรายร้ายแรงก็หลายครั้งมิหนำซ้ำกรมตำรวจยังไม่ให้เงินเดือนขึ้นแม้แต่บาทเดียวอีกด้วย

พระเจ้าอยู่หัวทรงแย้มพระสรวล (ยิ้ม) ก่อนที่จะมีพระราชดำรัสตอบด้วยพระสุรเสียงที่ส่อพระเมตตาและพระกรุณาว่า

ปิดทองไปข้างหลังพระเรื่อยๆ แล้วทองจะล้นออกมาที่หน้าพระเอง…….

สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า สยามานุสสติ

December 2, 2007

king_rama6

Siamanusati

สยามานุสสติ เป็นคำโคลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๑

๏ รักราช จงจิตน้อม       ภักดี ท่านนา
รักชาติ กอบกรณีย์       แน่วไว้
รักศาสน์ กอบบุญตรี       สุจริต ถ้วนเทอญ
รักศักดิ์ จงจิตให้       โลกซร้อง สรรเสริญฯ 
๏ ยามเดินยืนนั่งน้อม       กะมล
รำลึกถึงเทศตน       อยู่ยั้ง
เป็นรัฎฐะมณฑล       ไทยอยู่ สราญฮา
คนถนอมแน่นตั้ง       อยู่เพี้ยง อวสานฯ 
๏ ใครรานใครรุกด้าว       แดนไทย
ไทยรบจนสุดใจ       ขาดดิ้น
เสียเนื้อเลือดหลั่งไหล       ยอมสละ สิ้นแล
เสียชีพไป่เสียสิ้น       ชื่อก้อง เกียรติงามฯ 
๏ หากสยามยังอยู่ยั้ง       ยืนยง
เราก็เหมือนอยู่คง       ชีพด้วย
หากสยามพินาศลง       ไทยอยู่ ได้ฤๅ
เราก็เหมือนมอดม้วย       หมดสิ้น สกุลไทยฯ  

ต่อมาได้พระราชทานแก่ทหารอาสาสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๑ ด้วยและต่อมาครูนารถ ถาวรบุตร นำโคลงนี้มาแต่งเป็นเพลงมาร์ช หรือเพลงปลุกใจ ที่เราๆท่านๆคุ้นเคยกันดี โดยเอามาเฉพาะบทที่ ๓ และ ๔ มาสลับตำแหน่งใหม่

ข้าพเจ้ายกเรื่องนี้มาเพราะสองประเด็น คือ เนื่องจากไปเที่ยวงานรำลึก ๑๐๐ ปี พระราชวังสนามจันทร์ที่พระองค์ท่านได้สร้างไว้เผื่อเป็น เมืองหลวงใหม่ถ้ามีสงคราม และใช้ฝึกรบเสือป่า ทหารหรือลูกเสือชาวบ้าน ที่จะทรงใช้งานในภาระกิจบางอย่างที่ทหารทำไม่ได้ และประเด็นที่สองคือต้องการให้มี “สติ” สำหรับเหล่านักเลือกตั้งเมืองไทยและผู้ที่จะต้องไปเลือกตั้งกัน 

อันที่จริงพระคุณ พระกรณียกิจในหลวงรัชกาลที่ ๖ มีมากมาย เหลือคณานับเหมือนๆพระกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ไทยทุกๆพระองค์ โดยเฉพาะพระมหากษัตริย์ไทยใน ราชวงค์จักรี นี้ สุดบรรยายได้ 

ในหลวงรัชกาลที่ ๖ ทรงริเริ่มหลายๆ อย่างในเมืองไทย ที่หลายๆ ท่านที่รู้และอาจยังไม่รู้ เช่น พระทรงเป็นกษัตริย์นักรบและนักปราชญ์ ทรงก่อกำเนิดแสนยานุภาพกองทัพไทย บก เรือ อากาศ ทรงนำทัพไทย สู่สงครามโลกครั้งที่ ๑ จนประสบชัยชนะ ร่วมกับกองทัพฝ่ายพันธมิตร ทรงให้กำเนิดธงไตรรงค์ ที่เรายืนเคารพกันเสมอๆในทุกวันนี้ แทนธงช้างก่อนเข้าร่วมสงคราม ที่บ้างครั้งชักผิดเอาหัวช้างกลับลงบ้าง

                 Flag_Thailand 

ดังนั้นทรงเห็นสมควรที่จะเปลี่ยนธงชาติไทยให้เป็นธงสามสี คือ สีขาว สีแดง และน้ำเงิน ตามลักษณะธงชาติของประเทศที่เป็นสัมพันธมิตรกับกรุงสยาม และเพื่อเป็นเครื่องหมายให้เห็นว่าได้ร่วมสุขทุกข์และเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับสัมพันธมิตรหมู่ใหญ่ อนึ่ง ธงสามสีดังกล่าวได้พระราชทานให้เรียกว่า “ ธงไตรรงค์” ทั้งนี้พระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์ถึงความหมายของสีทั้งสามว่า

           ขอร่ำรำพรรณบรรยาย  ความคิดเครื่องหมาย
แห่งสีทั้งสามงามถนัด   
           ขาวคือบริสุทธิ์ศรีสวัสดิ์  หมายพระไตรรัตน์ 
และธรรมะคุ้มจิตไทย   
            แดงคือโลหิตเราไซร้  ซึ่งยอมสละได้ 
เพื่อรักษะชาติศาสนา  
           น้ำเงินคือสีโสภา อันจอมประชา 
ธ โปรดเปนของส่วนองค์   
           จัดริ้วเข้าเปนไตรรงค์ จึ่งเปนสีธง 
ที่รักแห่งเราชาวไทย   
           ทหารอวตารนำไป ยงยุทธ์วิชัย 
วิชิตก็ชูเกียรติสยามฯ   
(จากหนังสือดุสิตสมิตฉบับพิเศษ พ.ศ.๒๔๖๑ สะกดตามต้นฉบับ) 

จากความหมายจะเห็นถึงพระปรีชาญาณอันลึกซึ้งของรัชกาลที่ ๖ ในการนำสถาบันที่สำคัญของชาติ คือ ชาติ ศาสนา (ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าจากคำว่า พระไตรรัตน์ ทรงหมายถึง ศาสนาพุทธ คือต้องการให้ประเทศของพระองค์ ทรงมีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ แต่ให้ทรงมีธรรมะคุ้มจิตไทย ซึ่งศาสนาใดๆก็มีธรรมทั้งนั้น ดังนั้นศาสนาใดๆก็ทรงอยู่ร่วมในขอบเขตอาณาบริเวณดินแดนสยามนี้ได้อย่างเป็นสุขเท่าเทียมกัน)  และพระมหากษัตริย์ มาเป็นสัญลักษณ์บนผืนธงได้อย่างงดงามเป็นศรีสง่าและเป็นความภูมิใจของชาวสยามได้ตลอดไป สิ่งนี้เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้อีกประการหนึ่ง

ทรงให้กำเนิดเสือป่าและลูกเสือไทย ทรงให้กำเนิด พรบ.โรงเรียนราษฎร์ พรบ.การประถมศึกษา ทรงสถาปนาจุฬาฯ โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.๕ พระผู้พระราชทานกำเนิดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นโอรสมาสืบต่อสร้างให้เป็นมหาวิทยาลัย เป็นพระผู้ทรงสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดังเห็นได้จากพระบรมรูปทั้งสองรัชกาลในจุฬาฯ

โปรดเกล้าฯให้ตั้ง บริษัทปูนซีเมนต์ไทย ในปี พ . ศ. ๒๔๕๖ ซึ่งปัจจุบันคือ SCC ในตลาดหุ้น ทรงให้กำเนิดกระทรวงพาณิชย์ ทรงให้กำเนิดนามสกุล พระราชทานไว้มีทั้งสิ้น ๖๔๖๔ นามสกุล  พระราชทานคำนำหน้าที่เราใช้ๆกัน ทรงให้กำเนิดกรมชลประทาน การออมสินและการสหกรณ์ ทรงเป็นกวีเอก ผู้ให้กำเนิดกรมศิลปากร ทรงริเริ่มคำว่า “ไชโย” “จังหวัด” “พุทธศักราช” และเปลี่ยนคำอื่นๆมาเป็นคำเช่นที่เราใช้ๆกันอยู่อีกมากมาย และทรงมีพระกรณียกิจอื่นๆอีกเยอะครับ

และที่สำคัญพระผู้ทรงให้กำเนิดดุสิตธานี ต้นแบบการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งแนวทางประชาธิปไตยได้ริเริ่มมาตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เพราะทรงเริ่มเห็นทิศทางการพัฒนาตามฝั่งตะวันตก (จะเห็นได้ว่าทรงเป็นโหรชั้นเอก ที่รู้ล่วงหน้า ถึงขนาดทรงวางหลักเมืองใหม่ รองรับเหตุการณ์ไว้ด้วย) ต่อมาเสด็จพ่อ ร.๕ ก็ทรงตั้งสภาที่ปรึกษาราชกาลแผ่นดิน และสภาที่ปรึกษาในพระองค์ (ซึ่งเป็นที่มาขององคมนตรี ในปัจจุบัน) นอกจากนี้ยังทรงโปรดให้มีการเลือกตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งจัดว่าเป็นการปูพื้นฐานประชาธิปไตยที่ชัดเจน และต่อมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๖ ทรงตั้งดุสิตธานี ให้เป็นเมืองจำลอง การปกครองแบบประชาธิปไตย และต่อมาเมื่อมีปฎวัติยังทรงอภัยโทษให้แก่ผู้ก่อการกบฏ ร.ศ. ๑๓๐ ด้วย

และต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๗ พระองค์ถึงกับทรงเตรียมการที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ประชาชนไทยแต่ถูกสภาที่ปรึกษาและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทูลทัดทานว่ายังไม่ควรปกครองประเทศในระบบรัฐสภา เนื่องจากประชาชนยังไม่พร้อมเป็นผลให้เกิดการปฏิวัติในเวลาต่อมา จากบัดนั้นจนบัดนนี้ซึ่งผ่านมาก็หลายปีแล้วแล้ว ก็ยังมีการปฏิวัติกันอีก จนถ้าที่ไหนมีปฏิวัติกันจะต้องยกประเทศไทยนี้ เป็นข้อเปรียบเทียบ จนมีสำนวนภาษาอังกฤษเกี่ยวกับเรื่องนี้เหมือนเรื่องวิกฤติต้มยำกุ้งไปแล้ว ไม่รู้ควรจะภูมิใจดีหรือเปล่า

รู้สึกจะเริ่มนอกประเด็นแล้ว เอาไว้แค่นี้ก่อนละกันครับ เอาเป็นว่าสุดท้ายนี้ท้ายไว้เกี่ยวกับ พระราชสมัญญาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว “สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” พระสารประเสริฐ (ตรี นาคะประทีป) เป็นผู้ผูกคำถวายให้ภายหลัง

ส่วนเรื่องไปเที่ยวพระราชวังสนามจันทร์ไว้จะเล่าให้ฟังวันหลัง ถ้าโอกาสอำนวย ท้ายสุด ขอทิ้งบนสดุดี บทหนึ่ง เกี่ยวกับพระราชอัจริยภาพทางการประพันธ์และการละครของในหลวง ร.๖ ที่หมาดเล็กคู่พระทัยท่านหนึ่ง คือ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ แต่งถวาย ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นที่ไหน เลยจดมาจากในวังครับ

“บทละครพระมหาธีรราช เสมือนดอกปาริชาตสะอาดสี
 ถึงร้อยเรื่องเมืองใดไม่เคยมี อีกร้อยปีประดับฟ้าไม่ราโรยฯ”

พระราชอัจฉริยภาพทางจิตรกรรม

November 18, 2007

         queen_sirikit            

ภาพชื่อ “สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ”  
 สีน้ำมันพ.ศ. ๒๕๐๗, ๖๘ x ๘๓ ซม. ระหัส ภอ. ๔ – ๐๗

double_personal 
ภาพชื่อ “บุคลิกซ้อน” สีน้ำมัน ๖๗ x ๘๒ ซม.

king_untitled

“ไม่ปรากฎชื่อ” สีน้ำมัน พ.ศ. ๒๕๐๖, ๓๑.๕ x ๔๔.๕ ซม. ระหัส ภอ. ๑๔ – ๑๐ – ๐๖

ขออันเชิญ  ภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาแสดง ๓ ภาพ อันเนื่องมาจาก ได้ไปดูงาน นิทรรศการผลงานศิลป์ชั้นยอด ๒๐๐๗ “ศิลปินศินย์เก่าศิลปากร เทิดไท้ ๘๐ พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์อัครศิลปิน” ที่ Central World เมื่อวันที่ ๑๔ ที่ผ่านมา สีที่เห็นในภาพไม่สวยและเพี้ยนกว่าของจริงเยอะนะครับ ข้าพเจ้าแนะนำให้ไปดูผลงานจริงครับ แล้วท่านจะประทับใจ

ในงานเขาเชิญมา ๕ ภาพ นะครับ ใครอยากเห็นรูปจริงๆว่างดงามเพียงใด ต้องไปดูนะครับ แต่ถ้าหมดงานแล้วต้องไปที่ วังสวนกุหลาบ ซึ่งปัจจุบันพระตำหนักนี้ ก็กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ แสดงงานจิตรกรรมจากฝีพระหัตถ์ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช สามารถไปดูได้นะครับ หรือดูจาก Web site เครือข่ายข้อมูลกาญจนาภิเษก ที่ทำ link ไว้ด้านบนก็ได้ครับ ข้อมูลใน Web site นี้สุดยอดมากๆ ลองไปดูกันนะครับ

ส่วนใครไม่ได้ไปที่วังสวนกุหลาบ ก็ไปดูรูปในงานได้ งานนี้เขามีระหว่างวันที่ ๑๔-๒๕ พ.ย. นี้ นะครับ โดยวันที่ ๑๘ นี้เขาจะมีประมูลภาพของศิลปต่างๆที่ให้ผลงานมาแสดง ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี เพื่อนำเงินที่ได้ ทูลเกล้าถวายในหลวง 

ในงานนอกจากมีภาพจิตรกรรมฝีพระหัถต์ของในหลวง แล้ว ยังมีของสมเด็จพระเทพฯและพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ด้วยนะครับ

ส่วนภาพของศิลปิน ดังๆ ศิษย์เก่าศิลปากรก็มีมากหมาย มีทุกระดับตั้งแต่ระดับศิลปินแห่งชาติมาเลยครับ อาทิ อ.ชลูด นิ่มเสมอ อ.ถวัลย์ ดัชนี อ.อวบ สาณะเสน  อ.ช่วง มูลพินิจ อ.ประหยัด พงษ์ดำ อ.อิทธิพล ตั้งโฉลก อ.ปรีชา เถาทอง แต่ละท่านยอดฝีมือทั้งนั้น อ.พิษณุ ศุภนิมิต นักคิดนักเขียนคนนี้ก็ใช่ อ.อนุชัย ศรีจรูญภู่ทอง ช่างภาพฝีมือเอก ที่ขาดไม่ได้คือศิลปินชื่อดัง พูดดัง อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัตน์ แล้วก็มีอีกมากมายครับ ไม่สามารถกล่าวหมดได้ เชิญไปดูเองแล้วกันครับ