Archive for July, 2008

ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ชื่อนี้ควรรู้จักไว้

July 23, 2008

บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ใครยังไม่รู้จักชื่อบริษัทแปลกนี้บ้างครับ คำว่า “เครดิตบูโร” ละครับรู้จักหรือไม่ครับ “สินเชื่อบุคคล” ละครับ “บัตรเครดิต” โอ้ย..คำนี้คงไม่ต้องถาม ต้องรู้จักแน่นอน มีทั้งแบบบัตรเงิน บัตรทอง หลายรูปแบบ บางคนมีหลายใบหลายยี่ห้อมาก ยิ่งถ้ามีบัตรแบบ “ปลาตีน้ำ” ละก็เป็นความฝันของคนยุคใหม่ก็ว่าได้ ฮาฮา ไอ้เรามีบัตรเงินใบเดียวก็ยังไม่เคยใช้เต็มวงเงินสักครั้ง ก็ไม่เข้าใจว่าจะมีไปทำไมหลายๆใบ

ก็อยากมีอีกใบเหมือนกันครับไว้สำรองเผื่อฉุกเฉิน จะไปยื่นขอใหม่ก็หลายครั้ง แต่กลัวเหลือเกินครับ ว่าจะไม่ได้…แหะๆ..ไม่ใช่ครับ กลัวว่าจะได้มาวงเงินเยอะเกินความต้องการ ยิ่งไม่ค่อยได้ใช้ เกิดทำหายไปไม่รู้ตัว มีคนเอาไปช่วยใช้ละยุ่งเลยครับ ฮาฮา ฮาไม่ออกแน่

ใครจะมีบัตรเครดิตกี่ใบก็เรื่องของเครดิตของแต่ละคน ใครจะคิดว่ามีหลายใบ หลายบัตร ดูดีเทห์ มีเครดิตดีก็ว่ากันไป ยิ่งมีเยอะเท่าไหร่นั้นหมายความว่าต้องยิ่งทำความรู้จักกับบริษัทฯชื่อแปลกๆให้ดียิ่งขึ้น แต่ใช่ว่าคนที่มีบัตรเครดิตใบเดียว หรือไม่มีเลยไม่ต้องรู้ หรือรู้น้อยก็ได้นะครับ มีมากมีน้อยไม่สำคัญ สำคัญว่าการมีบัตรเครดิตมากเท่าไหร่นั้นก็คือการที่คุณมีศักษภาพในการสร้างหนี้ได้ทุกสถานที่ทุกเวลา

ยิ่งมีหนี้มากเท่าไหร่ จากหลายแหล่ง การจัดการกับหนี้การจ่ายหนี้ยิ่งสำคัญกว่า เอาเป็นว่าคนที่มีศักษภาพในการสร้างหนี้ในระบบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นกู้เพื่อบ้าน เพื่อรถ เพื่ออื่นใดก็ตาม การจ่ายหนี้นั้นสำคัญกว่า เพราะการที่จะมีเครดิตหรือไม่มีเครดิต เขาดูกันที่ตอนจ่ายนะครับ ไม่ใช่ตอนสร้าง

เมื่อก่อนระบบจัดการเครดิตบ้านเรา ไม่เป็นระบบเท่าไหร่ เพราะมีสองค่ายแข่งกัน เอาเป็นว่าไปอ่านจากประวัติบริษัทที่ว่านี้ก็ได้นะครับ ทำให้การตรวจสอบเครดิตวุ่นวายการจัดการก็ยาก แต่นับแต่ปี 48 ที่ผ่านมา เมื่อเขาควบรวมแล้วค่อยปรับระบบปรับการจัดการต่างๆให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น การจัดการหนี้ การตรวจสอบในระบบก็ทำได้ง่ายขึ้น ก็หวังว่าจะทำให้ระบบการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินในบ้านเราจะทำได้รัดกุมยิ่งขึ้น จะได้เอาภาษีไปใช้จ่ายอย่างอื่นบ้าง ดีกว่าเอาไปอุ้มสถาบันที่ไร้สถาบันพวกนี้

“เครดิตบูโรตระหนักถึงความสำคัญในการตรวจสอบข้อมูลเครดิตของผู้บริโภค จึงปรับลดค่าธรรมเนียมในการตรวจสอบจากราคาเดิม 200.- เหลือเพียง 100.- (เฉพาะกรณีบุคคลธรรมดา) ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป” ตัดเอาข้อความที่เขาประกาศเชิญชวนมาให้ไปลองตรวจสอบเครดิตของตนเองดูนะครับ ปีที่ผ่านมาบริษัทเขาเริ่มทำกำไรแล้ว เขาก็ลดค่าธรรมเนียมให้น่าสนใจ การตรวจสอบก็ง่ายๆแสนง่าย เร็วด้วยครับ

เอาเป็นว่าลองตาม link ไปดูวิธีการเอาเองนะครับ ทำได้หลายที่ แต่ถ้าไปที่สำนักงานที่ ธอส. สำนักงานใหญ่ ก็จะสะดวกหน่อย บุคคลธรรมด๊าธรรมดาอย่างเราๆ ถ้าไปด้วยตัวเอง แค่มีบัตรประชาชนใบเดียว ไม่ต้องสำเนา ใดๆทั้งสิ้น กรอกอะไรนิดๆหน่อยๆ จ่ายเงินไป 100 บาท เมื่อวันก่อนที่ไปคนก็เต็มห้องตลอดเวลา รอประมาณ 15-20 นาที ก็ได้แล้วครับ ช่วยไปอุดหนุนบริษัทเขาหน่อยครับ จะได้เลี้ยงตัวเองรอด 

ไปลองดูนะครับ เอาไว้ตัวสอบประวัติเครดิตตัวเองไว้หน่อย ไม่เสียหายอะไรครับ จะได้รู้ว่าเรามีเครดิตเป็นอย่างไร มีหนี้รวมเท่าไหร่ จะสร้างหนี้อีกดีมั้ย ติดแบล็กลิสหรือเปล่า ข้อมูลเก่าๆที่เคยคิดว่ามันปิดไปแล้วไม่มีแล้ว ยังมีอยู่อีกหรือเปล่า เล็กๆน้อยๆ..รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม นะครับ…ข้าพเจ้าเอง

Advertisements

ดอกเบี้ยแพงๆแบบนี้ ไม่ใช่แค่ 50 สตางค์

July 22, 2008

เหล่ากูรูบอกว่าดอกเบี้ยเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก คำนี้ถูกต้องสำหรับผู้ที่มีรายได้จากดอกเบี้ยเท่านั้น เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของการทบต้น แต่สำหรับผู้ที่เป็นลูกหนี้ ต้องเสียเงินจากดอกเบี้ยเงินกู้ ดอกเบี้ยเป็นมากกว่านั้นมาก ไม่เชื่อก็ลองไปถามเหล่าสมาชิกชมรมคนติดหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลดูก็ได้ครับ ไม่เคยคิดและไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมถึงไปติดหนี้ได้เยอะขนาดนั้น เจ้าบริษัทที่ให้กู้ ก็ปล่อยเครดิตออกมาได้ยังไงก็ไม่ทราบได้ เลอะเทอะกันจนเกินเลย ไม่มีวินัยทางการเงินกันเลยทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้

ตอนนี้มีหนี้ก้อนใหญ่อยู่สองก่อนคือบ้านกะรถ สมกะเป็นคนเมืองที่ทำมาหากินในเมืองหลวง ดอกเบี้ยของทั้งสองแหล่งก็มีวิธีคิดไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะดอกเบี้ยเช่าซื้อรถ ทำไมรัฐไม่ออกกฏให้บริษัทที่ทำธุรกิจแบบนี้ ให้วิธีคิดดอกเบี้ยที่มันเข้าใจง่ายๆ ก็ไม่รู้ จะมีสักกี่คนที่กลับมาคำนวณใหม่ว่า ดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ต้องจ่ายเท่าไหร่กันแน่

บ้านข้าพเจ้าก็ถอยออกมาได้สามปีแล้ว ส่วนรถก็พึ่งจะครบขวบปีไปไม่นาน อยู่หอมาหลายปีก็ต้องมีบ้านก่อนมีรถครับ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคนบ้านนอกเข้ากรุงในเมืองส่วนใหญ่จึงชอบมีหนี้รถก่อนหนี้บ้าน ไม่รู้หรือไงว่ารถนี้มันมีแต่ค่าเสื่อม มีแต่ค่าใช้จ่าย ทั้งค่าผ่อน ค่าประกัน ค่าภาษี ค่าน้ำมัน ยิ่งน้ำมันแพงแบบนี้ด้วย ขับรถออกนอกบ้านก็ต้องจ่ายเงินอื่นๆอีกเพียบ ถ้าเป็นบริษัทจดทะเบียนครบห้าปีก็หมดมูลค่าแล้ว

ดอกเบี้ยของรถก็ช่วยอะไรไม่ได้ มีเงินก็เอาไปใส่เพิ่มไม่ได้ มีเงินเล็กๆน้อยๆก็เอาไปช่วยไม่ได้ ลดต้นลดดอกได้เหมือนบ้าน ของรถต้องปิดบัญชีอย่างเดียว อย่างนี้ก็ผ่อนต่อไปตามระเบียบ ช่วงนี้เงินเฟ้อเยอะดีด้วย ฮาฮา มีหนี้ก็ดีนะ ส่วนของบ้าน ครบ ขั้นบันไดสามปี 3-4-5 ที่ทำไว้กับ ธอส. ก็หมดพอดี เปลี่ยนมาเป็นลอยตัว MRR-1.25 ตามสวัสดิการของบริษัท ได้เดือนสองเดือนแล้ว ตอนนี้ MRR 7.5 ก็เหลือ 6.25 เยอะไป ถึงเวลาที่ต้องไปจัดการเปลี่ยนสัญญาใหม่

วันนี้จึงไป ธอส. สำนักงานใหญ่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์แหล่งเงินกู้ที่ได้ไปยื่นไว้ตั้งแต่สามปีก่อน เพื่อขอเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยใหม่ แค่มีสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน สองอย่างก็เพียงพอต่อการทำงาน และก็ทำงานได้เร็วกว่าที่คิดมาก เร็วกว่าเวลาขับรถจากบ้านมาที่นี่อีก ไม่รู้เป็นเพราะระบบหรือพนักงานดีหรือเป็นเพราะใช้ software ดี แต่ที่เห็นแน่คือเขาใช้ Application ของ Finacle ในการทำงานทั้งหมด ซึ่งพนักงานที่ใช้ก็ทำงานได้คล่องมาก ทั้งๆที่หน้าจอทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ เท่าที่ดูเหมือนซื้อยกมาทั้งชุด แล้วปรับระบบการทำงานให้เข้ากับ software ที่ซื้อมา แหม!!ดีจริงๆ

การทำงานก็เร็วจริงๆครับ การไปยื่นเรื่องก็มีแค่สองขั้นตอน หนึ่งคือไปขอเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที เซ็นต์สำเนาถูกต้องไปสองครั้ง แล้วเซ็นต์ชื่อไปอีกสามครั้ง แล้วก็นั่งดูหน้าจอ Finacle ไปเรื่อยๆ เสร็จก็ไปนั่งรอเซ็นต์สัญญาใหม่ ตอนนี้ก็ช้าหน่อยครับคนเยอะ รอเกือบ 1 ชม. (ระหว่างรอนี้ เพื่อไม่ให้เสียเวลาที่มาถึงแหล่ง ก็ไปตรวจสอบเครดิตจากเครดิตบูโรได้ครับ อันนี้ก็เร็วมากเหมือนกัน ไว้มาโม้ต่อวันหลังครับ) แล้วพอเรียกหมายเลขที่ได้คิวไว้ ก็เซ็นต์ชื่ออีก 6 ครั้ง ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที ก็เสร็จครับ เร็วจริงๆ ประทับใจมากๆ

สรุปแล้วได้อัตราดอกเบี้ยใหม่ลอยตัวพิเศษเท่ากับ MRR-1.75 ไปอีก 3 ปีครับ ตอนนี้ก็เหลือ 5.75 ครบสามปีได้ MRR-1 สรุปว่าลดดอกเบี้ยจากของเดิมไปได้ตั้ง 50 สตางค์ คิดกลับมาเป็นเงินผ่อนต่องวดได้ลดไปตั้งเยอะ ฮาฮา..อีกสามปี ผ่อนรถหมดพอดี ค่อยมาว่ากันใหม่ว่า ธนาคารของรัฐนี้จะมีนโยบาย อะไรมาให้เล่นอีก..ขอบคุณครับ..ข้าพเจ้าเอง

การรอคอย ขอเหล่าผู้กล้า หนึ่งในสามหมื่นรายที่เหลือจากกรมสรรพากร

July 21, 2008

ว่าจะไม่เขียนบ่นเรื่องนี้แล้ว แต่ก็อดไม่ได้ เพราะเมื่อกี้กลับเข้ามาถึงบ้าน เปิดดูข่าวไทยพีบีเอส บังเอิญมีเรื่องการร้องเรียน การขอคืนภาษีล่าช้าพอดี สรุปได้ว่า ข้าพเจ้าเป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่กรมสรรพากรให้บริการเป็นพิเศษ หนึ่งในสามหมื่นรายที่เหลือที่กรมฯตรวจสอบให้อย่างละเอียด เพราะอาจมีข้อผิดพลาดหรือมีข้อมูลไม่เพียงพอในการทำการตรวจสอบการขอคือ ทำให้ขั้นตอนการขอคืนภาษีล่าช้ากว่าปกติ 

ท่านเจ้าสำนักบอกว่าทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนนี้ รอดูสิว่าจะโม้อีกหรือเปล่า โทรไปตามทั้ง call center ทั้งสำนักงานสาขาก็หลายรอบแล้วไม่เห็นจะได้เรื่องอะไรขึ้นมาเลยครับ วันนี้ก็พึ่งโทรไป เอกสารก็ส่งไปให้นานโขแล้ว ก็ยังไม่ได้เรื่อง แถมมาบอกอีกว่าให้จัดเตรียมเอกสารไว้ใหม่ด้วย จะบ้าตายส่งตัวจริงไปให้หมดแล้วนะครับท่าน มีเหลือแต่สำเนาจะให้ส่งไปให้อีก

สาขาบอกว่าเอกสารไม่ชัด ตัวจริงนะครับท่านไม่ชัดได้ไง เจ้แกบอกว่าเป็น scan นะค่ะ ไม่ชัดค่ะ ก็บอกว่าส่งตัวจริงไปให้ ไม่ชัด เป็นไปไม่ได้ เจ้บอกต่อว่าตัวจริงคงถูกทำลายไปแล้ว เพราะกรมฯถือว่า scan ใส่ระบบแล้วถือเป็นหลักฐานได้ ยังไงต้องขอให้เตรียมเอกสารไว้ด้วย ก็สวนไปว่าบอกให้ผู้เสียภาษีเก็บเอกสารไว้ตั้ง ๕ ปี แล้วกรมฯทำลายเอกสารตัวจริงไปเนี้ยนะ ทำอย่างนี้ได้อย่างไร ยังไงคุณเจ้ ก็ต้องไปติดต่อหามาให้ได้ ส่งไปหมดแล้ว

เจ้บอกต่อว่า ก็อาจจะมีนะค่ะ แต่คงจะล่าช้า เพราะขั้นตอนมันเยอะ ตกลงมีหรือไม่มีกันแน่ก็ไม่รู้ บอกเจ้ไปว่าเอกสารเก็บใส่ลังไปหมดแล้ว เพราะรอมาหลายเดือนแล้วหายาก เจ้เลยบอกว่าเดี่ยวไปตามจากส่วนกลางให้ แต่ขอให้เตรียมหาไว้ให้ด้วย พร้อมส่งไปให้ใหม่ ใครจะไปยอมง่ายๆ ขั้นตอนเยอะอะไรกันหนักหนาก็ไม่ทราบ

โทรกลับไป call center อีกครั้งว่าเอกสารอยู่ไหน ทำไมไม่ส่งไปให้สาขาให้ครบถ้วน call center ก็ได้แต่ บล๊า บล้า แบะ แบะ แถมยังบอกอีกว่าขั้นตอน ระหว่างสาขา กับส่วนกลางเร็วค่ะ ไม่ช้าเป็นขั้นตอนภายในของกรมฯ ไม่มีปัญหาอะไร แต่ call center ไม่มีอำนาจจะไปจัดการได้ ยังไงให้โทรไปถามสาขานะค่ะ เพราะเรื่องของท่านผู้มีอุปการะคุณได้โอนไปให้สาขาตั้งแต่ต้นเดือนนี้แล้ว รอหน่อยนะค่ะ (ในใจอย่างจะบอกไปว่า ..รู้ตั้งนานแล้ว ว่าแต่เมื่อไหร่จะได้เงินมิทราบขอรับ หุ้นกำลังตกจะได้มีเงินมาซื้อซักหน่อย) ได้แต่ตอบไปว่า ครับ ฮาฮา

ไม่รู้จะสรุปยังไง ก็ต้องรอต่อไป ช้า หรือ เร็ว กันแน่ก็ยังไม่รู้เลย ฮาฮา รอต่อไปเถอะครับ เหล่าผู้กล้าทั้งหลาย ข้าพเจ้ารอมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์นู้น รอมาได้ตั้งนานแล้ว จะรอถึงสิ้นเดือนก็ได้ครับท่าน ขอให้มันได้จริงๆเถอะ คราวหน้าจะรีบเอาเอกสารทั้งหมดไปถวายให้ด้วยตัวเองเลยครับ..นาย..ฮาฮา..ข้าพเจ้าเอง

โป้ง-แปะ ครั้งที่ ๑,๐๐๐

July 20, 2008

วันนี้ได้ไปทำบุญและฟังธรรมหลวงพ่อปราโมช ที่ศาลาลุงชินมาครับ ได้ฟังธรรมมา ก็คงมีบุญอยู่บ้าง เอาบุญมาฝากครับ แล้วก็เอาบทความจากคอลัมน์ หนูน้อยอารีย์ นิตยสารบ้านอารีย์ฉบับที่ ๑๑ ที่เขาแจกมาฝากครับ ก่อนจะพิมพ์กะว่าจะตาม link ไปคัดลอกมาง่ายๆ ปรากฏว่า http://www.baanaree.net/mag.php ตามไปแล้ว ไม่มีหน้าที่ต้องการลอกมา ทำไมมาลืมหน้านี้ได้ไม่เข้าใจเลย แต่ไม่เป็นไรครับ พิมพ์ใหม่ก็ได้ ง่ายๆ สบายๆ อยู่แล้ว ตามนี้เลยครับ

เสียงรถเก๋งที่เคลื่อนเข้ามาจอดตรงบริเวณโรงรถได้ยินเข้าไปถึงด้านใน ทำให้เด็กหญิงหน้าขาว ตาใส ชวนเอ็นดู วัย ๔ ขวบ ที่ชื่อ “ต้นข้าว” รีบผลักประตูบ้านพรวดพราดออกมา มองคุณแม่กำลังก้าวลงมาจากรถ พร้อมเสียงทักทาย

“นับแล้วนะ..หนึ่ง..สอง..”

แม้ไม่ค่อยเหมือนคำทักทายทั่วไปสักเท่าไหร่ แต่หนูน้อย “ต้นข้าว” กลับจำได้ดีรอยยิ้มเปิดกว้างบนหน้าใสน้อยๆนั้นพร้อมกับเสียงร้อง “วิ้ด..ดด” อย่างดีใจ หันหลังวิ่งจี่กลับเข้าไปในบ้าน พร้อมกับตะโกนออกมา

“อย่างเพิ่งนับแม่..อย่างเพิ่งนับ ซ่อนก่อนค่ะ”

ด้านหลังโซฟาตัวใหญ่ซึ่งอยู่ห่างจากผนังประตูห้องรับแขก เป็นช้องพอเหมาะสำหรับตัวคนขนาดกะทัดรัด โดยข้างๆมีม่านห้อยลงมาจดพื้น สามารถเอามาคลุมตัวได้มิด จึงไม่มีตรงไหนในบ้านจะปลอดภัยไปกว่าบริเวณนี้แน่ๆ

“เก้า..สิบ..เอาละนะ”

ไม่มีเสียงขานรับ แปลว่าถึงเวลาแห่งการค้นหา ขณะที่เท้าผู้เป็นแม่ย่างก้าวเข้ามาใกล้ๆ หูเล็กๆทั้งสองข้างเงี่ยฟังตลอดเวลาด้วยความตื่นเต้นระทึกขวัญ

“อยู่ไหนเอ๋ย แม่รู้แล้วในห้องน้ำแน่ๆ” เสียง “เอี๊ยด” ของประตูห้องน้ำ “ไม่มี..เอ๊ะ อยู่ไหนน้า!! ใต้โต๊ะกินข้าวแน่ๆ..ก็ไม่มี”

ต้นข้าวแอบลอบยิ้มอยู่ภายใต้ชายผ้าม่านที่คลุมศรีษะเอาไว้ ทันใดนั้นคุณแม่ก็ยื่นหน้ามามองด้านหลังโซฟา พร้อมกับเอื้อมดึงผ้าม่านออกรวดเร็ว “โป้ง ต้นข้าว” เด็กหญิงหัวเราะร่าอย่างชอบใจ “ทำไมหานานจังค่ะ คุณแม่ไม่รู้เหรอว่าต้นข้าวซ่อนอยู่ตรงนี้”

“คุณพ่อขา ทำงานเสร็จรึยังคะ” ผู้เป็นพ่อนั่งหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ พอได้ยินเสียงแจ้วๆ ของลูกสาวตัวน้อย จึงเปลี่ยนท่าทางเป็นก้มหน้าปิดตามตนเองฟุบลงกับโต๊ะ “นับแล้วนะ..หนึ่ง..สอง”

ต้นข้าวร้อง “วิ้ด..ดด” อย่างดีใจ หันหลังวิ่งจี๋ไปที่ด้านหลังโซฟา “อย่าเพิ่งนับ..อย่าเพิ่งนับ ซ่อนก่อน”

เท่าของคุณพ่อเดินเข้ามาเฉียดช่องว่างระหว่างโซฟากับผนัง ป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้นอย่างตั้งใจ โดยแกล้งผ่านไปมา เสมือนผ้าม่านที่คลุมอะไรสักอย่างด้านหลังโซฟานั้นมันเป็นปกติซะจนไม่น่าสงสัย

“ตึ๊กๆตึ๊กๆ..ตึ๊กๆตึ๊กๆ..” ต้นข้าวใจเต้นระทึก แง้มผ้าม่านที่คลุมศรีษะอยู่ลอบมองออกมา และยิ้มด้วยความดีใจ ก่อนจะพรวดพราดออกมาเอื้อมมือแตะขาคุณพ่อ

 “แปะ!!”

ทุกครั้งที่พ่อหรือแม่เอามือปิดตาตนเองแล้วเริ่มนับเด็กหญิงต้นข้าวจะรีบวิ่งเข้าไปแอบยังที่ซ่อนเดิมๆด้วยความตื่นเต้นดีใจ แม้ว่ามันจะเป็นการเล่นซ่อนหาครั้งที่สิบ ร้อย หรือครั้งที่หนึ่งพันแล้วก็ตาม เธอก็ยังคงสนุกสนานได้ราวกับเหมือนว่าเพิ่งเคยเล่นเป็นครั้งแรก

“นับแล้วนะ..หนึ่ง..สอง..”

สิ่งที่น่าเบื่อมากๆ อย่างหนึ่ง คือการใช้ชีวิตแบบซ้ำๆซากๆ ทำงานซ้ำๆ เจอเรื่องราวซ้ำๆ เหมือนกันทุกวัน จนบางทีอยากจะหนีชีวิตแบบนี้ไปให้ไกลๆ โดยลืมความรู้สึกดีๆ เมื่อครั้งต้องเริ่มต้นกับมันไปอย่างหมดสิ้น แต่มีบางคนสามารถสนุกตื่นเต้นกับเรื่องที่ทำซ้ำๆทุกวัน ทุกเวลา ได้โดยไม่รู้สึกเบื่อ ราวกับว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก

จงมีความสุขอยู่กับปัจจุบันขณะ

เมื่ออ่านจบรอบแรกขณะรอหลวงพ่อเทศน์ ก็คิดไว้เลยว่าต้องเอามาบอกต่อ ขอบคุณกับปัจจุบันดีๆ แต่แค่ไม่ถึงสองชั่วโมงนับจากที่ได้อ่าน ก็กลับลืมสิ้น ความสุข ปัจจุบันอะไร หายหมด

ขณะขับรถกลับ รถติดมาก กว่าจะออกจากปากซอยได้ใช้เวลาสี่สิบกว่านาที ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ารถต้องติดแน่ๆ ก็คนมากมายขนาดนั้น ขับรถมาเองเกือบทั้งนั้น ตอนออกมาก็ปล่อยให้คนอื่นๆออกไปก่อนหน้าพักใหญ่แล้วก็ตาม ขณะที่ขับไปหยุดไป ก็เก็บงำอารมณ์เสียเอาไว้ เมื่อผ่านมาได้ก็รีบร้อนเอาเป็นเอาตาย ทั้งๆที่ไม่รู้จะรีบไปทำอะไร เจอรถคันไหนขับช้าๆเก้งๆก้างๆก็บีบแตรไล่เขาไปทั่ว

เจออยู่คันหนึ่งขับช้าแล้ว ไม่รู้ทำอะไรกัน หรือมัวแต่นั่งโม้กันอยู่ในรถก็ไม่ทราบได้ ขับช้าแล้วก็มาอยู่เลนขวา เลนซ้ายก็ว่างโล่ง ไล่ก็ไม่ยอมหลบ ขับตามมาก็นาน ชาวบ้านชาวเมืองก็ฉีกออกไปหมดแล้ว ในที่สุดอารมณ์การรอก็ถึงจุดสิ้นสุด ปาดซ้าย แล้วก็ปาดขวากลับทันที ฮาฮา ก็เจอทั้งแตรทั้งเปิดไฟไล่ มาโกรธที่ตัดหน้า ก็ไม่สนใจ รู้คิดทันอารมณ์ก่อนปาดด้วยแต่กายสั่งหักพวงมาลัยไปแล้ว ห้ามไม่ทัน ช่างมัน ก็อารมณ์ดีเร่งเครื่องวิ่งฉิวมาอย่างสบายใจ

ขับมาซะไกล ถึงหน้าห้างแห่งหนึ่งรถติด ปรากฏว่ารถคู่เวรคู่กรรม เร่งเครื่องตามมาติดอยู่ข้างๆด้วย ทั้งๆที่วิ่งช้าๆอย่างนั้นไม่น่าจะตามทัน เจอบีบแตรก็ต้องหันไปดู พี่แกคงโกรธหน้าดู เลยซิ่งตามมาตลอดทาง ทำท่าทาง ชี้มือชี้ไม้ บริกรรมคาถาให้พรชุดใหญ่ แม้ว่าจะไม่ได้ยิน แต่ก็รับรู้ได้ถึงความบ้าคลั่งของคนโกรธได้ ถึงมีเหตุการณ์อารมณ์ไม่ทันยั่งคิดได้บนหน้าหนังสือพิมพ์ได้บ่อยๆ เมื่อรับความความรู้สึกได้เต็มๆ ก็กลายเป็นทุกข์ขึ้นมาทันที..ขณะนั้นเกิดอารมณ์ขึ้นมามากมาย โชคดีที่พี่แกเลี้ยวต่อไปอีกทางไม่อย่างนั้น..

ขอโทษครับ วันหลังจะไม่ทำอีกแล้วครับ..ความสุขอยู่กับปัจจุบันขณะ..ไม่ง่ายเลย…ข้าพเจ้าเอง

……………….

ข้อมูลเพิ่มเติมครับ  

“บ้านอารีย์” เริ่มต้นจากการเป็นสถานที่ทำงานของกลุ่มญาติธรรมที่มีใจอุทิศทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา จากจุดเริ่มต้นที่เป็นสถานที่ทำงานเบื้องหลัง โดยเปิดให้ผู้สนใจอื่น ๆ เข้ามาศึกษาสื่อที่นำมารวบรวมเพื่อทำงานนั้น  ได้ขยายวงได้ก่อประโยชน์กับชุมชนจนพัฒนาขึ้นเป็นห้องสมุดธรรมะ จนปัจจุบันได้พัฒนาไปเป็นมูลนิธิ ในนาม มูลนิธิบ้านอารีย์

วัตถุประสงค์ของมูลนิธิบ้านอารีย์
๑. เป็นไปโดยการส่งเสริมและสนับสนุนในการเผยแผ่พุทธศาสนา
๒. ส่งเสริมด้านวัฒนธรรม
๓. เป็นทุนการศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษาที่เรียนดีแต่ขาดทุนทรัพย์
๔. ดำเนินการเพื่อสาธารณประโยชน์ หรือร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่น ๆ เพื่อสาธารณประโยชน์
๕. ไม่ดำเนินงานเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่อย่างใด

ยังไงก็ต้องทำ ทำไปเสียเปล่าอะไร ผมไม่รู้หรอก จะเป็นไงต่อค่อยว่ากัน นี่..ผมทำตามนโยบาย ท่านผู้ว่าฯ!

July 12, 2008

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ยินประโยคนี้มาจากการได้เข้าประชุมเตรียมโครงการ ของหน่วยงานหนึ่ง จึงนึกสงสัยว่าไอ้โครงการทั้งหลายทั้งปวงที่ทำๆกันอยู่ โดยเฉพาะนโยบายที่ท่านผู้นำ ไม่ว่าจะระดับไหน ที่มีบัญชา มาประโยคสองสามคำ แล้วให้ลูกไล่รายทางไปดำเนินงานต่อแล้วก็มารายงานผล ว่าศึกษามาแล้ว ที่ไปดำเนินงานมา แล้วผลนี่มันได้เรื่องจริงๆหรือครับ คุ้มค่าจริงๆหรือครับ

ว่าไงก็ว่ากัน..ทั้งๆที่คนไปรับนโยบายมา หรือได้ฟังมานิดหน่อย แล้วที่มากระเดียดซะใหญ่โต ก็ยังไม่รู้เลยว่าที่เจ้านายต้องการมันคืออะไรกันแน่ จะถามนายต่อว่าที่นายต้องการแท้จริงคืออะไรก็เปล่า บอกได้แค่ว่านายสั่งมาแบบนี้ ยังไงก็ต้องทำให้ได้ ทำโครงการใหญ่ตอนนี้ยังไม่ได้ก็เป็นไร ทำโครงการทดสอบทดลองไปก่อนก็เอา และก็ต้องการผลเร็วๆด้วยนะ นายต้องการ..หรือ (กู) ต้องการด่วน

ที่สำคัญคือไม่สนใจว่าแท้จริงแล้วทำไปมีประโยชน์หรือไม่ หน่วยงานจะทำได้จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ขอให้ตอนนี้ได้แก้ผ้าล่อนจ่อนไปแสดงก่อน ให้ตัวเองมีงานออกมาสักหน่อยนึง เพื่อไปบอกนายได้ว่า ผมทำมาแล้วนะครับนาย ตามนโยบายนายทุกประการ..แหะๆ..ผมเก่งใช่มั้ยครับเจ้านาย ส่วนดูแล้วนายจะลูบหัวหรือดีดออกมาก็ยังไม่รู้เลย..ฝันเปียกไปก่อนแล้ว

ตัวเองที่รับงานมาก็ไม่ได้ทำ มาบังคับคนอื่นให้ทำต่อ มาสั่งต่ออีกทอด อีกทอดๆๆๆ ไปเรื่อยๆ ไอ้ตอนถ่ายทอดคำสั่งก็ยังไม่รู้เลยว่าจะเอาอะไรกันแน่ สุดท้ายจากคำถามคำตอบง่ายๆ หรือแค่มุขขำๆ ที่อาจจะไม่ได้เป็นคำสั่งอะไรเลย ท้ายสุดกลายเป็นโครงการมหึมา ดึงคนจะสองสามบริษัท ให้มาทำ ให้มาลอง แล้วผลที่จะได้ ก็ไม่เห็นจะได้เรื่องตรงไหน ปากก็บอกว่าดีๆ เอาไปใช้ต่อได้ในอนาคต

ดู่ดู๋ดู..ดูมันทำ..แล้วก็ไม่เห็นจะมีอนาคตตรงไหน ไอ้คนจากบริษัทที่มาทำก็หวังอนาคตสุดกู่ จากโครงการซื้อคะน้ามาปลูกโชว์ในแปลงง่ายๆสองสามร่อง หวังว่าจะกลายมาเป็นไร่ส้มพร้อมโรงงานแปรรูปมูลค่านับร้อยล้านได้..ก็หวังกันไป จากแค่ “เฮ้ย..สมคิด.คะน้ากับส้มของเรานี้ เอามารวมกันหรือเปล่าว่ะ”

เห็นแล้วก็อ้างว้างจริงๆ น่าเป็นห่วงยิ่งว่าเหตุการณ์บ้านเมืองตอนนี้ซะอีก อนาคตของประเทศต้องขึ้นกับผู้รับนโยบายแบบนี้ ไหนๆแล้วอันนี้ก็รวมถึงผู้กำหนดนโยบายด้วยละกันครับ

“ยังไงก็ต้องทำ ทำไปเสียเปล่าอะไร ผมไม่รู้หรอก จะเป็นไงต่อค่อยว่ากัน นี่..ผมทำตามนโยบาย ท่านผู้ว่าฯ (นะเว้ย!..) ไปหาทางทำมาเลย คุยกันแล้วเป็นไง ผล ผล ผลเอาไง สัปดาห์หน้าใช้ได้เลยหรือเปล่า ผมจะได้ไปรายงานต่อ” เห้อ..ไม่รู้ว่าทำงานจนเป็นใหญ่เป็นโตมาขนาดนี้ได้ไง นี่ถ้าเป็นผู้ว่าฯ..แล้วรู้ว่าหลังจากนั้นเป็นแบบนี้ละก็..น่าดู..ไอ้สมคิด…ข้าพเจ้าเอง

มาชวนทำบุญอีกแล้วครับ ชวนพิมพ์หนังสือ วิธีสร้างบุญบารมี และอำนาจอันยิ่งใหญ่แห่งกรรม

July 11, 2008

สืบเนื่องจาก สัปดาห์ที่ผ่านมา แวะไปเที่ยว blog ประเทศไทยพัฒนา เจอเรื่อง ชวนพิมพ์หนังสือ วิธีสร้างบุญบารมี และอำนาจอันยิ่งใหญ่แห่งกรรม ไหนๆวันนี้ได้โอนเงินสบทบทุนไปแล้ว ก็เลยมาบอกต่อครับ ทำบุญร่วมกัน ชาติหน้าเผื่อได้เกิดใหม่ จะได้มีกัลยาณมิตรดีๆ ไว้ให้พึงอาศัยบ้าง จะได้ไม่โดดเดี่ยว

ยกรูปและ link ใน blog คุณ blueswing  มาครับ มี link ไปดูรายละเอียดหนังสือโดยย่อที่ท่าน blueswing สรุปไว้และไปดูเนื้อหาเต็มได้ครับ ตามนี้เลยครับ

ประเทศไทยพัฒนาจะพิมพ์หนังสือ “วิธีสร้างบุญบารมี” และ “อำนาจอันยิ่งใหญ่แห่งกรรม” แจกค่ะ
มีรายละเอียดดังนี้

วิธีสร้างบุญบารมี โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
พิมพ์ที่ สำนักพิมพ์ เลี่ยงเชียง กรุงเทพมหานคร โทร. 02 872 9191
(ปกเหมือนในรูป)
1,000 เล่ม เล่มละ 15 บาท
รวม 15,000 บาท

 

 

 

อำนาจอันยิ่งใหญ่แห่งกรรม โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
พิมพ์ที่ รุ่งเรืองวิริยะพัฒนาโรงพิมพ์ โทร. 02 918 0192
(ปกเหมือนในรูป)
1,000 เล่ม เล่มละ 16 บาท
รวม 16,000 บาท

ก็ขอเชิญชวนท่านผู้อ่าน มาร่วมพิมพ์ด้วยกันนะครับ ถ้าต้องการร่วมพิมพ์ ขอให้โอนเงินมาที่บัญชี

“นาง อปมัญาม์ อนันต์อัญญะกร ธนาคารไทยพาณิชย์ 0269 สาขาย่อย ท็อปส์ สุขาภิบาล 3 เลขที่บัญชีออมทรัพย์ 268-203639-8”

โดนเสร็จแล้วยังไงก็รบกวนทุกท่านตาม link ด้านบทไปแจ้งรายละเอียดได้นะครับ ถ้าไม่สะดวกบอกไว้ในที่นี่ก็ได้ครับ แล้วจะไปบอกต่อให้ครับ

ก็ขออนุโมทนาบุญล่วงหน้าครับ และขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไป จนถึงนิพพานในชาตินี้ โดยเร็ววันครับ ก่อนจบก็ยกข้อความใน blog ไว้อีกหน่อย ข้อมูลจะได้ครบถ้วนครับ

“ถ้าโอนมาแล้วขอให้ถ่ายรูป Slip หรือ email รายละเอียดมาที่ developed.thailand@gmail.com พร้อมชื่อของคุณที่อยากจะให้แจ้งในบล็อก แล้วจะ update สมุดบัญชี แล้วถ่ายรูปมาลง พร้อมกับแจ้งว่ามีใครโอนมาร่วมพิมพ์บ้าง ในแต่ละวันนะคะ ถ้าวันไหนมีคนโอนมาจะมาแจ้งนะคะ

และถ้าท่านผู้อ่านต้องการหนังสือ ไปแจกต่อ หรือไปอ่าน ก็ส่งอีเมล์มานะคะ กรุณาระบุจำนวนเล่ม และชื่อที่อยู่ที่จะให้ส่งไปให้มานะคะ แล้วพอพิมพ์เสร็จก็จะส่งไปให้คะ ไม่ได้ร่วมพิมพ์ก็ส่งให้ค่ะ ส่งอีเมล์มานะคะ จะส่งทางไปรษณีย์ไปให้ค่ะ

คาดว่าจะสั่งพิมพ์ช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2551 นี้ แล้วใช้เวลาพิมพ์ประมาณ 1 อาทิตย์ หนังสือก็จะพร้อมแจกตอนประมาณกลางเดือนสิงหาคมค่ะ”

อนุโมทนาทุกท่านครับ

WWW Internet แหล่งระบาย ของพลโลก

July 6, 2008

ตั้งแต่มี internet เกิดขึ้นในโลก ใครๆต่างก็ เอาเรื่องนู้น เรื่องนี้ มาใส่ไว้ในระบบนี้ เต็มไปหมด ข้าพเจ้าเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ไม่ใช่เพื่ออุดมการณ์ใด หรือจะหวังเพิ่มพูนปัญญาให้แก่ชาวโลกหรอกนะ เพราะข้าพเจ้าเองก็มิได้รู้เรื่องอะไรมากมาย แค่เรื่องของตัวเอง แค่รูปแค่นามนี้ ก็ยังไม่รู้เลย ฮาฮาฮา

ที่ขีดๆเขียนๆ blog นี่ขึ้นมา ก็เพื่อสนองความต้องการส่วนตัวเล็กๆน้อยๆ ก็แค่นั้นเอง มันจึงขาดๆหายๆไปบ้าง ใครจะติดตามไม่ติดตาม ก็ไม่เป็นไร ข้าพเจ้าก็แค่พลโลก สิ่งมีชีวิตเล็กๆในระบบตัวหนึ่งก็แค่นั้นเอง ไม่ใช่พลโลกผู้มากด้วย พลัง อำนาจ ทรงอิทธิพลใดๆ

ใครจะได้รับรู้อย่างไรก็ไม่สน จะคิดว่าไอ้บ้านี้จะทำไปเพื่ออะไร ทำไปทำไม ก็ไม่เกี่ยวกับข้าพเจ้า อะไรเขียนออกมาดูดีก็ไม่สน อะไรที่ดูแย่ก็ไม่เกี่ยว จะมีสาระไร้สาระ ก็ช่างมัน

ใครจะระบาย internet เพื่องานอะไรก็ไม่สน จะสีดำ สีขาว สีเทา สีรุ้ง บ้างก็ตามใจ ระบายเป็นทางการ เป็นราชการบ้าง เพื่อภาระกิจเฉพาะบ้าง งานลับลึกบ้าง อ้างว่าเพื่อมนุษย์ชาติบ้าง เพื่อธุรกิจ เงินๆทองๆก็ถมไป งานไร้สาระบ้าง ระบายอารมณ์ ระบายความใคร่บ้าง ระบายความอยากบ้าง จะเป็นเรื่องจริงบ้างเท็จบ้างก็ไม่เป็นไร เมื่อมีปัญญาเข้ามาในระบบนี้ได้ ก็พูดได้แล้วว่าจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ จะดีจะชั่ว ก็อยู่ที่ตัวท่านเอง

จะเชื่อหรือไม่ตาม ในนี้เป็นแหล่งข้อมูลที่มีมากที่สุดในโลกแน่ๆ คุณสามารถหาทุกสิ่งทุกอย่างที่มีในปัจจุบันและที่เคยมีในอดีต รวมถึงที่กำลังจะมีอันใกล้ และที่จะมีในอนาคตอันห่างไกลได้แน่นอน จะว่าไปแล้วทุกๆกิจกรรมที่เกิดขึ้นบนดวงดาวลำดับที่ สาม ที่ได้ชื่อว่า Earth หรือ โลกสีฟ้า ในระบบสุริยะนี้ มีในแหล่งระบายนี้ทั้งหมด หรือจะเป็นเรื่องนอกจะระบบนี้ก็ยังมี เหนือจริง เกินที่จะเชื่อก็มีมากมาย มีเรื่องต่างๆ ตั้งแต่สร้างโลก สร้างจักรวาล มหาจักรวาลเลยก็ว่าได้ อะไรทำให้เหล่าพลโลก บ้ากันได้ขนาดนี้ก็ไม่รู้ เรื่องที่ควรรู้ จำเป็นและคู่ควรกับการได้เกิดมาเป็น “มนุษย์” ไม่ค่อยมีใครสนใจกัน

ใน matrix นี้เป็นยิ่งกว่าโลกเสียอีก ต่างคนต่างก็มีโลกของตัวเองอยู่ในนี้ เสมือนจริงบ้างก็มี มีเรื่องเน่าๆและดีๆ พอๆกันข้างนอก มีเรื่องจริง เหมือนจะจริง เท็จ หลอก ลวง ลับ ลึก ปลอม แปลง มีความสัมพันธ์ซับซ้อนเช่นเดียวกันโลกจริงด้านนอก มีอารมณ์แปรปวนไป เหมือนกันข้างนอก ระบายสีสันได้มันกว่าด้วยซ้ำ ใส่ไฟ ขัดแย้ง แทรกแซก ซอกซึม ก็เช่นกัน และยังเป็นที่ระบายอารมณ์ทางเพศได้ดียิ่งด้วย ระบายความกดดันได้มากมาย ทั้งยังเปิดเผยและชัดเจนมากกว่าด้วย

เหล่าพลโลก ต่างคนต่างระบายสิ่งที่ต้องการแสดงออก ออกมาให้ทุกๆคนเห็น ให้ทุกๆคนมาดู ทุกคนต้องการแสดงออกในโลก เหนือจริงที่นี้ เช่นเดียวกันทั้งหมด มีการเรียกร้องความสนใจต่างๆนานา เพื่อให้มาดูมาสนใจ สิ่งที่ตัวเองต้องการบอก ฮาฮา โลกนี้มันช่างซับซ้อนนัก ระวังตัวกันเอาเองนะครับ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” 

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดูแลรักษาตัวให้รอดปลอดภัยกันเองนะครับ วันนี้แค่ได้มาระบาย..บ้าง.แค่นี้ก็พอใจแล้ว…ฮาฮา..ข้าพเจ้าเอง