มาฆบูชา บูชาเดือน ๓ ไม่เกี่ยวกับความรัก แต่เกี่ยวกับความตาย

มีคนชอบเอาวันมาฆบูชาไปเปรียบกับวันวาเลนไท ว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ความรักเหมือนกัน โยงให้เป็นเรื่องเดียวกันได้ไม่รู้ทำไม นี้ก็ผ่านวันรักๆของฝรั่งมาแล้ว และใกล้จะถึงวันเพ็ญเดือน ๓ หรือว่าปีนี้จะเป็นเดือน ๔ ก็ไม่แน่ใจครับ ต้องไปเปิดปฏิทินไทยๆดูเอาเอง เดียวก็ต้องมีคนหยิบประเด็นนี้มาพูดอีกแน่ แย่จริงๆทำให้ความหมายเดิมของวันดีๆของเราเสียหายหมด

ก่อนอื่นก็ต้องมารู้ประวัติและความสำคัญของวันมาฆบูชา กันก่อน ส่วนวันวาเลนไท ไม่ต้องพูดถึง เพราะคงรู้ๆกันอยู่แล้ว “มาฆะ” เป็นชื่อของเดือน ๓ มาฆบูชานั้น ย่อมาจากคำว่า”มาฆบุรณมี” แปลว่าการบูชาพระในวันเพ็ญ เดือน ๓ วันมาฆบูชาจึงตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ แต่ถ้าปีใดมีเดือน อธิกมาส คือมีเดือน ๘ สองครั้ง วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ แทนครับ

ปีนี้วันมาฆบูชา คือวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๑ ใครๆก็รู้ (อาจมีคนที่ไม่รู้) ว่าวันนี้เป็นวันสำคัญในวันพุทธศาสนา เพราะเป็นวันที่มีการประชุมสงฆ์ ที่เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต คำว่า “จาตุรงคสันนิบาต” แยกศัพท์ได้ดังนี้ คือ “จาตุร” แปลว่า  ๔ “องค์” แปลว่า ส่วน “สันนิบาต” แปลว่า ประชุม ฉะนั้นจาตุรงคสันนิบาตจึงหมายความว่า “การประชุมด้วยองค์ ๔” มีเหตุการณ์อัศจรรย์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันในวันนี้ คือ

๑. พระภิกษุสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า จำนวน ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อมกันที่เวฬุวันวิหาร ในกรุงราชคฤห์ โดยมิได้นัดหมาย
๒. พระภิกษุสงฆ์เหล่านี้ล้วนเป็น “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” คือเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น
๓. พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปที่ได้มาประชุมในครั้งนี้ ล้วนแต่เป็นผู้ได้บรรลุพระอรหันต์ สำเร็จอภิญญา ๖ แล้วทั้งสิ้นๆ ทุก ๆรูป คือ

            ๑. อิทธิวิธี  

            ๒. ทิพพโสตญาณ

           ๓. เจโตปริยญาณ

           ๔. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ

           ๕. ทิพจักขุญาณ

           ๖. อาสวักขยญาณ

๔. เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงกำลังเสวยมาฆฤกษ์

ซึ่งวันนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดง โอวาทปาฎิโมกข์ คือ ข้อธรรมย่ออันเป็นหัวใจสำคัญของพุทธศาสนา แก่พระสงฆ์สาวก ณ เวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์ เพื่อให้พระสงฆ์นำไปประพฤติปฏิบัติ เพื่อจะยังพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป พระคาถา มีดังนี้

สพฺพปาปสฺส อกรณํกุสลสฺสูปสมฺปทา  สจิตฺตปริโยทปนํเอตํ พุทธาน สาสนํฯ
ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโตฯ
อนูปวาโท อนูปฆาโต ปาติโมกฺเข จ สํวโร มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ ปนฺตญฺจ สยนาสนํ
อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธาน สาสนํฯ

แปลว่า

การไม่ทำความชั่วทั้งปวง ๑ การบำเพ็ญแต่ความดี ๑ การทำจิตของตนให้ผ่องใส ๑ นี้เป็นคำสอนของ
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ขันติ คือความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่านิพพาน เป็นบรมธรรม ผู้ทำร้ายคนอื่น
ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต ผู้เบียดเบียนคนอื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ
การไม่กล่าวร้าย ๑ การไม่ทำร้าย ๑ ความสำรวมในปาฏิโมกข์ ๑ ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร ๑ ที่นั่ง
นอนอันสงัด ๑ ความเพียรในอธิจิต ๑ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ที่เข้าใจกันโดยทั่วไป และจำกันได้มาก ก็คือ ความในคาถาแรกที่ว่า ไม่ทำชั่ว ทำแต่ความดี ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ซึ่งที่จริงแล้วมีรายละเอียดอีกพอสมควร ซึ่งทั้งคาถาและคำแปลเอามาจาก wiki และ link นี้นะครับ

http://www.dhammajak.net/budday/maka.php

แท้จริงแล้ว โอวาทปฎิโมกข์ คือหลักธรรมประกอบด้วย หลักการ ๓ อุดมการณ์ ๔ วิธีการ ๖ ดังนี้

หลักการ ๓ คือ
๑. การไม่ทำบาปทั้งปวง
ได้แก่การงดเว้น การลด ละเลิก ทำบาปทั้งปวง ซึ่งได้แก่ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ทางแห่งความชั่ว มีสิบประการ อันเป็น ความชั่วทางกาย ทางวาจา และทางใจ ความชั่วทางกาย ได้แก่ การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติ ผิดในกาม ความชั่วทางวาจา ได้แก่ การพูดเท็จ การพูดส่อเสียด การพูดเพ้อเจ้อ ความชั่วทางใจ ได้แก่ การอยากได้สมบัติของผู้อื่น การผูกพยาบาท และความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม

๒. การทำกุศลให้ถึงพร้อม ได้แก่ การทำความดีทุกอย่างซึ่งได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นแบบของการทำฝ่ายดีมี ๑๐ อย่าง อันเป็นความดีทางกาย ทางวาจาและทางใจความดีทางกาย ได้แก่ การไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำร้ายเบียดเบียนผู้อื่นมีแต่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขา ไม่ได้ให้ มาเป็นของตน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และการไม่ประพฤติผิดในกาม การทำความดีทางวาจา ได้แก่ การไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ และไม่พูดเพ้อเจ้อพูดแต่คำจริง พูดคำอ่อนหวานพูดคำให้เกิดความสามัคคีและพูดถูกกาลเทศะ การทำความดีทางใจ ได้แก่ การไม่โลภอยากได้ของของผู้อื่น มีแต่คิดเสียสละการไม่ผูกอาฆาตพยาบาทมีแต่คิดเมตตา และปราถนาดีและมีความเห็นความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เช่น เห็นว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

๓. การทำจิตให้ผ่องใส ได้แก่ การทำจิตของตนให้ผ่องใส ปราศจากนิวรณ์ ๕ ซึ่งเป็นเครื่องขัดขวางจิตไม่ให้เข้าถึง ความสงบ คือ
       ๑. ความพอใจในกาม (กามฉันทะ)
       ๒. ความอาฆาตพยาบาท (พยาบาท)
       ๓. ความหดหู่ท้อแท้ ง่วงเหงาหาวนอน (ถีนะมิทธะ)
       ๔. ความฟุ้งซ่าน รำคาญ (อุทธัจจะกุกกุจจะ)
       ๕. ความลังเลสงสัย (วิกิจฉา) เช่น สงสัยในการทำความดีความชั่ว ว่ามีผลจริงหรือไม่ วิธีการทำจิตให้ปฏิบัติสมถะผ่องใส ที่แท้จริงเกิดขึ้นจากการละบาปทั้งปวง ด้วยการถือศืลและบำเพ็ญกุศล ให้ถึงพร้อมด้วยการ และวิปัสสนา จนได้บรรลุอรหัตผล อันเป็นความผ่องใสที่แท้จริง

อุดมการณ์ ๔ คือ
๑. ความอดทน
ได้แก่ ความอดกลั้น ไม่ทำบาปทั้งทางกาย วาจา ใจ
๒. ความไม่เบียดเบียน ได้แก่ การงดเว้นจากการทำร้าย รบกวน หรือ เบียดเบียนผู้อื่น
๓. ความสงบ ได้แก่ ปฏิบัติตนให้สงบทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ
๔. นิพพาน ได้แก่ การดับทุกข์ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นได้จาการดำเนินชีวิตตามมรรคมีองค์ ๘

วิธีการ ๖ คือ
๑. ไม่ว่าร้าย
ได้แก่ ไม่กล่าวให้ร้ายหรือ กล่าวโจมตีใคร
๒. ไม่ทำร้าย ได้แก่ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
๓. สำรวมในปาติโมกข์ ได้แก่ ความเคารพระเบียบวินัย กฎกติกา กฎหมาย รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีของสังคม
๔. รู้จักประมาณ ได้แก่ รู้จักความพอดีในการบริโภคอาหารหรือการใช้สอยสิ่งต่าง ๆ
๕. อยู่ในสถานที่ที่สงัด ได้แก่ อยู่ในสถานที่สงบมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม
๖. ฝึกหัดจิตใจให้สงบ ได้แก่ฝึกหัดชำระจิตให้สงบมีสุขภาพคุณภาพและประสิทธิภาพที่ดี

และนอกจากนี้วันนี้ยังเป็นการปลงมายุสังขารด้วย คือ หลังจากที่พระองค์ได้ตรัสรู้และสั่งสอนพระธรรมมาเป็นระยะเวลา ๔๕ ปี วันนี้ พระองค์ตั้งพระทัยว่า ต่อแต่นี้ไปอีก ๓ เดือน เราจักเสด็จดับขันธปรินิพพาน

ซึ่งการปลงอายุสังขารนี้ก็คือวันมาฆบูชาในปีที่พระพุทธองค์มีพระชนมายุ ๘๐ พระชันษา ด้วยเหตุนี้ ในวันมาฆบูชา ชาวพุทธจึงถือว่าเป็นวันที่มีความสำคัญเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้า รวม ๒ ประการ คือ เป็นวันที่แสดงโอวาทปาติโมกข์ และ เป็นวันปลงอายุสังขาร

ดังนั้นใครจะว่าวันมาฆบูชา เป็นวันแห่งความรักของพุทธศาสนา เพราะจะพยายามให้โยงกับวันที่ ๑๔ กุมภา ของทุกปีที่เป็นวันแห่งความรักของฝรั่งเขา และวันมาฆบูชาของเราของมีในเดือนนี้เหมือนกัน อันนี้ก็ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกันแน่นอน ความรักแบบฝรั่งนั้นมากด้วย กิเลส ตัณหา ราคะ มากด้วย โลภะ โมหะ โทสะ แต่คำสอนของพระพุทธเจ้า ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก เพราะทรงสอนให้หลุดพ้นจากทุกสิ้นทั้งปวง

และยังสอนอีกว่าแม้แต่พระองค์เองยังต้องดับขันธ คือต้องตาย ไม่มีใครหนีความตายได้ เมื่อมีเกิด ก็ย่อมมีแก่ มีเจ็บ มีอื่นๆ ไปตามโลกธรรม ๘ และที่สุดก็ย่อม มีตาย..ดังนั้น วันนี้เรายังสรุปได้อีกอย่างว่า ความตายเป็นเรื่องธรรมดา อย่างยิ่ง… อย่าได้เสียใจที่จะตาย  คนที่อยู่ในศีลในธรรม ย่อมไม่กลัวที่จะตาย..จงตายเสียตั้งแต่ก่อนตาย..เอวัง

 

Tags: , , ,

3 Responses to “มาฆบูชา บูชาเดือน ๓ ไม่เกี่ยวกับความรัก แต่เกี่ยวกับความตาย”

  1. กูรูขอบสนาม Says:

    สวัสดีคุณ Copy,

    เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่เข้าไปอ่าน ย้อนยุทธ์ รวดเดียวเลย
    เมื่อยสายตาบ้างมั้ย แต่คงงงงวยมากกว่าเนอะ
    เพราะมีรหัสลับเยอะ เนื่องจากไม่อยากเปิดชื่อแจ้งๆ
    อาจจะมีปัญหาได้

    ต่อนี้ไปคงจะเพลาๆไม่โพสบทความอะไรอีกล่ะ
    คงไปโพสที่ Blog แทน ซึ่งปรับให้คนนอกคอมเม้นท์ได้แล้ว

    มีอะไรก็ติดต่อกันนะคร้าบ
    กูรูเองจะพยายามเข้ามาทักทายส่วนตัวใน Blog นี้บ่อยๆ

    ราตรีสวัสดิ์คร้าบ
    ชะอุ้ย เพิ่ง 2 ทุ่มเอง จะลาไปนอนเสียแล้ว อิอิ

  2. dcopywriter Says:

    สนุกมาเลยครับพี่ เขียนอีกเยอะๆนะครับ
    ทั้งสนุก ทั้งได้ความรู้ เพราะกลยุทธ

    แวะไปเยี่ยมที่ blog มาแล้วนะครับ
    post ได้แล้วจริงๆด้วยครับ

  3. สุโพธา Says:

    ในวันมาฆะบูชาเกิดขึ้นในช่วงที่พระพุทธเจ้าพึ่งเริ่มประกาศพระศาสนาใหม่ๆ ยังไม่มีการบัญญัติพระวินัยขึ้นเลยสักข้อ (เพราะท่านเคารพในทุกคน ท่านจึงรอให้มีปัญหาก่อนแล้วค่อยบัญญัติข้อห้ามต่างๆขึ้นกลายเป็นพระวินัย227ข้อสำหรับภิกษุ และ311ข้อสำหรับภิกษุณี) แล้วพระพุทธเจ้าบอกกับพระสงฆ์สาวกของท่านในเวลานั้นซึ่งเป็นพระอรหันต์ทั้งหมดว่าให้สำรวมในปาฏิโมกข์ ทั้งๆที่เวลานั้นยังไม่มีปาฏิโมกข์สักข้อนึง
    งงมั๊ย
    ใครงงโทรไปคุยกับเณร 0897974358

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s


%d bloggers like this: