Archive for the ‘Books’ Category

หนังสือ สิ่งมหัศจรรย์ อันดับหนึ่งของโลก อีกสักครั้ง

August 2, 2008

ไม่ว่าจะเดินทางไปไหน ใกล้ไกล โดยปกติ สิ่งที่ยากยิ่งเสมอๆของข้าพเจ้า คือการตัดสินใจเลือกหนังสือสักเล่มสองเล่ม ติดกระเป๋าไปด้วย เนื่องด้วยเวลาต้องไปนั่งรออะไรสักอย่าง เช่น รอล้างรถ รอซ่อมรถ รอรับรอพบคนต่างๆ หรือระหว่างการเดินทางต่างๆที่สามารถอ่านหนังสือได้ แล้วไม่ทำให้รู้สึกอยากอ้วก จำพวก รถไฟ เรือเมล์ เป็นต้น ลิเก ตำรวจ ไม่เกี่ยว เป็นคนประเภทไม่ชอบกับการนั่งรอเรื่อยเปื่อย คิดเฟ้อเจ้อไปเรื่อยๆ

เห็นหลายคนอ่านหนังสือในขณะนั่งรถได้ก็อยากอ่านบ้าง แต่ก็ทำไม่ได้ครับ เลยต้องเปลี่ยนไปฟังแทนครับ เมื่อก่อนก็มีเจ้าพวก sony walkman เป็นคู่ติดหูอยู่เสมอ หลังจากเทคโนโลยีดีขึ้นก็ยิ่งสบายครับ เหลือเครื่องเล็กๆ อย่างที่มีอยู่ตอนนี้ก็มีเป็นเครื่องเดียวสารพัดประโยชน์ เป็นทั้งมือถือ เป็นทั้งเครื่องเล่น mp3 เป็นวิทยุ เป็นนาฬิกา เป็นไฟฉายก็ได้ สารพัดประโยชน์จริงๆ

แต่ไม่ว่าเทคโนโลยีจะดีไปแค่ไหนก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดของจำพวกเครื่องอิเล็กทรอนิกส์แบบนี้ก็คือพลังงาน ถ้าหมดไม่ไรละก็จบข่าว จากเครื่องมือสุดไฮเทคก็จะกลายเป็นก้อนภาระเล็กใหญ่ตามขนาด กลายเป็นก้อนหินหนักๆดีๆนี้เอง พลังงานสำคัญกับโลกยุดใหม่มากมายมหาศาล นับวันยิ่งสำคัญมากขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ ต่างๆคิดค้นวิธีการหาพลังงานมาใช้ การกะเก็บพลังงานเอาไว้ใช้นาน การให้พลังงานทางเลือกมากมาย

วัสดุสิ่งของในโลกนี้ ต่างก็มีวิวัฒนาการไปตลอดเวลา ปรับเปลี่ยนรูปแบบรูปทรง วิธีการใช้งานไปเรื่อยๆ หลายๆสิ่งก็เปลี่ยนไปมาก หลายๆสิ่งก็เปลี่ยนแปลงน้อย เป็นไปตามธรรมดา นับตั้งแต่การเริ่มมีของสิ่งนั้นขึ้นมา เช่นเดียวกับของเปลี่ยนแปลงน้อยอื่นๆ รูปแบบการบันทึกตัวอักษร เพื่อเก็บและถ่ายทอดภูมิปัญญาของมนุษย์ นั้นมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก

นับตั้งแต่มนุษย์รู้จักการประดิษฐ์สัญลักษณ์มาสื่อความต่างๆ การบันทึกก็เริ่มต้น ไม่ว่าจะบันทึกลงบนเนื้อไม้ ใบไม้ สลักไว้ตามก้อนหิน ริมผา ประติมากรรมต่างๆ ยิ่งเมื่อมนุษย์สะสมความรู้เพียงพอในการผลิตกระดาษ สร้างหนังสือได้ การเปลี่ยนแปลงของโลกนี้ก็ถือว่านับเป็นการเปลี่ยนยุคของข้อมูลข่าวสาร ยิ่งต่อมามีเครื่องพิมพ์ ผลิตแท่นพิมพ์มาได้ อย่างของกูเต็นเบริก์ Johannes Gutenberg สามารถสร้างหนังสือมาครั้งละมากๆได้ ไม่ต้องคัดลอกเหมือนในอดีต ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ยิ่งมี internet มี computer มาช่วยยิ่งเปลี่ยนไปกันใหญ่

แต่หนังสือก็ยังเหมือนเดิม เหมือนสมัยที่เริ่มผลิตได้ครั้งหลายพันปีก่อน แค่มีกระดาษ มีสัญลักษณ์ที่คนในกลุ่มใช้สื่อสารกันได้ มีรูปเล่มบ้าง ไม่มีรูปเล่มบ้าง หลังจากนั้นก็ไม่ต้องการอะไรอีก ไม่ต้องใช้พลังงาน จะหยิบจะฉวยมาเมื่อไหร่ก็ได้ ลงมือดูรู้เรื่องสัญลักษณ์ก็สามารถ เฮฮา เศร้าโศก ดีใจ รื่นเริง บันเทิง สรรสาระไปได้ตามบทอารมณ์ของ ผู้ประพันธ์ผู้คิดค้นแต่ละคนได้เหมือนๆกัน ความรู้ที่ได้ก็งอกเงยไปได้เรื่อยๆ ไม่รู้จบ

ครั้งนี้ก็เหมือนทุกๆคราว แต่หลังๆนี้ด้วยประสบการณ์ทำให้ใช้เวลาในการเลือกน้อยลงไปเยอะ เดินทางไกลเริ่มต้นก็ต้องมีหนังสือติดตัว ยิ่งไกลยิ่งต้องมีหลายเล่ม เผื่อทั้งไปและกลับ ครั้งนี้เลือกได้ ๓ เล่ม มีทั้งเล่มที่เคยอ่านแต่ยังไม่จบ เล่มที่ซื้อมาค้างอยู่ในตู้ที่บ้าน และเล่มที่ไปเลือกมาใหม่ไม่กี่วันนี้  ทั้งสามเล่มที่ว่าก็คือ

เล่มแรกคือ Freakonomics โดย Steven D. Levitt & Stephen J. Dubner หรือชื่อไทยว่า เศรษฐพิลึก ฉบับของคุณพูนลาถ อุทัยเลิศอรุณ โดยสำนักพิมพ์ วิเลิร์น

เล่มที่สองคือ The Wonderful Story of Henry Sugar and Six More by Roald Dahl. โดยสำนักพิมพ์ Puffin Books อ่านๆวางๆมาหลายรอบ ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง เลยไม่จบสักครั้ง หวังว่าคราวนี้จะจบ

สุดท้ายกะไว้ให้ขากลับ คือ พระราชพงศาวดาร กรุงศรีอยุธยา ฉบับหมอบรัดแล สำนักพิมพ์โฆษิต เล่มใหญ่สุด ๔๐๐ กว่าหน้า น่าสนุกสุด เล่มนี้ซื้อมาดองไว้นานแล้วเหมือนกัน ได้เวลาอ่านสักที

หนังสือที่ไม่ได้เปิดอ่าน ก็ไม่ต่างอะไรกับก้อนหิน นะครับ กองไว้ก็รกบ้าน ไว้ให้เป็นอาหารของมอด ปลวก หยิบๆมาอ่านกันเยอะๆนะครับ..ข้าพเจ้าเอง

ปล. หนังสือ สิ่งมหัศจรรย์ อันดับหนึ่งของโลก เคยเขียนไว้เมื่อหลายปีก่อนครับ ลองตามไปอ่านดู

Advertisements

มาชวนทำบุญอีกแล้วครับ ชวนพิมพ์หนังสือ วิธีสร้างบุญบารมี และอำนาจอันยิ่งใหญ่แห่งกรรม

July 11, 2008

สืบเนื่องจาก สัปดาห์ที่ผ่านมา แวะไปเที่ยว blog ประเทศไทยพัฒนา เจอเรื่อง ชวนพิมพ์หนังสือ วิธีสร้างบุญบารมี และอำนาจอันยิ่งใหญ่แห่งกรรม ไหนๆวันนี้ได้โอนเงินสบทบทุนไปแล้ว ก็เลยมาบอกต่อครับ ทำบุญร่วมกัน ชาติหน้าเผื่อได้เกิดใหม่ จะได้มีกัลยาณมิตรดีๆ ไว้ให้พึงอาศัยบ้าง จะได้ไม่โดดเดี่ยว

ยกรูปและ link ใน blog คุณ blueswing  มาครับ มี link ไปดูรายละเอียดหนังสือโดยย่อที่ท่าน blueswing สรุปไว้และไปดูเนื้อหาเต็มได้ครับ ตามนี้เลยครับ

ประเทศไทยพัฒนาจะพิมพ์หนังสือ “วิธีสร้างบุญบารมี” และ “อำนาจอันยิ่งใหญ่แห่งกรรม” แจกค่ะ
มีรายละเอียดดังนี้

วิธีสร้างบุญบารมี โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
พิมพ์ที่ สำนักพิมพ์ เลี่ยงเชียง กรุงเทพมหานคร โทร. 02 872 9191
(ปกเหมือนในรูป)
1,000 เล่ม เล่มละ 15 บาท
รวม 15,000 บาท

 

 

 

อำนาจอันยิ่งใหญ่แห่งกรรม โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
พิมพ์ที่ รุ่งเรืองวิริยะพัฒนาโรงพิมพ์ โทร. 02 918 0192
(ปกเหมือนในรูป)
1,000 เล่ม เล่มละ 16 บาท
รวม 16,000 บาท

ก็ขอเชิญชวนท่านผู้อ่าน มาร่วมพิมพ์ด้วยกันนะครับ ถ้าต้องการร่วมพิมพ์ ขอให้โอนเงินมาที่บัญชี

“นาง อปมัญาม์ อนันต์อัญญะกร ธนาคารไทยพาณิชย์ 0269 สาขาย่อย ท็อปส์ สุขาภิบาล 3 เลขที่บัญชีออมทรัพย์ 268-203639-8”

โดนเสร็จแล้วยังไงก็รบกวนทุกท่านตาม link ด้านบทไปแจ้งรายละเอียดได้นะครับ ถ้าไม่สะดวกบอกไว้ในที่นี่ก็ได้ครับ แล้วจะไปบอกต่อให้ครับ

ก็ขออนุโมทนาบุญล่วงหน้าครับ และขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไป จนถึงนิพพานในชาตินี้ โดยเร็ววันครับ ก่อนจบก็ยกข้อความใน blog ไว้อีกหน่อย ข้อมูลจะได้ครบถ้วนครับ

“ถ้าโอนมาแล้วขอให้ถ่ายรูป Slip หรือ email รายละเอียดมาที่ developed.thailand@gmail.com พร้อมชื่อของคุณที่อยากจะให้แจ้งในบล็อก แล้วจะ update สมุดบัญชี แล้วถ่ายรูปมาลง พร้อมกับแจ้งว่ามีใครโอนมาร่วมพิมพ์บ้าง ในแต่ละวันนะคะ ถ้าวันไหนมีคนโอนมาจะมาแจ้งนะคะ

และถ้าท่านผู้อ่านต้องการหนังสือ ไปแจกต่อ หรือไปอ่าน ก็ส่งอีเมล์มานะคะ กรุณาระบุจำนวนเล่ม และชื่อที่อยู่ที่จะให้ส่งไปให้มานะคะ แล้วพอพิมพ์เสร็จก็จะส่งไปให้คะ ไม่ได้ร่วมพิมพ์ก็ส่งให้ค่ะ ส่งอีเมล์มานะคะ จะส่งทางไปรษณีย์ไปให้ค่ะ

คาดว่าจะสั่งพิมพ์ช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2551 นี้ แล้วใช้เวลาพิมพ์ประมาณ 1 อาทิตย์ หนังสือก็จะพร้อมแจกตอนประมาณกลางเดือนสิงหาคมค่ะ”

อนุโมทนาทุกท่านครับ

ไทยแลนด์ BusinessWeek

March 18, 2008

ไม่ได้แนะนำหนังสือ กันนานแล้วครับ วันนี้ขอแนะนำ ๑ เล่ม เป็นนิตยสารที่ออกมาอยู่บนแพงหนังสือไม่นานครับ ตามหัวเรื่องเลยครับ ไทยแลนด์ BusinessWeek ถึงเดือนนี้ก็เป็นฉบับที่ ๘ เองยังไม่ครบปี พึ่งได้เห็นบนแพงไม่นานนี้ครับเอง อาจเป็นเพราะข้าพเจ้าเองไม่ได้ไปร้านหนังสือนานพอควร ไปก็ไม่ค่อยได้ไปดูนิตยสารครับ

เดือนก่อนเห็นมาก็หลายรอบแต่ไม่ได้ซื้อ ก่อนจะหมดเดือนเลยซื้อมาลองดูหน่อยครับ ๑๗๕ บาท ว่าจะคุ้มแค่ไหน หรือจะไปอ่านใน web ดี  ลองไปดูตาม link นี้นะครับ http://www.businessweek.co.th/ ซึ่งก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับว่าเนื้อหาต่างกันหรือไม่ เพราะไม่ได้ติดตามครับ เท่าที่ลองอ่านดูในส่วนที่เป็นหนังสือก็ใช้ได้นะครับ แต่ว่าไม่รู้แปลมาจากต้นฉบับดีแค่ไหน เพราะลอง search ดูมีคนบอกว่ายังแปลมาไม่ค่อยดี ไอ้เราก็ไม่ได้อ่านฉบับภาษาอังกฤษ ถึงอ่านก็คงไม่ได้ใจความแบบที่เขาแปลมา ก็ไม่รู้จะวิจารณ์ยังไงต่อ

ก็ลองไปหามาอ่านดูละกันครับ แต่ในความเห็นตรงนี้ สำหรับราคา ๑๗๕ บาท รู้สึกว่าแพงไปเหมือนกันครับ ไม่ได้เทียบกับเนื้อหาหรอกนครับ เทียบกับปริมาณหน้าในหนังสือครับ หนังสือร้อยหน้านิดๆเอง เขาอาจจะอยากเจาะกลุ่มคนมีความรู้ หรือเจ้าของธุรกิจ หรือกลุ่มไหนหรือยังไงก็ไม่สามารถทราบได้ ไม่รู้ต้นทุน fix costs เขาเท่าไหร่ ก็เห็นมีโฆษณาอยู่นิดหน่อย

ถ้ามีโฆษณาเยอะกว่านี้หน่อย อาจทำราคาได้ถูกกว่านี้นะครับ ซึ่งก็น่าจะอยู่ได้นะครับ เห็นหนังสือที่ซื้อหัวมาแปลเล่มอื่นๆ เขายังทำราคาได้ถูกกว่านี้ตั้งเยอะ ดูอย่างในเครือ aprint ก็ได้มีตั้งหลายเล่ม หรือจะเป็นนิตยสารไทยๆ ดีๆ อย่างสารคดี ก็ยังถูกกว่าตั้งเยอะ เล่มก็หนากว่ามาก แต่มันอาจจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มเดียวกันตรง อาจเทียบกันไม่ได้ก็ได้ไม่รู้เหมือนกันครับ แต่เท่าที่อ่านดู เนื้อหาในเล่มเองก็ไม่ได้แปลมาทั้งหมด ก็เห็นมีเรื่องไทยๆแทรกอยู่บ้างเหมือนกันนะครับ

เคยได้ยินมาว่ารายได้หลักของนิตยสาร หรือพวกหนังสือพิมพ์แบบนี้ ส่วนใหญ่มาจากราคาได้ค่าโฆษณาไม่ใช่หรือครับ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะต้องเกือบๆจะหรือค่อนข้างจะคลุม fix costs ได้แล้ว ส่วน variable costs ก็ขึ้นกับปริมาณที่ตีพิมพ์ ขึ้นกันผู้ติดตามทั้งหลาย ว่าขายได้มากน้อยแค่ไหน สงสัยเหมือนกันครับ ว่าจริงๆแล้วยังเป็นอย่างไร

เหอๆจะว่าไปก็ไม่ได้อยู่ในวงการนี้ซะด้วย เลิกบ่นดีกว่า ก็ลองไปพิจารณาเอาเองละกันครับ ส่วนข้าพเจ้าหรือครับ ถ้าจะซื้ออีกเล่มก็ต้องคิดหนักหน่อยครับ เพราะข้อมูล ข่าวสาร ที่มีอยู่ทุกวันนี้ก็บริโภคไม่หมด และถ้าจะอ้าวออกมาเป็น data เป็น Information ได้แต่ละครั้งที่ออกมาก็คงออกมาได้หลาย TB ละครับ..บาย..ข้าพเจ้าเอง

สิ้นแล้ว หนึ่งแสงรุ้งอันงดงาม

January 2, 2008

                                  prapeepang

    สิ้นแล้วพระหนึ่งแสงรุ้งอันงามงด    มิสิ้นสุดหนึ่งแสงนั้นในใจฉัน

    พระดำรงทรงอยู่นิจนิรันดร์..      ทุกทุกวันมิเปลี่ยนผันตลอดกาล

                    ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า

                                                   Copywriter 

ปี ๒๕๕๐ ที่ผ่านมาเป็นปีที่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เจริญพระชนมายุครบ ๘๔ พรรษา ปีใหม่นี้ ๒ มกราคม ๒๕๕๑ สิ้นแล้ว พระผู้ทรงเป็นดังรุ้งงาม ของเหล่าปวงชนชาวไทย 

จากข้อมูล web site ที่ระลึก ๘๔ พรรษา ของ สมเด็จพระพี่นางเธอฯ มีข้อมูลทุกอย่างของพระองค์ ที่ท่านต้องการ แน่นอนครับ ทั้งพระประวัติ ความสนพระหฤทัย พระราชกิจ พระอัจฉริยภาพ พระเกียรติคุณ หรือ รูปสวยๆของพระองค์ท่าน ดังที่เห็นครับ และสามารถไปลงนามถวายอาลัยได้ด้วยครับ

            prapeenang10

กลอนไว้อาลัย H.R.H Princess Galyani Vadhana Krom Luang Naradhiwas Rajanagarindra จากใน web ครับ

น้อมเกศาแทบเบื้องพระยุคลบาท  ขอพระพรทรงเสด็จยาตรราชวิถี

สู่สวรรคาลัยในภพตรี  น้อมเกล้าฯส่งเสด็จจอมนารีจักรีวงค์

——————————————

ข้อมูลจาก amarinpocketbook

“แสงหนึ่งคือรุ้งงาม” เป็นหนังสือประกอบนิทรรศการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในโอกาสเจริญพระชนมายุครบ ๘๔ พรรษา

เป็นหนังสือบันทึกประวัติศาสตร์อีกรูปแบบหนึ่งที่ดำเนินเรื่องด้วยพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์  ที่หายาก มีความงดงามและบอกเล่าความหมายอย่างครบครันจัดทำขึ้นในรูปแบบหนังสือ ๒ เล่มคู่ คือ “แสงหนึ่ง” และ “คือรุ้งงาม” ขนาด ๒๐ x ๒๔ ซม. พิมพ์ ๔ สีทั้งเล่ม บรรจุภายในกล่องเดียวกัน พร้อม CD เพลงประกอบนิทรรศการฯ

โดยหนังสือ ฝั่งซ้ายคือ “แสงหนึ่ง” บอกเล่าถึงพระประวัติของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงฯ ในหลายมิติ ตั้งแต่ประสูติจนถึงปัจจุบัน ส่วนฝั่งขวามีชื่อว่า “คือรุ้งงาม” บอกเล่าเรื่องราวที่เป็นพระคุณลักษณะเด่น ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นพระองค์ท่าน ๗ ประการ

ความเป็นมา   เนื่องในวาระอันเป็นมงคลครบ ๗ รอบนักษัตรของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงฯ ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม พระธิดา มีดำริจัดทำนิทรรศการเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงฯ ให้สาธารณชนโดยเฉพาะอนุชนรุ่นหลังเข้าใจ และได้แง่คิดที่เป็นประโยชน์

ความหมายของ “แสงหนึ่งคือรุ้งงาม”

“แสง”ส่องสว่างฉายอาบสะท้อนให้ผู้คนเห็นความงดงามของสรรพสิ่ง แสงมีคุณค่าที่ไม่เคยปรากฏตัว ผู้คนไม่คิดจะค้นหา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเป็นดังแสงหนึ่งที่ส่องให้เห็นความงดงามบนแผ่นดินไทย เป็นดั่งแสงแห่งการให้ แสงแห่งความรัก และแสงแห่งความกรุณา

เมื่อแสงนั้นฉายผ่านท้องฟ้าจึงปรากฏเป็นรุ้งงาม ๗ สี กอปรด้วย แดง แสด เหลือง เขียว น้ำเงิน คราม ม่วง ดุจดังพระเกียรติคุณทั้งเจ็ด..

แสงหนึ่งนี้ยังมีความหมายที่ส่องยังบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเจริญพระชนมายุ ๘๐ พรรษาในปีเดียวกันนี้ด้วย

——————————————

หนังสือที่พระองค์ท่านทรงพระนิพนธ์ ที่ข้าพเจ้าแนะนำให้ควรอ่านอย่างยิ่ง ๑ เล่ม คือ หนังสือชื่อ แม่เล่าให้ฟัง

และเล่มอื่นๆ ตาม link ได้ครับ

เพลง แสงหนึ่ง ที่แต่งขึ้นในโอกาสเดียวกันครับ

เพลง “แสงหนึ่ง” เป็นเพลงที่ บอยด์ โกสิยพงษ์ แต่งขึ้น และ นภ พรชำนิ เป็นผู้ขับร้อง

:: เนื้อเพลง ::  ชื่อเพลง : แสงหนึ่ง

รู้ไหมว่าเราซาบซึ้งใจแค่ไหน
และรู้ไหมว่าเรานั้น ปลาบปลื้มเท่าไหร่
ที่ได้มีเธอ เป็นพลังอันสำคัญ
เพราะว่าเรานั้นรู้เธอทำเพื่อใคร
เหน็ดเหนื่อยแค่ไหน เธอไม่ไหวหวั่น
เพื่อที่จะให้เรานั้นได้เดินต่อไป

แม้ว่าจะไม่มีใครมองเห็นเธอ
แต่ว่าสำหรับเรานั้น…
เธอเหมือนดังกับแสง ที่มองไม่เห็น
แต่เมื่อส่องมาสะท้อน สิ่งที่ซ่อนเร้น
ก็เด่นชัดขึ้นทันที
เปรียบเธอกับแสง แม้ไม่มีสี
แต่เธอก็สะท้อน ความจริงให้โลกนี้
ได้พบเห็นสิ่งดี ๆ ว่างดงามเพียงใด
ถึงแม้ว่าพรุ่งนี้ จะเป็นเช่นไร
วันและคืนจะหมุนเปลี่ยนสักเท่าไหร่
เรานั้นก็แน่ใจ ว่าจะมีเธอยืนอยู่ข้างหลัง
แม้ว่าจะไม่มีใครมองเห็นเธอ
แต่สำหรับเรานั้น…
เธอเหมือนดังกับแสง ที่มองไม่เห็น
แต่เมื่อส่องมาสะท้อน สิ่งที่ซ่อนเร้น
ก็เด่นชัดขึ้นทันที
เปรียบเธอกับแสง แม้ไม่มีสี
แต่เธอก็สะท้อน ความจริงให้โลกนี้
ได้พบเห็นสิ่งดี ๆ ว่างดงามเพียงใด
จึงอยากขอมอบเพลง เพลงนี้ให้
ให้เธอรับรู้ว่าสำหรับเรา เธอสำคัญเพียงไหน
เธอเป็นดั่งแสง ที่มองไม่เห็น
แต่เมื่อส่องมาสะท้อน สิ่งที่ซ่อนเร้น
ก็เด่นชัดขึ้นทันที
เปรียบเธอกับแสง แม้ไม่มีสี
แต่เธอก็สะท้อน ความจริงให้โลกนี้
ได้พบเห็นสิ่งดี ๆ ว่างดงามเพียงใด
แต่เธอก็สะท้อน ความจริงให้โลกนี้
ได้พบเห็นสิ่งดี ๆ ว่างดงามเพียงใด

ขอบคุณ เนื้อเพลงจาก web loveis  ฟังเพลง  

ถ้าท่านมีโปรแกรมช่วยดาวน์โหลด เช่น Internet Download Manager จะสามารถดาวน์โหลดเป็น MP3 ได้ครับ อีกlink รูปแบบไฟล์ MP3  ภาพประกอบเพลง แสงหนึ่ง 

สัมภาษณ์ บอยด์ โกสิยพงษ์ แต่งเพลง แสงหนึ่ง  ตอนที่ ๑

สัมภาษณ์ บอยด์ โกสิยพงษ์ แต่งเพลง แสงหนึ่ง  ตอนที่ ๒

สัมภาษณ์ บอยด์ โกสิยพงษ์ แต่งเพลง แสงหนึ่ง  ตอนที่ ๓

ออมก่อนรวยกว่า ลองลงทุนผ่านกองทุนกับ scbam และ tmbam

December 27, 2007

ตั้งชื่อหัวเรื่องมาอย่างนี้ ใช่ว่าจะมาเปรียบเทียบผลงานแต่ละบริษัท หรือกองทุนที่ทั้งสองบริษัทมีอยู่มากมาย แต่จะมาบ่นถึงระบบการทำงานในกระบวนการเปิดบัญชีกองทุน เพื่อจะสามารถซื้อขายกองทุนของทั้งสองบริษัท ซึ่งข้าพเจ้าได้เข้าไปสัมผัสเองโดยตรงหนึ่งบริษัทเมื่อเดือนที่แล้ว และไปร่วมอยู่ในขั้นตอนการทำงานทั้งหมด เพราะไปกับแฟน เพื่อเปิดบัญชีกับอีกหนึ่งบริษัทเมื่อต้นสัปดาห์นี้เอง

ดังที่ได้กล่าวถึงไปแล้วในเดือนก่อนว่าได้ไปเปิดบัญชีใหม่ กับ TMBAM ไว้ให้แต่ละกองได้แข่งขันกันนั้น จนถึงบัดนี้ข้าพเจ้าก็ยังไม่ได้ไปซื้อเพิ่มอีกเลย เพราะตั้งใจจะรอซื้อผ่านระบบ Internet ที่ได้สมัครขอใช้งานไปด้วย ตั้งแต่วันนั้นยันวันนี้ ข้าพเจ้าก็ยังไม่ได้ใช้ระบบดังกล่าว ได้โทรไปสอบถามแล้วพบว่างานเอกสาร ทางตัวแทนสาขา ซึ่งก็คือสาขาของธนาคารทหารไทยนั้นเอง ยังไม่ส่งเอกสาร หรือส่งแล้วยังไปไม่ถึงสำนักงานใหญ่ จึงยังไม่ได้เข้าสู่ขั้นตอนการจัดทำรหัสและจัดส่งมาให้ได้

                tmbam

ก็งงเหมือนกันว่าทำไม เขาไม่สามารถทำ Online ให้ได้ ในเมื่อวันที่ข้าพเจ้าโทรไปตามเรื่องผ่านทาง Call Center ของ TMBAM ทำไมเขาจึงสามารถทำผ่านลงทะเบียน Online ให้ได้ทันที และแจ้งกลับมาว่าเอกสารชื่อและรหัสผ่านจะส่งกลับมาภาพใน ๑ สัปดาห์ ต้องรอดูครั้ง หลังจากทำให้ผิดหวังไปแล้ว จากการรอไปหนึ่งรอบ รอบนี้คอยมาดูกันอีกครั้งว่าผลประทับใดหรือไม่ จึงไม่สามารถลองใช้ Fundlink online ของ TMBAM  มาเทียบกับ SCB Easy ได้ ไว้โอกาสหน้านะครับ

วกมาดูการเปิดบัญชีกองทุนของ SCBAM ที่เป็นที่สาขาของ SCB บ้างการทำงานต่างๆ ก็มีขั้นตอนพอๆกัน แต่ระบบต่างๆทั้งหมด ทำ online ได้ทั้งหมด ให้ความรู้สึกว่าสะดวกและรวดเร็วกว่ามาก ทั้งต้องเปิดบัญชีออมทรัพย์ใหม่ด้วยนะครับ และเมื่อสมัครเสร็จสิ้น รหัสผ่านใช้งานทาง Internet ทั้ง user และ password ก็ได้มาทันทีด้วย แม้ว่าจะยังใช้งานไม่ได้ ต้องรออีกประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์เช่นกัน แต่การได้ถือเอกสารไว้ในมือนั้นทำให้ผู้ลงทุนอุ่นใจกว่ามากนะครับ และเรื่องสมุดบันทึกการลงทุนของ SCMAM สรุปว่าเขาก็มีนะครับ ก็ งง อยู่เหมือนกันทำไมตอนที่ข้าพเจ้าทำครั้งแรกทำไม ไม่ได้สมุดบันทึกหน่วยลงทุน เพราะของแฟนข้าพเจ้าก็ได้มาด้วย เช่นเดียวกับของ TMB ที่เคยบอกไป ถามเจ้าหน้าที่แล้วเขาก็บอกว่ามีมานานแล้วนะ งง งง.. จะไปทวงที่ใครเนี้ย

                           MCEasyNet1

ทำให้นึกได้ว่าระบบการทำงานที่เป็นราชการของทหารไทย แม้ว่าจะเปรียบหน้ากากไปแล้ว แต่ระบบเอกสารข้างในคิดว่าคงมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก การเปลี่ยนแปลง Processes การทำงานนี้มันทำยากนะครับ เพราะลองคนที่ทำงานลองติดระบบงานใดระบบหนึ่งขี้นมาแล้วจะมาให้เปลี่ยนระบบการทำงานนี้การ implement ระบบใหม่ๆ โดยเฉพาะการไปแทนที่ระบบเดิม ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นะครับ

สรุปว่ายังไงระบบราชการของทหารไทยก็ยังมีอยู่ ยังเป็นระบบแบบ Red Tape ที่ยังต้องปรับปรุงอีกเยอะ ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นผลจากการทหารไทยปัจจุบันเกิดใหม่จากการรวม หลายๆธนาคารในยุควิกฤติ และตอนนี้ก็ยังไม่พ้นวิกฤติ ต้องรอดูกันอีกต่อไป ส่วนของไทยพาณิชย์นั้นเขาเป็นหน่วยงานที่โดดเด่นมานานแล้ว แม้ว่าการทำงานจะเป็นแบบราชการบ้าง แต่โดยการทำงานเห็นว่าเขาสามารถปรับเปลี่ยนไปได้ดีกว่ามาก ไม่เสียแรงที่ผู้ถือหุ้นใหญ่คือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เช่นเดียวกับ SCG หรือ เจ้าปูนใหญ่ SCC นั้นเอง และการทำการตลาดของ SCB ก็ดีกว่ามาก ความโด่งดังของ pjuk ใน pantip sinthorn บอกเรื่องราวการตลาดแบบปากต่อปากที่ดีนี้ได้เป็นอย่างดี แม้ว่าผลตอบแทนของแต่ละกองทุนของ SCBAM ยังสู้บริษัทอื่นไม่ค่อยจะได้ อย่างไรข้าพเจ้าก็มั่นใจได้เลยว่าทั้งกระบวนการทำงานและระบบการตลาดที่ดีจะทำให้ปีนี้ เงินลงทุนใหม่ที่ซื้อหน่วยลงทุนเพิ่มของ SCB จะโตกว่า TMB แน่ๆ แต่ต้องรอเขาสรุปผลปลายปีอีกครั้งหนึ่งนะครับ

อีกอย่างที่ต้องการจะย้ำให้ทราบกับอีกครั้ง คือ การลงทุนมีความเสี่ยงนะครับ ใครลงทุน RMF LTF ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา มาถึงปีนี้ ข้าพเจ้ารับประกันได้เลยว่า ทุกๆคนต้องลงทุนซื้อซ้ำแน่นอน เพราะอะไรหรือครับ ก็หลังจากท่านเห็นผลตอบจากการลงทุนทั้ง RMF & LTF ในปีที่ผ่านมา ที่แน่ๆความโลภย่อมเข้าตาไม่มากก็น้อย เพราะไม่มีการทำอะไรจะลงทุนได้ผลตอบแทบจูงใจอะไรไปมากกว่านี้แน่นอน เพราะกองทุนส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนทั้งปี มากกว่า ๑๐% เกือบทั้งหมด ยิ่งถ้ากองไหนที่ลงทุนให้หุ้นกลุ่ม SET25 Set50 อย่าง TMBAM ยิ่งได้ผลดีบางกองโตกว่า ๔๐-๕๐% ด้วยซ้ำ

ดังนั้นคนส่วนใหญ่จะซื้อเพิ่มในจำนวนที่มากกว่าเดิมด้วย ดังนั้นขอย้ำดังๆ ให้ทราบว่า การลงทุนให้หุ้นนั้นมีความเสี่ยงนะครับ โดยเฉพาะการลงทุนผ่านกองทุนรวมนั้นเราไม่ได้บริหารจัดการเอง ที่เขาเรียกว่าการชกผ่านสิงห์ สิงห์ที่ว่าคือผู้เชี่ยวชาญการลงทุนผู้มาดูแลกองทุนให้เรานั่นเอง ดังนั้นการจัดสินใจทั้งหมดไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา แต่ขึ้นอยู่กับผู้จัดการกองทุน ในตลาดที่มีกำลังซื้อ แย่งกันซื้อ หรือเรียกว่ากระทิง จะเป็นกระทิงแท้ หรือ กระเทียม กระ(ทิง)เทียม เช่นปีที่ผ่านมานั้นก็ไม่มีปัญหา แต่เมื่ออยู่ในภาวะที่ตลาดถดถอย ไม่ค่อยมีคนอยากซื้อ สินค้าราคาแพงๆ เงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจไม่ดี ตลาดหุ้นก็ย่อมได้รับผลกระทบแน่นอน เมื่อตลาดอยู่ในภาวะหมี คือจุดที่สำคัญที่จะใช้ช่วงทดสอบจิตใจเหล่านักลงทุนทั้งหลายว่า จะเชื่อมั่น หรือมั่นใจในการลงทุนได้ดีแค่ไหน

แต่อย่างไรก็ตามการลงทุนในหุ้น มันจะมีขึ้นมีลงบ้าง เป็นธรรมดา บางปีอาจได้ผลตอบแทนปีมาก บางปีได้น้อย บางปีอาจขาดทุน แต่ด้วยระยะเวลา ๕ ปี ของ LTF ซึ่งไม่น้อยไปหรือมากเกินไป ๕ ปีปฏิทิน ยาวกำลังดี ด้วยระยะเวลาเช่นนี้ก็มั่นใจได้ว่าผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนนั้นจะไม่ขาดทุนแน่นอน (แต่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสจะเป็นนะครับ) แต่อย่างไรก็ตามการลงทุนใน LTF นี้ อย่าลืมว่าเราได้กำไรจากการลงทุนไปแล้วบางส่วน จากภาษีที่เราจ่ายน้อยลง ตามสัดส่วนอัตราภาษีที่แต่ละคนต้องเสีย ในปีที่ลงทุนนะครับ ดังนั้นก็อย่ากังวลเกินไป

                       974-94672-4-8

ส่วน RMF นั้น ลงทุนยาว ไว้ใช้ตอนเกษียณ ซึ่งต้องถือไม่น้อยกว่า ๕ ปี และจะถอนการลงทุนได้เมื่อมีอายุ ๕๕ ปีขึ้นไป จึงจะไม่เสียสิทธิการลงทุนนั้น รับประกันได้เลยว่าไม่ขาดทุน ยิ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ทำงานใหม่ อายุน้อย มีเวลาลงทุนเยอะ ยกตัวอย่างเช่น ในตอนนี้ถ้าท่านอายุ ๒๕ ปี กว่าจะถึงอายุตามกำหนดก็ยาวนานถึง ๓๐ ปี หรือถ้าท่านมีอายุ ๓๕ ปี ก็มีเวลาลงทุนในRMF ถึง ๒๐  ปี หรือถ้าท่านอายุ ๔๕ ปีแล้ว ก็ยังมีเวลาอีก ๑๐ ปีนะครับ ยังไงไม่ว่าวิกฤติใดๆ ๑๐ ปี ก็ยาวนานพอที่จะเชื่อมั้นได้ว่า ยาวนานพอที่ ผลการลงทุนที่ถ้าอาจติดลบไปบ้าง รับรองว่าได้พื้นกลับคืน แถมยังมีกำไรชนะเงินเฟ้อและดอกเบี้ยเงินฝากได้แน่ครับ

ยิ่งลงทุนก่อน ยิ่งได้เปรียบนะครับ อย่ามองว่าอายุยังน้อย ค่อยลงทุนเมื่อมีอายุมากขึ้นก็ได้ ไม่เชื่อลองอ่านหนังสือหลายเล่มเขาแนะนำไว้ เอาง่ายๆเลยก็เล่มนี้ครับ ออมก่อนรวยกว่า แต่งโดย คุณนวพร เรืองสกุล (อดีตเลขาธิการ กบข.) เล่มนี้สอนอะไรหลายๆอย่าง และยกตัวอย่างให้เข้าใจได้ง่ายๆ ถ้าจำไม่ผิดจะพูดถึง RMF LTF ด้วย เล่มละไม่กี่บาทเอง คุ้มสุดยอด

ยกบางหัวข้อในสารบัญมาให้ดูกัน เช่น ทำไมควรออม ออมไว้ไม่ขัดสน ออมเท่าใดเพื่อใช้สบายๆ ในอนาคต สมการเงินออม ออมก่อน รวยกว่า พลังของดอกเบี้ย ออมก่อน รวยกว่า ใช้เงินทำงาน ศัตรูของเงินออม ตราสารเพื่อการลงทุน ประกันชีวิตเพื่อประกันเงินออม สารพัดความเสี่ยง หุ้น แบ่งงานให้เป็น ตาข่ายแห่งความมั่นคงของสังคม ตลาดหลักทรัพย์ จัดสำรับการลงทุนตามวัย ตามวัยและตามใจ กรณีที่ ๑ และ  ๒ การลงทุนของกองทุนเงินออมระยะยาว เลือกนโยบายการลงทุนตามระดับความเสี่ยง โครงการลงทุนต่อเนื่องเพื่อใช้หลังเกษียณ อธิบายศัพท์ทางการเงิน เป็นต้น

ที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ถ้าไม่เกินสงครามนิวเคลียร์กันไปก่อน หรือมีภาวะวิกฤติพลังงานรุนแรงมากๆ หรือภาวะโลกร้อน โลกหนาวรุนแรง อย่างไรเสียก็แค่คุ้มแน่ๆ ที่จะลงทุนทั้งใน RMF และ LTF ยิ่งอายุน้อยยิ่งได้เปรียบครับ

อย่ารีรออีกเลย สำหรับปีนี้เหลือเพียงวันนี้ และพรุ่งนี้ รวมมีเวลาอีกสองวันเท่านั้น ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกกองใดก็ ควรจะตัดสินใจได้แล้วนะครับ จะเป็นของ SCB หรือ TMB หรือจะเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนอื่นๆ ก็ได้ตามใจท่านได้เลยครับ ขอให้ประสบความสำเร็จ ในการลงทุน..ข้าพเจ้าเอง

ชีวิตนี้น้อยนัก

December 9, 2007

           sangharaja_bday_03102007

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกได้รับพระราชทานสถาปนาขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ลำดับที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อ พุทธศักราช ๒๕๓๒

พระชาติภูมิ
สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒโน) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระนามเดิมว่า เจริญ นามสกุล คชวัตร ประสูติที่ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันศุกร์ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีฉลู ตรงกับวันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๕๖ เวลาประมาณ ๑๐ ทุ่ม มีเศษ (หรือเวลาประมาณ ๐๔.๐๐ นาฬิกาเศษ แห่งวันเสาร์ที่ ๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๕๖ ตามที่นับแบบปัจจุบัน)

วันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๐ ที่ผ่านมาจึงเป็นวันคล้ายวันประสูติของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ประมุขของสงฆ์ไทย ครบรอบ ๙๔ พรรษา

ขอทรงอายุยิ่งยืนนาน

มีพระชนกชื่อ นายน้อย คชวัตร (ถึงแก่กรรม พุทธศักราช ๒๔๖๕) พระชนนีชื่อ นางกิมน้อย คชวัตร (ถึงแก่กรรม พุทธศักราช ๒๕๐๘)

พุทธศักราช ๒๔๖๙ ทรงบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดเทวสังฆาราม ( วัดเหนือ ) จังหวัดกาญจนบุรี พระครูอดุลยสมณกิจ ( พุทฺธโชติ ดี เอกฉันท์ ) เจ้าอาวาสวัดเทวสังฆารามเป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูนิวิฐสมาจาร ( สุวณฺณโชติ เหรียญ รัสสุวรรณ ) เจ้าอาวาสวัดศรีอุปลาราม ( วัดหนองบัว ) เป็นพระอาจารย์ให้สรณะและศีล

พุทธศักราช ๒๔๗๖ พระชนมายุครบ ๒๐ พรรษา ทรงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ที่วัดเทวสังฆาราม จังหวัดกาญจนบุรี พระครูอดุลยสมณกิจ (พุทฺธโชติ ดี เอกฉันท์) เจ้าอาวาสวัดเทวสังฆาราม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูนิวิฐสมาจาร (สุวณฺณโชติ เหรียญ รัสสุวรรณ) เจ้าอาวาสวัดศรีอุปลาราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระปลัด หรุง นามสกุลเซี่ยงฉี เจ้าอาวาสวัดทุ่งสมอ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อ วันที่ ๑๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๖ อุปสมบทแล้วทรงจำพรรษา ที่วัดเทวสังฆาราม ๑ พรรษา

เมื่อออกพรรษาแล้วในศกเดียวกัน ได้ทรงทำทัฬหีกรรม ( ญัตติซ้ำ ) เป็นธรรมยุต ที่วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๗๖ สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ ( สุจิตฺโต หม่อมราชวงศ์ ชื่น นภวงศ์ ป.๗) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระเทพเมธี ( อิสฺสรณญาโณ จู ทีปรักษพันธุ์ ป.๗) เป็นพระกรรมวาจาจารย์

คัดลอกประวัติบางส่วนมาจาก http://www.sangharaja.org ซึ่งท่านๆทั้งหลายเชิญไปดูรายละเอียดทั้งหมดได้ครับ

      somdet_phrasangharaj

ส่วนบทพระนิพนธ์ที่ข้าพเจ้ายกมาเป็นชื่อเรื่องนี้ คือ “ชีวิตนี้น้อยนัก” เป็นหนังสือที่อ่านง่าย เข้าใจง่าย ชัดเจน ยิ่งนัก ไม่ว่าท่านจะมีภูมิธรรมระดับใดมาก่อนก็อ่านและเข้าใจได้ง่ายๆ ไม่มีบาลี ซับซ้อนให้ยุ่งยาก

เข้าไปตามอ่านได้ที่ http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=2821

ข้าพเจ้าตัดเนื้อความบางส่วนมาให้อ่านกันครับ

“พุทธศาสนาสุภาษิตบทหนึ่งกล่าวว่า

อัปฺปกญฺจิทํ ชีวิตมาหุธีรา – ปราชญ์กล่าวว่าชีวิตนี้น้อยนัก”

“ที่ปราชญ์ท่านว่า “ชีวิตนี้น้อยนัก” นั้น ท่านมุ่งให้เปรียบเทียบกับชีวิตนี้กับชีวิตในอดีตที่นับชาติไม่ถ้วน และชีวิตในอนาคตที่จะนับชาติไม่ถ้วนอีกเช่นกัน สำหรับผู้ไม่ยิ่งด้วยปัญญา ไม่สามารถพาตนพ้นทุกข์สิ้นเชิงได้”

“ชีวิตในชาตินี้ชาติเดียวย่อมน้อยนัก เมื่อเปรียบเทียบกับชีวิตในอดีตชาติ ซึ่งนับชาติหาถ้วนไม่ ดังนั้น กรรมคือการกระทำ ที่ทำในชีวิตนี้ชาตินี้ชาติเดียวจึงน้อยนัก เมื่อเปรียบเทียบกับกรรมหรือการกระทำที่ทำไว้แล้วในอดีตชาติ อันนับจำนวนชาติไม่ถ้วน”

“กรรมอันเป็นเหตุนำให้เกิด คือชนกกรรม เป็นกรรมสุดท้ายก่อนชีวิตจะขาดจากภพภูมินี้ กรรมสุดท้ายหรือเรื่องสุดท้ายที่จิตผูกพันคิดถึงอยู่ คือ ชนกกรรมอันนำไปเกิด นึกถึงความดีที่เป็นบุญเป็นกุศลในขณะก่อนจะดับจิต จิตก็จะไปสู่สุคติ นำกายไปสุคติด้วยนึกถึงความไม่ดีที่เป็นบาป เป็นอกุศลในขณะก่อนจะดับจิต จิตก็จะไปสู่ทุคติ นำกายไปทุคติด้วย

จิตที่ใกล้จะแต่ดับนั้นปกติเป็นจิตที่อ่อนมาก ไม่มีกำลังที่จะต้านทานใดๆ ทั้งนั้น คุ้นเคยกับความรู้สึกใดเกี่ยวกับเรื่องใด ความรู้สึกนั้นเกี่ยวกับเรื่องนั้นก็จะเข้าครอบงำจิต มีอำนาจเหนือจิต ทำให้จิตเมื่อใกล้ดับผูกพันอยู่กับความรู้สึกนั้นเกี่ยวกับเรื่องนั้น เมื่อจิตดับคือจากร่าง ก็จากไปพร้อมกับความรู้สึกนั้นเกี่ยวกับเรื่องนั้น นำไปก่อเกิดกายที่ควรแก่สภาพจิตทุกประการ”

“อย่าเป็นผู้ปฏิเสธเรื่องกรรมและการให้ผลของกรรมอย่างปราศจากเหตุผล คืออย่าปฏิเสธดื้อๆ ว่าใครจะเคยเกิดเป็นอะไรมาก่อนก็ตาม ก็ไม่ใช่เรา เราไม่เคยเกิดเช่นนั้นแน่ คนจะเกิดมาแต่สัตว์ไม่ได้ สัตว์จะไปเกิดเป็นคนก็ไม่ได้ ไม่มีเหตุผล เป็นความเชื่อที่ปราศจากเหตุผล เป็นคนสมัยใหม่แล้วจะเชื่ออย่างนั้นไม่ได้ เพื่อความไม่ประมาท จงอย่าปฏิเสธโดยไม่รู้จริงเช่นนี้ เพราะวันหนึ่งจะหนีไม่พ้นผลที่น่ากลัวนักของกรรม”

“ผู้มีปัญญาจึงกลัวกรรมยิ่งกว่ากลัวอะไรอื่น กลัวเพราะรู้ว่า เมื่อทำกรรมไม่ดีไว้แล้วต้องได้รับผลไม่ดี และเมื่อถึงเวลาที่กรรมส่งผลไม่ดีมาถึงตัวแล้ว แม้ตั้งแต่เกิดมาในชาตินี้จะไม่เคยทำกรรมไม่ดีเช่นนั้น ก็จะต้องได้รับผลไม่ดี ที่อาจทำให้พิศวงสงสัย จนถึงมากคนมิจฉาทิฐิความเห็นผิด คือเห็นไปว่าทำดีไม่ได้ดี ซึ่งความจริงไม่ใช่เช่นนั้น ทำดีต้องได้รับผลดีเสมอ ทำไม่ดีจึงจะได้รับผลไม่ดี

เพียงในชาติปัจจุบันนี้เท่านั้น มีอายุกันเพียงอย่างมากร้อยปีเท่านั้น ทุกคนทุกสัตว์ต่างก็ทำอะไรๆ ที่เป็นกรรมแล้วมากมายนับไม่ถ้วน เป็นกรรมดีคือกุศลกรรมบ้าง เป็นกรรมชั่วคืออกุศลกรรมบ้าง มากมายจริงๆ เพียงทำในชาติเดียวก็มากมายจริงๆ แล้วเมื่อได้ทำมานับภพชาติไม่ถ้วนมากมายเพียงไหน”

“กรรมดีก็ตาม กรรมไม่ดีก็ตาม เมื่อจะส่งผลจะต้องมีสื่อมีเครื่องมือ”

“ชีวิตนี้แม้น้อยนัก แต่ก็เป็นความสำคัญนัก สำคัญยิ่งกว่าชีวิตในอดีตและชีวิตในอนาคต ที่ว่าชีวิตนี้คือชีวิตนี้คือชีวิตในชาติปัจจุบันนี้สำคัญ ก็เพราะในชีวิตนี้เราสามารถหนีกรรมไม่ดีที่ทำไว้ในอดีตได้ และสามารถเตรียมสร้างชีวิตในอนาคตให้ดีเลิศเพียงใดก็ได้ หรือตกต่ำเพียงใดก็ได้ ชีวิตในอดีตล่วงเลยไปแล้ว ทำอะไรอีกไม่ได้ต่อไปแล้ว ชีวิตในอนาคตก็ยังไม่ถึง ยังทำอะไรไม่ได้ เช่นนี้จึงกล่าวได้ว่าชีวิตนี้สำคัญนัก พึงใช้ชีวิตนี้ให้เป็นประโยชน์ ให้สมกับความสำคัญของชีวิตนี้”

“มาเป็นผู้มีปัญญามีสัมมาทิฐิเถิด ชีวิตอันน้อยนี้จะได้ไม่สูญเปล่า จะได้สามารถใช้ชีวิตนี้ให้เป็นประโยชน์ยิ่งใหญ่ได้ คือหนีไกลจากกรรมไม่ดีได้ กรรมไม่ดีที่กำลังติดตามเราทุกคนอยู่นั้นมีมากมายนัก ทังที่หนักและที่เบา ทั้งที่จะทรมานชีวิตเราไม่หนักนักหนาทั้งที่จะทรมานเราจนแทบว่าจะรับไม่ไหว ทั้งที่เราอาจจะรับไม่ไหวจริงๆ ด้วย

คิดดี พูดดี ทำดี เพียงทำสามประการนี้ให้สม่ำเสมอตามที่พระพุทธองค์ทรงสอน ก็จะสามารถหนีมือแห่งกรรมไม่ดีได้ มือแห่งกรรมไม่ดีจะไม่สามารถตะครุบไว้ในอำนาจได้ บาปกรรมใดๆ แม้ได้กระทำไว้ตั้งแต่อดีตชาติ จะไม่อาจตามสนองได้ง่ายๆ ในภพชาตินี้ อย่างมากก็จะเพียงไล่ตามตะครุบอยู่อย่างหมายมั่นจะทำให้ได้สำเร็จเท่านั้น ถ้าคิดดี พูดดี ทำดี เสมอ”

“การทำบาปเสมอๆ แม้ทำกับสัตว์เพียงมดเพียงปลวก กรรมเล็กก็จะเป็นกรรมใหญ่ได้ พึงรอบคอบในเรื่องนี้เพื่อชีวิตจะได้สวัสดี”

“กตัญญูกตเวทิตาธรรมเป็นธรรมเครื่องสร้างคนให้เป็นคนดีได้จริงๆ เพราะความรู้คุณท่านผู้มีคุณและความตั้งใจจะตอบแทนพระคุณ คือเครื่องป้องกันภัยที่สำคัญที่สุดที่จะกันให้พ้นจากการทำผิดคิดร้ายได้ทั้งหมด โดยมีจุดมุ่งอยู่ที่ความไม่ปรารถนาจะทำให้ผู้มีพระคุณเป็นทุกข์เดือดร้อนกายใจ”

“พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้วไม่ได้หายไปไหน พระพุทธบารมียังปกปักรักษาโลกอยู่ คนในโลกยังรับพระพุทธบารมีได้ มิได้แตกต่างไปจากเมื่อยังทรงดำรงพระชนม์อยู่ เพียงแต่ว่าจำเป็นต้องเปิดใจออกรับ มิฉะนั้น ก็จะรับไม่ได้ การเปิดใจรับพระพุทธบารมีไว้คุ้มครองรักษาตนไม่ยากลำบาก ไม่เหมือนการเข็นก้อนหินใหญ่ที่ปิดปากถ้ำ เพียงน้อมใจนึกถึงพระพุทธเจ้าให้จริงจังอยู่เสมอก็จะรับพระพุทธบารมีได้ จะมีชีวิตที่สวัสดีมีสุขสงบได้”

“เมื่อมั่นใจในความดำรงอยู่อย่างยั่งยืนนิรันดรแห่งพระพุทธบารมี หรือคุณธรรมของพระพุทธองค์และของครูบาอาจารย์สำคัญทั้งหลาย ที่ท่านไกลแล้วจากเครื่องกิเลสเศร้าหมอง พุทธศาสนานิกทั้งหลายผู้มีสัมมาปัญญา-สัมมาทิฐิ ก็ควรเร่งปฏิบัติพระพุทธศาสนา ให้ได้เป็นคนดีตามลำดับไป”

“ชีวิตนี้จึงน้อยนัก จะห่วงใยแสวงหาอะไรอีกมาในชีวิตนี้ ที่จะสำคัญกว่าการห่วงหาทางหนีมือแห่งกรรมที่ทำไว้มากมายในอดีตชาติ”

“ชีวิตนี้น้อยนัก แต่ชีวิตนี้สำคัญนัก เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ เป็นทางแยก จะไปสูงไปต่ำ จะไปดีไปร้าย เลือกได้ในชีวิตนี้เท่านั้น พึงสำนึกข้อนี้ให้จงดี แล้วจงเลือกเถิด เลือกให้ดีเถิด”

ถ้าจะ download file ทั้งหมดก็ลองไปที่นี้ครับ  www.library.mju.ac.th/document/buddhism_ebook.pdf

รีบปฏิบัติกันเถิด เพราะชีวิตนี้น้อยนัก ธรรมใดๆจะดีเลิศปานใดก็จะไม่ดี ถ้าไม่ทำ ดังที่มีคุณลูกโป่ง กล่าวในกระทู้ไว้ว่า “ธรรมใดๆ ก็ไร้ค่าถ้าไม่ทำ… ”

ปล. ตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้อันเรื่องจากการได้ฟังเรื่องสมองของ คุณวนิษา เรซ เมื่อวานนี้ ซึ่งทำให้นึกถึงบทพระนิพนธ์ เรื่อง ชีวิตนี้น้อยนัก และยังมีเหตุบังเอิญวันนี้อีกด้วย ยิ่งทำให้ต้องรีบเขียน

วันนี้ได้ไปซื้อของที่ Hmpro ภายในมีร้านนายอินทร์ จึงแวะเห็นเยี่ยมชมหนังสือตามธรรมเนียม พบเห็นหนังสือของสำนักพิมพ์ธรรมสภา วางอยู่ซึ่งมีบทนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ขออภัยจำชื่อไม่ได้อยู่หนึ่งเล่ม และด้านในก็มีบทนิพนธ์นี้รวมอยู่ในบทแรกและยังมีเรื่องอื่นๆอีกมาก ราคาเล่มละ ๖๐ บาท เท่านั้น ถูกมากๆ

และยังมีหนังสือธรรม ของพระพรหมมังคลาจารย์ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ เล่มละ ๘๐ บาทหรืออย่างมากก็ร้อยกว่าๆ และหนังสือธรรมอื่นๆอีกหลายเล่ม ปกติหนังสือธรรมะของสำนักพิมพ์นี้ก็ราคาถูก คุ้มค่าสุดๆอยู่แล้ว ช่วยอุดหนุนเขาหน่อยนะครับ หนังสือก็ปกสวย ใช้กระดาษ์และพิมพ์อย่างดียิ่ง ไม่ได้กำไรมากแน่นอน ช่วยกันเผยแผ่ธรรมกัน

นี้ก็ใกล้ปีใหม่แล้ว แทนที่จะซื้อสิ่งของหรือให้เงินแลกเปลี่ยนกัน ก็เปลี่ยนมาเป็นซื้อหนังสือธรรมะแจกจ่าย จะดีกว่าไหมครับ จะได้บุญมหาศาลด้วย ดังที่มีสุภาษิตธรรมอีกบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า

” สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ ” แปลความว่า การให้ธรรมย่อมชนะ การให้ทั้งปวง

และยังมีเรื่อง ชีวิตนี้น้อยนัก อีกเรื่อง แต่งโดย อ.ประณีต  ก้องสมุทร ตามไปศึกษาได้ที่  http://www.84000.org/tipitaka/book/bookpn05.html

สมองอวัยวะมหัศจรรย์ อัจฉริยะสร้างได้

December 8, 2007

เคยอ่านเรื่องสมองมนุษย์ อวัยวะมหัศจรรย์ จาก นิตยสารสารคดี ฉบับที่ ๒๓๕ กันยายน ๒๕๔๗ ปีที่ ๒๐ นานมาแล้ว และก็รู้มาก่อนหน้านี้แล้วว่าสมองเป็นสิ่งที่ประหลาด และมหัศจรรย์ที่สุดอย่างหนึ่ง ในร่างกายเราๆท่านๆ ลองตามไปอ่านดูนะครับ

สำหรับนิตยสารสารคดี เป็นสุดยอดนิตยสารบนแผงหนังสือ ที่ข้าพเจ้าชื่นชอบอ่านมาตั้งแต่เด็ก ติดตามอ่านในห้องสมุด มาได้ติดตามซื้อเป็นของตัวเองเมื่อเริ่มทำงานใหม่ๆ มีเงินเดือนซื้อเองได้ ไม่ได้เป็นสมาชิกหรอกนะครับ ตามซื้อได้เกือบทุกเล่มอยู่หลายปีเหมือนกันครับ (บางเล่มซื้อไม่ได้เพราะปกในหลวง หรือคนสำคัญ จะขายดีมากๆ) จนมาช่วงหนึ่งแบ่งเวลาไม่ถูก งานเยอะและอ่านหลายเล่มเกินไป เลยเลิกซื้อไปครับ

ยังไงข้าพเจ้าก็ยังติดตามอ่านอยู่เสมอๆ โดยใช้วิธีเลือกซื้อฉบับที่สนใจมาอ่าน และถ้ามีเวลาได้ไปตามงานหนังสือแห่งชาติ ก็จะไปตามเก็บเล่มเก่าๆเพราะสำนักพิมพ์เอามาลดราคาอยู่บ้าง (แต่ถ้าเล่มเก่าๆดีๆ ตามร้านขายหนังสือเก่า ไม่ได้ตามเก็บ  เก็บไม่ไหว ไม่มีเงิน ราคาแพงกว่าปกเยอะครับ)

     sarakadee

หนังสือหัวขาวสันปกเขียวบนแพงหนังสือวันนี้ (เมื่อก่อนเขาเคยเป็นสีเหลืองมาก่อนนะครับ) หนังสือเขาดีจริงๆ ครับ ภาพสวย บทความ บทสัมภาษณ์ เนื้อหาดี ข้าพเจ้าว่าแม้อาจเทียบไม่ได้กับหนังสือระดับโลก สัญลักษณ์กรอบสี่เหลี่ยมสีเหลือง ที่ใครๆก็ต้องรู้จักหนังสือเล่มเหลือง National Geographic ที่ อมรินทร์พริ้นติ้ง หรือ Aprint เอามาทำเป็นนิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย แล้ว

รับรองได้ว่ารูปหรือบทความจากสารคดี โดยเฉพาะเรื่องในประเทศไทย ไม่เป็นสองรองใครแน่นอน เด็กนักเรียน นักศึกษา ที่ต้องทำรายงานส่งอาจารย์ ต้องหยิบยืมหรือหาบทความใดบทความหนึ่ง ของนิตรสารฉบับนี้มาบ้างไม่มากก็น้อย เป็นใบรับรองได้ดี

บรรณาธิการก็สุดยอดคุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ นั้นเอง ทำตั้งหลายหน้าที่ทั้งบรรณาธิการ เขียนบทความก็เยอะแยะ สัมภาษณ์ก็ทำ แบ่งเวลายังไงกัน เก่งจัง ที่ผมชอบอ่านของพี่เขามากที่สุด คือบทสัมภาษณ์ เวลาพี่เขาไปสัมภาษณ์คนเก่งต่างๆ ที่ลงในหนังสือ คำถามต่างๆที่ถามไม่ธรรมดานะครับ แล้วในสารคดีก็มีคนเก่งๆในกองบรรณาธิการเยอะแยะครับ ระดับสุดยอดทั้งนั้น

นิตยสารสารคดี นี้ไม่ค่อยได้กำไรมากหรอกนะครับ ช่วยอุดหนุนเขาหน่อยก็ดี เขาอยู่ได้ด้วยอุดมการณ์ของผู้ก่อตั้ง ที่เริ่มจากทำนิตยสารโบราณคดีมาก่อน เจ้าของคือ บริษัทวิริยะธุรกิจ เมื่อพูดถึงแล้วก็ต้องทำความรู้จักคำสำคัญคนหนึ่งไว้ด้วย นั่นคือ คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ผู้สร้างตำนานมากมายในเมืองไทย ตั้งแต่ธุรกิจในเครือ วิริยะ เครือธนบุรีประกอบรถยนต์ หรือผู้สร้างยี่ห้อเบนซ์ในเมืองไทยให้เป็น brand ชั้นยอด ผู้สร้างเมืองโบราณ และอื่นๆอีกมาก

คุณเล็ก ผู้ชายตัวเล็กๆ นักธุรกิจ ผู้ทำคุณประโยชน์ทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีของประเทศไทย ไว้อย่างมากมาย ร่วมกับ อ.มานิต วัลลิโภดม และลูกชาย รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม ร่วมกับตำนานของเมืองไทยอีกท่านคือเจ้าของนามปากกา น. ณ ปากน้ำ ผู้ยิ่งใหญ่อีกท่าน และเหล่าศิษย์ อาจารย์ ศิลปากรอีกมาก เรื่องเหล่านี้มีเวลาค่อยมาเขียนสดุดีกันใหม่ เรื่องมันยาว

กลับมาเรื่องหนังสืออัจฉริยะสร้างได้ ของคุณวนิษา เรซ นั้นต้องยอมรับว่าไม่เคยได้อ่านจริงๆจังๆอะไร ก็ได้พลิกไปพลิกมาในร้านหนังสือบ่อยๆ มีคนผู้ถึงกันมาก ใน mail forward ก็พอได้รับอยู่บ้าง แม้ปกติจะไม่ค่อยมีใครส่งอะไรมาให้ก็ตาม ก็รู้ว่าเป็นหนังสือดีมีประโยชน์ คนเขียนก็เก่ง ไม่ธรรมดา

create_genius  ส่วนเรื่องหนังสือ ไม่อยากมาเล่าให้ฟัง เพราะยังไม่ได้อ่านเองแบบเต็มๆ แต่ก็มีคนเขียน review ดีๆไว้ให้แล้วด้วยทำไมต้องทำเองละก็ link ไปสิครับ วิจารณ์ อัจฉริยะสร้างได้  และ เสริม อัจฉริยะสร้างได้…แบบคนไทย จาก blog เดียวกัน ประเทศไทยพัฒนา คนวิจารณ์ก็เก่ง ฮิฮิ

ที่ต้องเขียนถึงวันนี้ก็เพราะวันนี้ข้าพเจ้าต้องเขียนเรื่อง เงินไหลนอง ทองไหลมา ใหม่เนื่องจากอุบัติเหตุบางประการทำให้ถูกลบไป เพราะไม่ได้อ่านจึงจำประเด็นได้แค่ว่าเรื่อง Mind Map ในหนังสืออัจฉริยะสร้างได้ นี้ได้พูดถึงไว้ จะขอทำ Link ไปหน่อย ค้นไปค้นมาจึงได้ข้อมูลดีๆและฟังเรื่องดีๆมาจาก “หนูดี” คุณวนิษา เรซ ที่มาคุยกับตาสรยุทธ ในรายการจับเข่าคุยทางช่อง ๓ เจ้า bec เหอๆ

สรุปว่าวันนี้ข้าพเจ้า ฟังไป ๓ รอบแล้ว ถ้ามีเวลามีเรื่องที่จะนำมาเขียนใน blog นี้ได้อีกเยอะเลยครับ มีคนทำ link ไว้เยอะเลย แต่ลองไปฟังดูครับที่นี้และกันครับ ต้นฉบับของเขาเลยครับ 

http://www.thaitv3.com/variety/Jubkhoakooy14072007.swf

วนิษา เรซ  ผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง ปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ถ้าไม่ได้ลองไปที่นี้ครับhttp://www.thaitv3.com/variety/jeabkaokui(14-07-50).html ลองฟังดู แค่รอบแรกคุณก็จะรู้แล้วว่า “หนูดี” คนนี้มีดี ไม่ธรรมดาทั้งหน้าตา บุคคลิกและความรู้สมชื่อ “หนูดี” จริงๆ ..คงต้องไปหาหนังสือมาเป็นเจ้าของสักเล่มแล้ว..ข้าพเจ้าเอง

วิถีของธุรกิจขนาดเล็ก

October 28, 2007

ผู้เขียนบอกไว้ว่า “มันจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่กำลังทำธุรกิจอยู่และคนที่คิดอยากจะทำธุรกิจในอนาคตไม่ว่าธุรกิจนั้นจะเป็นธุรกิจอะไรก็ตาม” ข้าพเจ้าว่า มันเหมาะอย่างยิ่งสำหรับทุกคนที่เป็นส่วนหนึ่งในระบบธุรกิจ เพราะมันมิใช่เพียงวิถีของธุรกิจขนาดเล็ก อย่างที่ผู้เขียนบอกไว้ แต่มันเป็นวิธีของระบบธุรกิจที่ทุกคนต้องรู้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในระบบธุรกิจใดๆ ทั้ง เล็ก กลาง ใหญ่ หรืออยู่นอกระบบธุรกิจตามความหมายในระบบบริโภคนิยมทั้งหลาย ข้าพเจ้าว่ามันทั้งหมดเป็นเรื่องที่ทุกคนควรรู้ไว้ และสำหรับข้าพเจ้าเอง “เรื่องของคน” และ “สร้างระบบให้เติบโต” มันทั้งสองเป็นเรื่องที่ถูกใจข้าพเจ้าเป็นที่สุด

เรื่องของคน มิใช่เนื้อหาทั้งหมดของมันก็จริง แต่มันเป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าเห็นว่าควรส่งข้อความที่อยู่ในนั้นต่อให้กับผู้บริหารในบริษัทที่ข้าพเจ้าทำงานอยู่เป็นอย่างยิ่ง เพราะข้าพเจ้าว่า ไม่ว่าวิธีธุรกิจจะขนาดไหนก็ตาม เรื่องของคนเป็นปัจจัยสำคัญเป็นเรื่องที่สุด ผู้เขียนบอกเกี่ยวกับเรื่องคนไว้ว่า “เราสามารถทำให้เครื่องจักรทำงานให้เราอย่างเต็มที่ ถ้าเราสามารถป้อนทุกสิ่งทุกอย่างที่เครื่องจักรต้องการได้ตรงตามข้อกำหนดเรื่องการใช้งานของเครื่องจักรนั้น แต่คนไม่เหมือนกัน” และแม้ว่าคนจะสำคัญ แต่การพึ่งพาคนเกินไปก็ใช่ว่าจะดี การสร้างระบบให้เติบโตก็สำคัญยิ่งกว่า ไม่แน่ใจนักว่าผู้เขียนต้องการสื่อความหมายใดจึงให้มันอยู่เป็นบทส่งท้ายของเล่ม แต่สำหรับข้าพเจ้ามันเหมาะอย่างยิ่งที่อยู่ส่วนนั้น

แม้ว่าข้าพเจ้าจะชอบ ๒ บท นั้น แต่คุณค่าของบทอื่นๆก็มิใช่จะด้อยไปกว่ากันเลย ถ้าท่านทั้งหลาย อยากรู้เรื่องราวมากกว่านี้ ก็ลองไปหาอ่านหนังสือเล่มนี้ดู สำหรับผู้ที่ติดตามงานผู้เขียนมานาน ย่อมทราบแหล่งหาซื้อได้แน่นอนอยู่แล้ว แต่สำหรับท่านทั้งหลายที่สนใจ เชิญที่ศูนย์หนังสือจุฬาหรือ B2S นะครับ ข้าพเจ้ารับรองว่าเวลาไม่เกิน ๑ ชม. ที่ท่านเสียไปในการอ่านมันอย่างพินิจพิเคราะห์แล้ว จะต้องรับรองผู้เขียนเช่นข้าพเจ้า ว่ามันไม่ได้ทำให้ข้าพเจ้าผิดหวังเลย มันช่วยเติมเต็มความฉลาดให้ข้าพเจ้า มันเป็น “โนว์ฮาว” ที่ช่วยร่นระยะเวลาความรู้ของข้าพเจ้าได้ดียิ่งนัก เป็นยาชั้นดีอีกขนานที่ช่วยบรรเทาความโง่ของข้าพเจ้าออกไปได้อีกมากมาย

                  backcoverbiz_min

 ปล. ติดตามงานของผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ คุณนรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ ฉายา “สุมาอี้” ได้ที่  http://1001ii.wordpress.com