Archive for February, 2008

เจ้าพ่อ marketing แห่งประเทศไทย ต้องคนนี้

February 28, 2008

tasin

 A picture is worth a thousand words.

Advertisements

บันทึกไว้ว่า..เมื่อตีงูไม่ตาย..คนตีก็ต้องระวัง

February 27, 2008

หลังจากเดินเกมส์ บนดิน ใต้ดิน ในระบบ นอกระบบ เกมส์พลิกไปพลิกมา พลิกเป็นมือนำ พลิกเป็นมือตาม เกมส์บนกระดานการเมือง มันยิ่งกว่าเกมส์หมากล้อม ทั้งสองฝ่ายผลัดกันรุกรับมานาน ในที่สุดเกมส์ส่วนหนึ่งก็จบลง

ตอนมีสิทธิ มีเสียง มีอำนาจ มีพลัง มีคนหนุนหลัง คนส่วนใหญ่ให้การยอมรับ มีทุกอย่างในมือ ทำได้ทั้งหมด แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะอะไรไม่ต้องบรรยาย..เบื่อ

ตีงูไม่ตายเอง เขาว่ากันว่า งูนั้น มีฤทธิพยาบาท อาฆาตแค้นมากกว่าสัตว์ใด เมื่อมันรักษาตัว แข็งแรงเหมือนเดิม มันจะกลับมา มันจะกลับมาแล้ว เมื่อกลับมาแล้ว ใครไปตีไว้ จงเข้าสู่ภาวะเตรียมพร้อมไว้ เหอๆ ยิ้มๆแย้มๆนี่แหละ

เมื่อเกมส์มันเปลี่ยน ใครได้เป็นมือนำก็เดินเกมส์ต่อไป ใครรักใครชอบ ก็คงดีอกดีใจ ส่วนคนไม่รักไม่ชอบ ก็เซ็งสิครับ.. คนที่เฉยๆ ก็จงเฉยต่อไป รักก็บอกว่ารัก ชอบก็บอกว่าชอบ ไม่รักไม่ชอบจะให้บอกว่าชอบว่ารักได้ไง พวกเฉยๆ ไม่รักไม่ชอบ กลางๆ อยู่ว่างๆ ก็ไม่รู้จะว่าไง

เกมส์นี้ยังหาตอนจบไม่เจอ จะรอใครมาเตะกระดานให้ล้ม แล้วเริ่มเกมส์ใหม่อีก ก็คงหมดหวัง เกมส์บนดินก็เดินไป เกมส์ใต้ดินก็มีอยู่ แต่ยังไม่รู้จะทำไง จดๆจ้องๆคอยๆดูๆ ทีเอ็งทีข้า อย่าเผลอละกัน..

นี้แค่ผ่านกึ่งพุทธกาลมาไม่กี่ปี มันก็เป็นเยี่ยงนี้แล้ว แล้วต่อๆไปจะขนาดไหน รีบๆตายไปน่าจะดีกว่า อยู่รอดู.. แต่ตอนนี้ยังไม่ตาย คงอยู่ได้อีกนาน ก็ต้องทนดูต่อไป ช่วยไม่ได้ เวรกรรมนำพา มาเกิดช่วงนี้เอง.. เหอๆ เหอๆ ..เซ็ง

พักชำระหนี้ มันกลับมาอีกแล้ว อีกกระแสที่ควรติดตาม

February 26, 2008

ช่วงนี้เริ่มได้ยินโครงการนี้ กลับมาใหม่อีกครั้งแล้ว จำได้ว่าเคยเรียนถึงเรื่องนี้ไว้เหมือนหลายปีก่อนใน thaivi ไปค้นมาเจอแล้วจึงตั้งชื่อเรื่องให้เหมือนกัน พักชำระหนี้ อีกกระแสที่ควรติดตาม 

เขียนไว้เมื่อ Sun Jan 16, 2005 ผ่านไป ๓ ปี มันก็กลับมาใหม่ พักหนี้ กันอีกแล้วครับท่าน ลองตามไปอ่านดูนะครับผมว่า เรื่องที่เคยบ่นไว้ผ่านมาหลายปีแล้วมันก็ยังทันสมัยอยู่ครับ

วินัยนะเคยมีบ้างหรือไม่ คนไทยนี้ขาดระเบียบวินัยกันจริง เป็นสันดานอย่างหนึ่งของคนในชาติก็ว่าได้ พอๆกับไม่มีความรับผิดชอบ ทั้งคนรุ่นใหม่ รุ่นเก่าที่เจอมา ที่เห็นมา ที่ได้ยินมาเอง เห็นมาเอง เจอมาเอง และมีคนเล่าให้ฟัง เขียนให้อ่าน ไม่มีเลยทั้ง discipline และ responsibility มีดีๆเหลืออยู่บ้าง สักกี่คน

เอาอกเอาใจกันเข้าไป ทั้งยกหนี้ พักชำระหนี้ refinance เป็นทั้งรายใหญ่ ผู้ประกอบการ รายย่อย รายละเอียด เป็นกันหมด คำว่า ล้มบนพูก คงจะได้กลับมาได้ยินกันอีก และจะได้ยินคำว่าอมตะอีกชุดในไม่นาน ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย พร้อมกับการ ฟ้อง ยึดทรัพย์ บังคับคดี เหอๆ

ทำไมรัฐ ไม่คิดจะปลูกฝังนิสัยดีๆให้คนในชาติบ้าง จะบ้าบริโภค จะกระตุ้นกันทำไม GDP CPI อัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย อะไรกันมากมาย ปล่อยๆบ้างเถอะ

คนไม่มีวินัย ก็ควรจะต้องถูกลงโทษบ้าง ให้เข็ดหลาบกันบ้าง มีที่ไหนกัน ปล่อยเลยตามเลย ยกหนี้ ลดหนี้ พักหนี้ เละเทะเลอะเทอะกันไปหมด โดยเฉพาะพวกกู้เกินตัว หน้าใหญ่ใจโตกันเหลือเกิน เสียตังค์ไม่ว่าเสียหน้าไม่ได้ พวกนี้ไม่อยากเสียหน้าใช่มั้ย ดี…ก็ตัดหัวมันทิ้งไปเลยครับ

กู้ๆๆๆๆๆ กู้ๆๆๆๆๆๆ กูๆๆๆๆๆๆ มึงๆๆๆๆๆๆ กู้ๆๆๆๆๆๆ กันไปถึงไหน บ้าหรือเปล่า ทั้งเจ้าหนี้ ลูกหนี้ ทั้งในระบบ นอกระบบ นอกระบบช่างมันเถอะ คุมยาก เอาในระบบก่อนละกัน ไหนบอกมีเครดิตบูโร มีบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ แล้วไงครับ

ไม่เห็นจะได้ดี จะได้เรื่องตรงไหน คุมกันยังไง เลยเห็นยังปล่อยกันโครมๆๆๆ ดูตัวอย่างแชร์โง่ๆ หรือเรื่องขบวนการเช่ารถ ที่เป็นข่าวดังๆอยู่ช่วงๆนี้ก็รู้ครับ..เซ็ง..ประชาชนซื่อบื้อ คู่กับรัฐบาลบ้าๆ เข้ากันได้แบบ ผีเน่ากับโลงผุ…ฮาฮา..ข้าพเจ้าเอง

ศิลปะสร้างสรรค์จากนักสะสม บำรุงจิตบำรุงใจ

February 25, 2008

เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๓ ที่ผ่านมาหลักจากไปหมอเรื่องป่วยกาย และไปทำธุระเรื่องรถแล้ว เรื่องรถนี้ก็มีเรื่องให้โม้ได้เหมือนกันครับ ไว้โอกาสหลังนะครับ โม้อีกเรื่องก่อน หลังจากเสร็จจากรักษากาย รักษาทรัพย์ ทั้งสองเรื่องดังกล่าวแล้ว ก็ถึงเวลารักษาใจกันบ้าง

ก็ได้ไปที่ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  ดูศิลปะ บำบัดหน่อยครับ งานดีๆแบบนี้พลาด ไม่ได้ ก่อนหน้านี้ ก็พลาดไปหลายงาน ครับ ทั้งของ อ.อวบ ที่พึ่งจัดไป และของศิลปินระดับครูท่านอื่นๆ อีกเพียบ ครั้งนี้เขาเอาของดีๆที่มีคนรวยๆเขาสะสมมาให้ดู ก็ต้องไปดูหน่อยครับ

b1_copy1

ขอดีราคาถูกแบบนี้ พลาดได้ไงครับ ไม่น่าเชื่อนะครับ การไปดูภาพศิลปะ ผลงานระดับครูทั้งหลาย ถ้าใครไม่สนใจศิลปะเลย จะไปดูโดยคิดในแค่มูลค่าก็สุดคุ้มแล้วครับ เพราะท่านจ่ายเพียงค่าเข้าชม ๒๐ บาท ย้ำๆๆๆๆ ๒๐ บาทครับ ยี่สิบบาทถ้วน ได้ดูผลงานสะสมราคาหลายสิบล้าน หลายร้อยล้านบาท มากมายหลายสิบรูป

บางรูปท่านๆก็วาดได้งดงามอ่อนช้อย บางรูปก็มีพลัง ดุดัน บางรูปก็แสดงเส้นสีได้มหัศจรรย์มากๆ บางรูปก็หวาน บางรูปก็ขม บ้างก็หดหู่ บางรูปก็ให้อารมณ์บรรยากาศได้ไม่น่าเชื่อ การให้แสงให้สี เรื่องแสงเรื่องเงา เรื่องทีแปรง เรื่องความคมของเส้น ความหนักเบาต่างๆ สุดยอด สุดยอด สุดยอดครับ

การดูศิลปะ ต้องดูนานๆ นะครับ ดูซ้ายทีขวาที เดินไปเดินมา วนไปวนมา ดูใกล้บาง ไกลบ้าง จ้องเพ่งบ้าง วนๆหลายๆมุม เอี้ยวตัวดูบ้างก็ได้ เหลือบไปเหลือบมาก็ดี

ข้าพเจ้าชื่อชอบหลายๆ ภาพเลยครับ บางรูปก็เคยเห็นมาก่อนแล้ว สมัยเมื่อเขานำมาประมูล หรือเอามาให้ดูจำไม่ได้ สิบกว่าปีก่อน ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ เมื่อก่อนนู้นครับ เรื่องนี้ก็น่าเล่านะครับ ไว้ก่อนๆ เอาเป็นว่า วันนี้ข้าพเจ้าแนะนำให้ท่านทั้งหลายไปดูกันเถอะครับ เห็นคนไปดูแล้วน่าเห็นใจคนจัดครับ ของดีๆ มีคนมาชมวันละไม่กี่สิบคน เสียดาย

ลองไปดูสิครับ ดูแล้วข้าพเจ้ามีใจอยากเขียนถึงเรื่องอีกอย่างหนึ่งด้วย ไม่รู้ท่านที่เคยไปดูศิลปะได้เคยสังเกตุกันบ้างใหม่ อาจจะงานอื่นๆก็ได้ เรื่องของรูปนี้ มีอีกเรื่องที่สำคัญนะครับ รู้ไหมเอ๋ยว่าอะไร..ไว้มาโม้ต่อเมื่อมีโอกาสนะครับ..

ใครที่ชอบศิลปะ ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งครับ งานเขามีตั้งแต่วันที่ ๕ ที่ผ่านมา จนถึงวันที่ ๑๒ เมษายนครับ นานพอที่จะจัดสรรเวลาไปได้แน่นอน..รู้แล้วจงบอกต่อ..ข้าพเจ้าเอง

—————————

ตัดข้อมูล เอามาจาก link ครับด้านล่าง คัดลอกมาบอกต่อด้วยครับ

05 กุมภาพันธ์ – 12 เมษายน 2551 

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จัดแสดงผลงานจิตรกรรมครั้งสำคัญที่รวบรวมจาก 9 นักสะสมงานศิลปะระดับแถวหน้าของไทยภายใต้ชื่อนิทรรศการ “ศิลปะสร้างสรรค์จาก นักสะสม” โดยคาดหวังว่านิทรรศการครั้งนี้จะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับศิลปินรุ่นใหม่ ๆ ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถใช้เป็นแนวทางในการศึกษางานจิตรกรรมของศิลปินไทยจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อพัฒนาฝีมือและสร้างสรรค์ผลงานที่ควรค่าแก่การสะสมสืบไปนับเป็นโอกาสพิเศษที่บรรดานักสะสมงานศิลปะระดับแถวหน้าของไทยจะเผยคอลเลคชั่นงานศิลปะหาชมยากที่อยู่ในความครอบครอง ได้แก่ ดร.อำนวย วีรวรรณ นายชัย โสภณพนิช ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ นายอภิชาต รมยะรูป นายวิฑิต ลีนุตพงษ์ นายพงศา อธิรกุล นายแพทย์สมรัช หิรัญยะวะสิต นางสาวิตรี รมยะรูป และนางสุชาดา ลีสวัสดิ์ตระกูล ซึ่งแต่ละท่านล้วนเป็นผู้มีใจรักและชื่นชมในงานศิลปะ รวมทั้งติดตามความเคลื่อนไหวในวงการศิลปะอย่างใกล้ชิด

นิทรรศการนี้ประกอบด้วยภาพเขียนหลากหลายเทคนิคจำนวนกว่า 80 ภาพ หลายชิ้นต้องใช้ระยะเวลาบ่มเพาะคุณค่านานกว่าทศวรรษและรังสรรค์ขึ้นโดยจิตรกรชั้นครูที่ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติทั้งที่มีชีวิตอยู่และล่วงลับไปแล้วรวมกว่า 30 ท่าน อาทิ หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล เฟื้อ หริพิทักษ์ ประกิต บัวบุศย์ เฉลิม นาคีรักษ์ ทวี นันทขว้าง สวัสดิ์ ตันติสุข ชลูด นิ่มเสมอ ถวัลย์ ดัชนี จักรพันธุ์ โปษยกฤต อวบ สาณะเสน ประเทือง เอมเจริญ ปัญญา วิจินธนสาร เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ และอีกหลายท่าน


art_23feb08 

การแสดงผลงานในครั้งนี้ผู้เข้าชมจะได้ชื่นชมผลงานชิ้นเด่นหาดูได้ยาก เช่น ภาพเขียนเทคนิคสีน้ำมันโดย เหม เวชกร จิตรกรมือเทวดา ภาพพิมพ์แกะไม้โดย ชลูด นิ่มเสมอ และภาพเขียนยุคเริ่มต้นศึกษาศิลปะของถวัลย์ ดัชนี เป็นต้น โดยจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ ถึง 12 เมษายน 2551 ณ ชั้น 4 หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ 101 ถนนราชดำเนินกลาง (เชิงสะพานผ่านฟ้า)กรุงเทพฯ เปิดทำการ 10.00 -19.00 น. ของทุกวัน ยกเว้นวันพุธ

ความคิดเห็นที่สอง .. ทางการแพทย์

February 24, 2008

ปีที่ผ่านมาป่วยมาตลอดทั้งปี ปกติที่ทำงานมีสวัสดิการ ให้เบิกรักษาค่าพยาบาลได้ทั้ง ผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน ทุกๆปีก่อนหน้านี้ ก็ได้ใช้แต่ผู้ป่วยนอกบ้างเล็กน้อย ปีที่ผ่านมาก็มีโอกาสจะได้ใช้เบิกผู้ป่วยใน ได้นอนโรงพยาบาลในรอบหลายสิบปี แต่เนื่องจากทำประกันสุขภาพกับบริษัทอื่นไว้ด้วยและก็ไม่เคยเบิกเช่นกัน ก็ได้ลองเบิกดู ได้ใช้หลายครั้งเลยครับ ทั้งผู้ป่วยใน ทั้งอุบัติเหตุ สุขภาพแย่ทั้งปีผู้ป่วยนอกก็เบิกวงเงินที่บริษัทให้จนเต็ม จนล้มวงเงินที่ได้

ปีนี้ผ่านมาสองเดือนก็ยังไม่ดีขึ้น หาหมอเดิมต่อไปไม่ไหวแล้ว ต้องกลับไป ย้อนดูปี ๒๕๕๐ ตั้งเป้าหมายปี ๒๕๕๑ ใหม่อีกที ออกกำลังก็ยังไม่ได้ตามเป้า เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงบ้าง ก็ต้องมีความคิดเห็นที่สอง เกิดขึ้น หลังจากค้นหาข้อมูลพอสมควร กับโรคที่คิดว่าตัวเองเป็น หมอก็บอกว่าใช่ เคยบอกว่า ป่วยกาย ไม่กี่วันก็หายได้ แต่โรคที่เป็นอยู่นี้ไม่ใช่ไม่กี่วันสิครับ เป็นเดือนๆ ปีแล้วด้วยซ้ำ จึงต้องเปลี่ยนหน่อยครับ

เราไม่สามารถเลือกโรคที่จะเป็นได้ แต่เรื่องการรักษาเราสามารถเลือกได้ครับ การรักษาโรคก็มีได้หลายแบบ ทั้งแพทย์แผนไทย แผนปัจจุบัน ยังมีแพทย์ทางเลือกอื่นๆ มีอีกเยอะครับ การรักษาแต่ละแผนก็มีคุณหมอ มีโรงพยาบาล ให้เลือกได้เยอะครับ แล้วแต่ศรัทธาแล้วแต่กำลังทรัพย์

เมื่อตัดสินใจเลือกโรงพยาบาลได้ ก็ค้นหาชื่อหมอที่คิดว่าใช่ ดำเนินการโทรไปสอบถาม ไม่กี่วันต่อมา ก็คือเมื่อวาน ได้ไปหามาแล้วครับ ผลหรือครับ หมอท่านไม่ได้บอกหรอกครับว่าเป็นโรคอะไร มีแต่ซักข้าพเจ้า ถามว่าหมอเดิมว่าเป็นโรคอะไร ขอยามาดู ขอฟิมล์มาดู สบายเราเตรียมข้อมูลไปให้ท่านอยู่ด้วย บอกตั้งแต่แรกแล้ว ว่านำมาให้ดู จะได้เป็นข้อมูลเก่าให้คุณหมอท่าน เพราะข้อมูลประวัติการรักษาไม่สามารถเอาไปจากโรงพยาบาลเดิมได้ ก็ต้องเอาจากข้อมูลยาที่หมอเดิมท่านให้ไว้ ก็เอาซอง เอายาเก่าที่เหลือๆ ไปให้หมอใหม่ท่านดูประกอบ การวินิจฉัย

ผลหรือครับ หลังจากซักประวัติ ตรวจร่างกายตามอาการเสร็จ หมอท่านก็บอกให้หยุดยาเดิมทั้งหมด และลองยาใหม่ที่ท่านให้มาครับ ได้รับมาก็เอะ..เป็นยาที่เคยเห็นมาก่อน เมื่อไม่กี่วันมานี้ ที่ห้องน้องชาย ก็พอเดาโรคได้ ไม่เป็นไร อีกสองสัปดาห์ไปพบท่านใหม่ ค่อยถามว่าเป็นโรคอะไรกันแน่ ครั้งนี้ปากแข็งไปหน่อย เล่าแต่อาการและเรื่องยาและโรคที่หมอเดิมท่านบอกมา เจอหมอท่านซักไปแล้วพูดอะไรไม่ค่อยออก ลืมถามแม้กระทั้งว่าเป็นอะไรกันแน่ ขนาดเตรียมไปถามแล้วนะ 

ไม่เป็นไร ไว้ไปถามใหม่..ด้วยข้าพเจ้าเป็นพวกอยู่เฉยๆไม่ได้ พูดง่ายๆว่าพวกสอดรู้สอดเห็น ก็เอาชื่อยาที่หมอให้มา ค้นต่อ โอโฮ้..กับผลที่ได้ ได้ความรู้ใหม่ หลังจากที่เคยได้ยินได้อ่านมาบ้าง นานมาแล้ว คิดว่าใช่ละเป็นโรคนี้แน่..เอาให้แน่ๆก่อน ไว้ไปถามคุณหมอท่านอีกครั้งว่าใช่แน่หรือไม่ แล้วจะมาเล่าต่อนะครับ..ความคิดเห็นที่สอง ทางการแพทย์ที่จำเป็นจริงๆนะครับ ยิ่งเป็นมานานแล้วไม่หาย มันเรื้อรัง จำเป็นมากๆครับ

ถ้าหมอท่านวินิจฉัยว่าเป็นโรคตรงกันก็จะได้สบายใจ ว่าอยากน้อยของเดิมก็มาถูกทาง ถ้าไม่ตรงก็ต้องลองของใหม่ ซักหน่อย ยังไงก็เสียตังค์ไปแล้วนิครับ และของเก่าเดิมๆก็ไม่หายสักที ก็ต้องลองของใหม่หน่อย ถ้ายังไม่หายอีก สงสัยคงได้ขออีกความคิดเห็น เป็นมือที่สาม มาฟันธง.. เหอๆ เหมือนขึ้นศาลครับ มี ๓ ยก แต่ข้าพเจ้าว่าครั้งนี้หายแน่ แต่โรคนี้มันต้องใช้เวลาหน่อย และต้องเปลี่ยนพฤติกรรมกันหน่อย ฮาฮา สบายๆ

เคยได้ยินมาหลายครั้ง บอกคนอื่นแนะนำให้ไปหาทางเลือกใหม่ก็หลายครั้ง พอเจอเองกลับไม่ทำ เหอๆ ไม่เจอกับตัวไม่รู้จริงๆ..ข้าพเจ้าเอง

ส.ว. วุฒิสภา สภาสูง ครั้งนี้ขออย่าให้เป็นสภาตรายางอีกเลย

February 23, 2008

วันนี้มีการเลือกตั้ง ส.ว. ล่วงหน้า ตามกฏหมายรัฐธรรมนูญใหม่ปี ๒๕๕๐ ดูบรรยากาศช่างเงียบเหงาวังเวงยิ่งนัก กฏหมายใหม่ ออกมาเพื่อป้องกันนู้นนี้ไว้เยอะ โดยเฉพาะกันการเป็นสภาเครือญาติกับ ส.ส. เป็นสภาผัวเมีย ยิ่งตอนนี้มีรัฐมนตรีตัวแทน ญาติๆผัวๆเมียๆอยู่ด้วย ประเทศเอ๋ยประเทศไทย

การที่ประเทศต้อง มีสองสภาก็เพราะ ต้องการให้กฏหมายที่ออกมาแต่ละฉบับได้มีการกลั่นกรองหลายชั้น และมีความยุติธรรม ไม่เอื้อผลประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจนเกินไป เพราะกว่ากฏหมายแต่ละฉบับจะออกมาได้ บางส่วนมาจากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องผลักดัน บางส่วนมาจากหน่วยงานของรัฐทั้งหลาย ต้นสังกัดทั้งหลายที่ต้องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการทำงานให้ดีขึ้น แก้ไขช่องโหว่ง ข้อผิดพลาดบ้าง บางส่วนก็มาจากการทำงานในระดับกรรมาธิการต่างๆที่ตั้งขึ้นในสภาล่าง และจากหน่วยอื่นๆบ้าง แต่ละร่างก็ว่ากันไปตามสะดวก

แต่ทว่ากว่าที่หน่วยงานแต่ละหน่วยจะยกร่างกฏหมายขึ้นมาได้สักฉบับ ก็หนักหนาเอา เพราะทั้งความต้องการที่ต้องทำให้ร่างที่ได้ออกมาเป็นกลาง เพื่อประโยชน์แห่งรัฐ ประโยชน์ของประชาชนแล้ว ยังมีต้องต้อนรับ ปรับเปลี่ยน พร้อมกับการวิ่งเต้นของนักการเมืองบ้าง ทั้งการวิ่งของเหล่าพ่อค้าแม่ขายทั้งหลายบ้าง ซึ่งการออกกำลังหลักๆก็มาจากสองกลุ่มนี้ และที่ทำไปส่วนมาก พูดได้ว่าเกือบทั้งหมดก็เพื่อให้ร่างที่ยกขึ้น ก่อนส่งให้รัฐสภาพิจารณา ผลประโยชน์ทั้งหลายต้องไม่ผิดพลาดจากแผนงานที่ตัวเองคิดไว้ ขัดคนอื่นได้ แต่ถ้าฝั่งตัวเองต้องได้ผลประโยชน์เท่าเดิม หรือมากกว่าเดิม หรือถ้าข้าไม่ได้คนอื่นก็ต้องไม่ได้ ที่ทำไปทั้งหมดก็เป็นไปด้วยเหตุดังนี้เอง

เราจึงเห็นบรรดา ส.ส. ผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย ที่เลือกตั้งลากตั้งมา ก็มาจากกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆนั้นเอง มีมากหน้า หลายพ่อพันแม่ บ้างก็ส่งตัวแทนของกลุ่มมาเอง รู้เห็นกันตรงๆ บ้างก็ชักใยอยู่เบื้องหลัง มอบปัจจัยในการสนันสนุนทั้งในที่ลับและในที่แจ้ง

เราจึงต้องมีอีกสภา ที่เรียกว่า วุฒิสภา เพราะต้องการให้สภาที่สองนี้ ทำหน้าที่เป็นหลัก เป็นที่รวมของเหล่าผู้มีวุติภาวะ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละด้าน มาช่วยกันกลั่นกรอง กฏหมายที่ผ่านสภาล่างมาแล้วอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งบางกฏหมายก็ร่างมาและผ่านมาแบบเลอะเทอะมาก ก็ต้องตีกลับกันบ้าง และบ้างครั้งเล่นผ่านกัน ๓ วาระรวดกันตลอด บ้ากันหรือเปล่า ได้อ่านกฏหมายกันหรือเปล่า หรือแค่ยกมือผ่านๆไป วันๆหนึ่งผ่านกฏหมายกันเป็นว่าเล่น ถ้ามันดีจะไม่ว่าเลย ทำงานให้คุ้มเงิน คุ้มค่าที่ได้เป็น ส.ส. หน่อยนะท่าน ไม่ใช่แค่ไปเดินพองกันเต็มสภา ข้าพเจ้าไปดูในสถานที่ข้างๆท่านก็ได้

เดิม ส.ว. มาจากการแต่งตั้ง ก็บอกว่าเอื้อประโชยน์ให้คนแต่งตั้ง รัฐธรรมนูญเก่าที่เราเลิกไป ก็เลยให้เลือกตั้ง ก็ได้สภาผัว สภาเมียมา ได้นักการเมืองมือรองๆมาเป็น สว. เพราะมือหนึ่ง ก็เป็น ส.ส. แล้วก็ถูกยกให้เป็นรัฐมนตรีไป มือสองก็เป็น ส.ส. กัน ส.ว. นี้ อย่าหาว่ากันเลย เป็นนักการเมืองมือสามเป็นส่วนใหญ่ เข้ามาก็เข้าเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับรัฐบาล กับสภาล่างไป ก็ไม่รู้จะมีสองสภาไปทำไม ให้เปลืองงบประมาณ มีท่าน ส.ว. ดีๆอยู่บ้างพอให้ดูได้ไม่กี่คน

ดังนั้นรัฐธรรมนูญปีล่าสุดของเรา ก็เดินมันทั้งสองทางเลย ที่มาจากแต่งตั้งก็คัดมาจากคนกลุ่มหนึ่ง แล้วก็มีกลุ่มคนกลางมาแต่งตั้งขึ้น ไม่ได้มาจากคนคนเดียวเหมือนเมื่อก่อน อีกทางก็มาจากการเลือกตั้ง คราวนี้มีสองกลุ่ม สองทาง มันต้องดีกว่าเดิมน่า อย่างน้อยๆสองกลุ่มนี้ก็จะได้แข่งกันทำงานว่า ใครจะดีกว่ากัน เผื่อวันหน้าเราจะต้องเลือกเอาทางใดทางหนึ่ง จะได้มีข้อมูลไว้ตัดสินได้..ช่วยๆกันไปเลือกคนดีๆ เข้ามาใน สภาสูงกันหน่อยนะครับ..พี่น้องครับ..ข้าพเจ้าเอง

พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก เดือนร้อนแค่ ๑% จะบ่นทำไม

February 21, 2008

ใครเดือนร้อนกับ พ.ร.บ. นี้บ้าง อยากรู้ไหมครับ ก่อนอื่นก็ต้องไป download พ.ร.บ.สถาบันคุ้มคองเงินฝาก มาอ่านดูก่อนนะครับว่าเขาว่าไงบ้าง

ปัจจุบันมีเงินฝากทั้งระบบประมาณ ๖.๖ ล้านล้านบาท เยอะมากๆครับ ทำไมประเทศไทยจึงมีเงินในตลาดเงินเยอะขนาดนี้ หนึ่งในนั้นคือคนไทยไม่มีความรู้ครับ โดยเฉพาะคนรวยๆและกลัวเกินเหตุ จากวิกฤตต่างๆ หรือเพราะการปลูกฝังให้ความรู้เรื่องการออมเงิน ผ่านการฝากเงินในธนาคารเท่านั้น โดยหารู้ไม่ว่า ดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ฝากไว้จะได้รับเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเงินเฟ้อเท่าไหร่ รู้แต่ว่าฝากเงินในธนาคารปลอดภัยแน่นอน

bot_money_08.gif

ถึงตอนนี้ความปลอดภัยที่ว่าหายไปแล้วครับ พร้อมกับการประกาศ พ.ร.บ.นี้ ถึงเวลาที่คุณต้องมาศึกษาการออมเงินในรู้แบบอื่นได้แล้ว คุณคนรวยทั้งหลาย การฝากธนาคารก็มีความเสี่ยงนะครับ เดิมทีก่อนมีประกาศนี้ก็มีความเสี่ยง แต่คุณไม่รู้เองนะครับ พร้อมการเสียโอกาสอีกเพียบ

ดูในตารางสิครับ ประเทศไทยมีเงินฝากออมทรัพย์มากถึง ๒.๖ ล้านล้านบาท ทั้งที่ดอกเบี้ยของการฝากเงินแบบนี้ ได้ต่ำเรี่ยดิน คนฝากเงินหารู้ไม่ว่า แท้จริงแล้ว ค่าของเงินที่มีอยู่พร้อมดอกเบี้ยที่ได้ทุกปี ดูแล้วมันมากขึ้นแต่มูลค่าของมันลดลงทุกๆปี เพราะดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ จากอัตราเงินเฟ้อ เหอ..เศร้าใจ ประเทศชาติและคนฝากเสียโอกาสจากการนำเงินจำนวนนี้ไปลงทุนมากขนาดไหน ลองคิดดูสิครับ

แม้ว่าปัจจุบัน คนไทยเราจะมีความรู้เรื่องการลงทุนมากขึ้น ดูจากอัตราการเติบโต ของบริษัทและทรัพย์สินในกองทุนต่าง ดูสรุปรวมที่ สมาคมบริษัทจัดการลงทุน เขารวบรวมไว้ครับ ทรัพย์สินของกองทุนรวมต่างๆ ๑.๖ ล้านล้านบาท  รวมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วย ซึ่งมีประมาณ ๔ แสนล้านบาท ซึ่งไม่แน่ใจว่ารวมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของ รัฐวิสาหกิจ และของข้าราชการ เงินในกองทุนของ กบข. ไปด้วยหรือยัง แต่ของ สำนักงานประกันสังคม ไม่น่าเกี่ยว ดังนั้นทั้งระบบน่าจะมีเงินอยู่ประมาณ ๒ ล้านล้านบาท กว่าไปอีกเล็กน้อย คาดว่าเงินจริงๆคงประมาณ ๑ ใน ๓ ของเงินฝากทั้งระบบ ซึ่งดูไปแล้วธุรกิจนี้ยังโตได้อีกเยอะนะครับ ยิ่งมี พ.ร.บ.นี้มากระตุ้น

fund_07_1.gif

จากรูปจะเห็นว่ามีการเติบโตเพิ่มขึ้นมากนะครับ น่าดีใจจริงๆ ข้อมูลยังมีอีกเยอะก็ตาม link ไปดูเองนะครับ ซึ่งการโตได้เยอะนี้ส่วนหนึ่งมาจากคนรุ่นใหม่ๆ มีความรู้มากขึ้น นำเงินออมออกมาลงทุนเอง และรัฐยังให้การสนับสนุน ทั้งการออกกฏหมายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กฏหมายประกันสังคม กฏหมายที่เกี่ยวข้องกับกองทุน RMF LTF รวมถึงกฏหมายใหม่นี้ และที่กำลังจะออกมา เกี่ยวกับ กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ แต่ต้องรอไปก่อนนะครับ ไม่รู้เมื่อไหร่จะออก เห็นร่างกันมาตั้งนานแสนนานแล้ว ยังทำไม่ได้สักที

เอาละดูข้อมูลอื่น มาพอสมควรแล้ว มาดูคนที่จะกระทบกับกฏหมายนี้ดีกว่า หาข้อมูลยากมาเลย ของธนาคารแห่งประเทศไทย ก็หาที่เขาแจกแจงยังที่ได้มาจาก blog ที่แจ้งไว้ในตารางไม่ได้ครับ เอามาทำต่อนิดหน่อย ไม่ต้องพูดมาก ดูสถิติจากรูปเอาเองละกันครับ ว่าใครเดือนร้อนบ้าง

bot_money_jul07.gif

คนส่วนใหญ่ของประเทศสยามนี้ ไม่เกี่ยวแน่นอนครับ มีบัญชีเพียง ๑.๒๔% เท่านั้นที่มีเงินมากกว่า ๑ ล้านบาท ซึ่งแน่นอนว่าบัญชีเหล่านี้ ก็เป็นของคนรวย และเป็นบัญชีในนามนิติบุคคลต่างๆ เป็นของบริษัทต่างๆ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ของคนรวยๆเขานั้นแหละ มีอยู่ ๘ แสนกว่าบัญชี คิดเป็นคนออกมารับรองว่าไม่ที่คนหรอกครับ ไปดูสถิติการเสียภาษีบุคคลธรรมดาดูก็รู้ ไว้มาโม้วันหลังนะครับ แต่ดูสิครับ คนกลุ่มนี้มีเงินฝากมากถึง ๗๔% ของเงินฝากทั้งระบบ กฏ ๘๐ ๒๐ ยังใช้ได้กับเรื่องนี้นะครับ

จะเห็นได้ว่าเรื่องนี้มันเรื่องของคนรวยชัดๆ ดีแล้วนิครับ ที่เขาออกกฏหมายนี้มาได้ ใครชอบไม่ชอบไม่รู้ละ ใครจะบ่นก็บ่นไป รวยแล้วก็ต้องฉลาดด้วย ให้เงินไปทำงานได้ด้วยสิครับ ฝากธนาคารอยากเดียวไม่ไหวแล้วละครับ ตกยุคแล้ว ข้าพเจ้าละชอบจริงๆ ก็ข้าพเจ้าไม่ได้มีเงินล้านในธนาคารนิครับ จะเกี่ยวอะไรได้ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวแน่นอน..ฮาฮา

ข้าพเจ้ายังอยากให้มีกฏหมายอีกร่างหนึ่ง ที่เป็นร่างมาหลายสิบปีก็ออกมาบังคับใช้ไม่ได้สักที คาดว่ารัฐบาลก่อนจะช่วยได้ ก็ไม่ได้ ก็คือ กฏหมายภาษีมรดก กฏหมายนี้ไม่รู้ต้องรออีกเมื่อไหร่ครับ เพราะเหล่า ส.ส. ส.ว. ทั้งหลายที่ออกกฏหมาย ต่างเป็นคนรวยทั้งนั้น จะมีใครหวังดีต่อประเทศชาติ ต่อประชาชนบ้าง จะได้กระจายความรวยกันบ้าง..ไม่ไช่มีคนรวยกันแค่ ๑% ของคนทั้งประเทศ อย่างที่เป็นอยู่..ข้าพเจ้าเอง

ปล. ส่งท้ายไว้หน่อยว่าข้อมูลแบบนี้ ไปหาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้นะครับ จะไป download สรุปเป็นรายงานระดับไตรมาสก็ได้นะครับ  จะได้หน้าตารายงานแบบ pdf ไฟล์ รายละเอียดในรูปนะครับ ซึ่งมีข้อมูลมากกว่าแบบ link ด้านล่างครับ เพราะมีข้อมูลย้อนหลังและประกอบอื่นๆมากกว่าเยอะครับ ลองไปอ่านดูสิครับ

bot_q4_07.gif

bot_q4_07_2.gif

อยากรู้แบบที่สามารถ copy ใส่ excel มาวิเคราะห์ต่อได้ง่ายๆ ก็ตาม link เหล่านี้ไปดูนะครับ ที่เห็นนี้ก็ส่วนเดียวนะครับ มีอีกเยอะ ที่เหลือก็เข้า web ธนาคารชาติไปดูเองละครับ

IMF Monetary and Financial Statistics Manual      Updated
MS.01 งบดุลของธนาคารแห่งประเทศไทย
(58 KB)
(122 KB)
31 Jan
MS.02 สินทรัพย์และหนี้สินของธนาคารแห่งประเทศไทย
(82 KB)
(83 KB)
31 Jan
MS.03 งบดุลของสถาบันรับฝากเงินอื่น
(59 KB)
(75 KB)
31 Jan
MS.04 สินทรัพย์และหนี้สินของสถาบันรับฝากเงินอื่น
(59 KB)
(38 KB)
31 Jan
MS.05 สินทรัพย์และหนี้สินของสถาบันรับฝากเงิน
(83 KB)
(36 KB)
31 Jan
MS.06 ปริมาณเงินและองค์ประกอบ
(91 KB)
(63 KB)
31 Jan
MS.07 งบดุลของธนาคารพาณิชย์
(73 KB)
(76 KB)
31 Jan
ตาราง 6 ธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
(62 KB)
31 Jan
ตาราง 8 สินทรัพย์และหนี้สินของธนาคารพาณิชย์
(261 KB)
11 Feb
ตาราง 8.1 แหล่งที่มาและใช้ไปของเงินทุนของธนาคารพาณิชย์
(146 KB)
11 Feb
ตาราง 9 รายการซื้อและขายเงินตราต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์
(81 KB)
31 Jan
ตาราง 10 สินทรัพย์และหนี้สินที่สำคัญของธนาคารพาณิชย์
(203 KB)
11 Feb
ตาราง 10.1 เงินให้สินเชื่อแยกตามประเภทสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์
(68 KB)
11 Feb
ตาราง 11 เงินฝากของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด
(162 KB)
11 Feb
ตาราง 12 เงินฝากของธนาคารพาณิชย์และอัตราการหมุนเวียนของเงินฝาก
(73 KB)
11 Feb
ตาราง 13 เงินฝาก เงินให้สินเชื่อ และเงินลงทุนในหลักทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์
(138 KB)
11 Feb
ตาราง 14 เงินให้สินเชื่อแยกตามประเภทธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ (ยอดคงค้าง)
(210 KB)
11 Feb
ตาราง 15 เงินกู้ยืมของธนาคารพาณิชย์
(120 KB)
11 Feb
ตาราง 16 การดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์
(528 KB)
11 Feb
ตาราง 17 ฐานะเงินตราต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์
(32 KB)
11 Feb
ตาราง 18 สินทรัพย์และหนี้สินของบริษัทเงินทุน
(275 KB)
11 Feb
ตาราง 18.1 แหล่งที่มาและใช้ไปของเงินทุนของบริษัทเงินทุน
(148 KB)
11 Feb
ตาราง 18.2 เงินให้สินเชื่อจำแนกตามประเภทธุรกิจของบริษัทเงินทุน
(80 KB)
11 Feb
ตาราง 19 สินทรัพย์และหนี้สินของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ (มีข้อมูลถึงเดือนธันวาคม 2549)
(41 KB)
ตาราง 20 สินทรัพย์และหนี้สินของธนาคารออมสิน
(95 KB)
11 Feb
ตาราง 20.1 แหล่งที่มาและใช้ไปของเงินทุนของธนาคารออมสิน
(52 KB)
11 Feb
ตาราง 21 สินทรัพย์และหนี้สินของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
(100 KB)
11 Feb
ตาราง 21.1 แหล่งที่มาและใช้ไปของเงินทุนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
(72 KB)
11 Feb
ตาราง 22 สินทรัพย์และหนี้สินของธนาคารอาคารสงเคราะห์
(120 KB)
11 Feb
ตาราง 22.1 แหล่งที่มาและใช้ไปของเงินทุนของธนาคารอาคารสงเคราะห์
(48 KB)
11 Feb
ตาราง 23 สินทรัพย์และหนี้สินของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
(97 KB)
11 Feb
ตาราง 23.1 แหล่งที่มาและใช้ไปของเงินทุนของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
(36 KB)
11 Feb
ตาราง 24 สินทรัพย์และหนี้สินของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย
(322 KB)
11 Feb
ตาราง 24.1 แหล่งที่มาและใช้ไปของเงินทุนของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย
(27 KB)
11 Feb
ตาราง 25 เงินรับฝากของสถาบันการเงิน
(26 KB)
11 Feb
ตาราง 26 เงินรับฝากจากภาคครัวเรือนของสถาบันการเงิน
(26 KB)
11 Feb
ตาราง 27 เงินให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน
(26 KB)
11 Feb
ตาราง 28 เงินให้กู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัยส่วนบุคคลของสถาบันการเงิน
(22 KB)
11 Feb
ตาราง 29 อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงิน
(3.7 MB)
11 Feb
ตาราง 30 หลักทรัพย์ออกใหม่
(212 KB)
11 Feb
ตาราง 31 หุ้นกู้ออกใหม่จำแนกตามสาขาเศรษฐกิจ
(44 KB)
11 Feb
ตาราง 32 ยอดคงค้างหลักทรัพย์

พ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝาก ประกาศใช้ เริ่มได้ยินคนบ่น

February 20, 2008

ข้าพเจ้าเริ่มได้ยิน พี่ๆ เจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจที่ร่วมงานด้วย บ่นกับกฏหมายนี้ วันนี้ ตัดแปะข่าวเอาไว้ก่อนละกันครับ พรุ่งนี้ค่อยมาบ่นให้ฟัง ว่าพี่ๆเขาว่าอย่างไรกัน ส่วนเสียงบ่นจากข้าพเจ้าหรือไม่มี เพราะ พรบ.นี้ไม่มีผล..ฮาฮา

อ่านข่าวไปก่อนละกันครับ บาย..ต้องไปทำงานต่อ ตอนนี้ยังอยู่ที่ office อยู่เลยครับ วันนี้คงได้กลับตอนตีหนึ่ง..เซ็ง..บายครับ..ข้าพเจ้าเอง

http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02edi01180251&day=2008-02-18&sectionid=0212

 พระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ.2551 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2551 พ.ร.บ.ฉบับนี้จะใช้บังคับเมื่อพ้น 180 วัน หรือ 6 เดือน นับจากวันที่ 13 ก.พ.

หลักการและเหตุผล คือ การฝากเงินกับสถาบันการเงินเป็นประโยชน์ ในการออมเงินของผู้ฝากเงินในอนาคต และเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน รัฐบาลคุ้มครองเงินฝากในสถาบันการเงินเต็มจำนวน ซึ่งหลักการดังกล่าวเป็นผลให้เกิดภาระการคลังแก่รัฐมากเกินไป อีกทั้งยังไม่มีกลไกดำเนินการที่เหมาะสม

ดังนั้น เพื่อลดภาระการคลัง สมควรนำระบบการคุ้มครองเงินฝากแบบจำกัดวงเงินมาใช้ พร้อมกำหนดกลไกต่างๆ ในการคุ้มครองเงินฝาก อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบ สถาบันการเงิน อันจะเป็นการสนับสนุนการออมเงินของประเทศและเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินภาพรวม

โครงสร้างของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก

(1) การจัดตั้ง กำหนดให้สถาบันมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย และเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น

(2) วัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ วัตถุประสงค์ของสถาบันมี 3 ประการ คือ คุ้มครองเงินฝากในสถาบันการเงิน เสริมสร้างความมั่นคง และเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน และดำเนินการกับสถาบันการเงิน ที่ถูกควบคุม และชำระบัญชีสถาบันการเงินที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน

สถาบันมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายกำหนด เช่น บริหารจัดการกองทุน ทุนและทรัพย์สินของสถาบัน มีอำนาจกระทำนิติกรรมใดๆ ทั้งในและนอกราชอาณาจักรออกตั๋วเงินหรือตราสารทางการเงินตลอดจนลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้และมีอำนาจหน้าที่ประการสำคัญ คือเรียกเก็บเงินที่สถาบันการเงินนำส่งเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝากและจ่ายเงินให้แก่ผู้ฝากเงินหรือจ่ายเงินให้แก่สถาบันการเงินที่ควบหรือรับโอนกิจการหรือสถาบันการเงินที่รับโอนเงินฝาก ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

(3) เงินทุนกำหนดให้รัฐบาลจัดสรรทุนประเดิมให้แก่สถาบันเป็นวงเงิน ไม่เกินหนึ่งพันล้านบาท และกำหนดทุนของสถาบัน ได้แก่ (ก) เงินทุนที่รัฐบาลจัดสรรให้ (ข) เงินหรือทรัพย์สินที่ตกเป็นของสถาบัน (ค) เงินหรือทรัพย์สินอื่นที่มีผู้มอบให้ (ง) ดอกผลของกองทุนที่คณะกรรมการจัดสรรให้ (จ) ดอกผลหรือรายได้จากเงินหรือทรัพย์สินของสถาบัน

(4) การเงินและการบัญชี กำหนดให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชีของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก สถาบันต้องจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อรัฐมนตรีภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชีด้วย

(5) คณะกรรมการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก

จำนวนกรรมการและวาระการดำรงตำแหน่ง คณะกรรมการสถาบันคุ้มครองเงินฝากมีจำนวนอย่างน้อย 7 คน แต่ไม่เกิน 9 คน ซึ่งประกอบด้วย (1) กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนธนาคารแห่งปรเทศไทย (2) กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของ คณะรัฐมนตรี ได้แก่ ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี โดยในวาระเริ่มแรกเมื่อครบกำหนดสองปีให้ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิออกจากตำแหน่งเป็นจำนวนกึ่งหนึ่งโดยวิธีจับสลาก และ (3) ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝากเป็นกรรมการและเลขานุการ

องค์ประชุมของคณะกรรมการสถาบัน และการลงคะแนนเสียงในที่ประชุม กำหนดให้กรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการ ที่มีอยู่ทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม

อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ได้แก่

– อำนาจหน้าที่วางนโยบายและควบคุมดูแลโดยทั่วไป ซึ่งกิจการของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เช่น ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการมอบอำนาจ และการทำการแทนหรือการรักษาการแทนในตำแหน่งผู้อำนวยการ ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล การเงิน การบัญชี การงบประมาณ และการพัสดุ ตลอดจนอนุมัติรายงานประจำปีของสถาบัน

– อำนาจหน้าที่เฉพาะเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เช่น การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการนำส่งเงินเข้ากองทุน การยื่นคำขอรับเงิน การจ่ายเงินให้แก่ผู้ฝากเงิน กำหนดรายละเอียดของประเภทเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครอง ตลอดจนการออกข้อบังคับให้สถาบันการเงินใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์เพื่อ แสดงว่าเป็นสถาบันการเงินที่ได้รับการคุ้มครองเงินฝาก

นอกจากนี้ กำหนดเพิ่มเติมให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการ หรือที่ปรึกษาคณะกรรมการเพื่อดำเนินการใดๆตามที่คณะกรรมการมอบหมายให้

สำหรับผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งโดย คำแนะนำของรัฐมนตรี ทำหน้าที่บริหารงานของสถาบันและเป็นผู้แทนของสถาบันในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก โดยผู้อำนวยการมีวาระการ ดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระไม่ได้

การคุ้มครองเงินฝาก

แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ กองทุนคุ้มครองเงินฝาก เงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองและการจ่ายเงินแก่ผู้ฝากเงิน

ส่วนที่หนึ่ง กองทุนคุ้มครองเงินฝาก

ประกอบด้วย เงินที่สถาบันการเงินนำส่ง ดอกผลของกองทุน และเงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับจากการชำระบัญชี ทั้งนี้สถาบันการเงินมีหน้าที่ต้อง นำส่งเงินเข้ากองทุนตามอัตราที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่เกินร้อยละหนึ่งต่อปีของยอดเงินฝากถัวเฉลี่ยของบัญชีเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครอง และเมื่อนำส่งเงินเข้ากองทุนแล้วสถาบันการเงินจะไม่ต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินตามกฎหมาย ว่าด้วยธนาคารแห่งประเทศไทยต่อไป หากสถาบันการเงินใดไม่นำส่ง หรือนำส่งไม่ครบ จะต้องเสียเงินเพิ่มอีกไม่เกินหนึ่งเท่าของจำนวนเงินดังกล่าว และให้ถือว่าเงินที่ส่งเข้ากองทุนและเงินเพิ่มเป็นหนี้บุริมสิทธิลำดับต่อจากหนี้ภาษีอากรของสถาบันการเงิน

ส่วนที่สอง เงินฝากที่ได้รับการคุ้มครอง ประกอบด้วย

(1) เงินฝากทุกประเภทของสถาบันการเงินที่นำมาคำนวณยอดเงินฝากถัวเฉลี่ย และดอกเบี้ยค้างจ่ายที่เกิดจากเงินฝากนั้นจนถึงวันที่สถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน และ

(2) เงินฝากดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข คือ ต้องเป็นเงินฝากและ ดอกเบี้ยที่เป็นเงินบาท ต้องเป็นเงินฝากในบัญชีเงินฝากภายในประเทศ โดยต้องมิใช่เงินฝากในบัญชีประเภทบัญชีเงินฝากของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ นอกประเทศตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินและให้ คณะกรรมการประกาศรายละเอียดประเภทเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครอง ในราชกิจจานุเบกษา

ส่วนที่สาม การจ่ายเงินแก่ผู้ฝากเงิน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้น ภายหลังจากที่สถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินแล้ว จึงเป็นการกำหนดอำนาจหน้าที่ตลอดจนสิทธิของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

(1) กำหนดให้สถาบันในฐานะผู้ชำระบัญชีเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินตลอดจนเอกสารทั้งปวงของสถาบันการเงิน และกำหนดให้คณะกรรมการควบคุม หรือผู้แทนนิติบุคคลของสถาบันการเงินซึ่งเป็นผู้ดูแลจัดการทรัพย์สินของสถาบันการเงินมีหน้าที่ต้องส่งมอบเงินและทรัพย์สิน ตลอดจนเอกสาร ทั้งปวงให้แก่สถาบันในฐานะผู้ชำระบัญชีภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่สถาบัน การเงินนั้นถูกเพิกถอนใบอนุญาต

(2) กำหนดหน้าที่ของสถาบันที่จะต้องประกาศกำหนดให้ผู้ฝากเงินมายื่นคำขอรับเงินภายในสี่สิบวันนับแต่วันที่สถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาต

(3) กำหนดให้ผู้ฝากเงินมีหน้าที่ที่จะต้องยื่นคำขอรับเงินและแสดงพยานหลักฐานเพื่อขอรับเงินภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่สถาบันประกาศกำหนดให้มายื่นคำขอรับเงิน ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวนี้ หากรัฐมนตรีเห็นว่ามีความจำเป็น รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งขยายได้ไม่เกินสองครั้ง ครั้งละไม่เกินเก้าสิบวัน

(4) กำหนดให้สถาบันต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้ฝากเงินแต่ละรายผู้มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีหรือทายาทภายในระยะเวลาไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้ฝากเงินยื่นขอรับเงินโดยสถาบันจะจ่ายเงินให้แก่ผู้ฝากเงินตามจำนวนเงินที่ฝากไว้สำหรับทุกบัญชีรวมกันในแต่ละสถาบันการเงิน แต่หากเงินฝากทุกบัญชีรวมกันดังกล่าวมีจำนวนเกินกว่าหนึ่งล้านบาท ให้จ่ายเงินเป็นจำนวนหนึ่งล้านบาท (มาตรา 53)

ในกรณีที่มีชื่อบุคคลหลายคนร่วมกันเป็นเจ้าของบัญชี ให้สถาบันจ่ายเงินให้แก่ผู้มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีแต่ละคนตามส่วนที่บุคคลนั้นมีสิทธิในบัญชีเงินฝาก หากไม่อาจทราบจำนวนเงินฝากที่แต่ละคนมีส่วนในบัญชี ให้ถือว่าผู้ฝากเงินดังกล่าวมีส่วนเท่ากัน

การจ่ายเงินให้แก่ผู้ฝากเงินให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด

(5) เมื่อสถาบันจ่ายเงินให้แก่ผู้ฝากเงินตาม (4) แล้ว ให้สถาบันเข้ารับช่วงสิทธิของผู้ฝากเงินเท่ากับจำนวนเงินที่ได้จ่ายไปแล้ว และมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในจำนวนเงินนั้นจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือผู้ชำระบัญชี โดยมีบุริมสิทธิเหนือเจ้าหนี้สามัญของสถาบันการเงินนั้นทั้งหมด

การชำระบัญชีสถาบันการเงิน

ภายหลังที่สถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาต ให้สถาบันเป็นผู้ชำระบัญชีสถาบันการเงิน และการใดที่เป็นอำนาจหน้าที่ของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสถาบัน

นอกจากนี้ การโอนสินทรัพย์ตามร่างพระราชบัญญัตินี้กำหนดให้การ โอนสินทรัพย์ที่เป็นหลักประกันของสถาบันการเงิน ให้ตกเป็นของสถาบัน การเงินที่รับโอนกิจการนั้น เว้นแต่เป็นสิทธิตามที่กฎหมายกำหนดให้ตกแก่ผู้รับโอนตามมาตรา 305 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น จำนอง จำนวน หรือค้ำประกัน ซึ่งถ้าในการดำเนินการมีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้สถาบันการเงินที่รับโอนเข้าสวมสิทธิ์เป็น คู่ความแทนในคดีได้ และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิ เรียกร้องนั้นแล้วให้สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้

กรณีที่สถาบันได้จ่ายเงินให้แก่ผู้ฝากเงินหรือสถาบันการเงินที่รับโอนเงินฝากให้อำนาจสถาบันจัดการทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้ได้ และภายหลังที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วให้สถาบันยื่นคำร้องขอเพื่อเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย โดยสถาบันพ้นจากอำนาจหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีและให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายต่อไป นอกจากนี้นับแต่วันที่สถาบันการเงินถูก เพิกถอนใบอนุญาต จนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ห้ามมิให้ผู้ใดฟ้องร้องสถาบันการเงินเป็นคดีล้มละลายหรือฟ้องร้องบังคับคดีเกี่ยวกับ ทรัพย์สินของสถาบันการเงิน รวมทั้งให้ระงับการพิจารณาคดีที่มีผู้ฟ้องสถาบันการเงินนั้นสำหรับสิทธิใดๆ ต่อศาลไว้ก่อน

บทกำหนดโทษ กรณีที่บุคคลใดนอกจากสถาบันการเงินใช้เครื่องหมายเพื่อแสดงว่าธุรกิจของตนเป็นสถาบันการเงินที่ได้รับความคุ้มครองตาม พระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกไม่เกินวันละห้าพันบาทตลอดเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่ และหากผู้ใดล่วงรู้กิจการของสถาบันการเงิน เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่และนำข้อมูลดังกล่าวไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่นโดยมิชอบต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

บทเฉพาะกาล

เมื่อมีการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากขึ้นแล้ว ให้ยกเลิกการประกันผู้ฝากเงินของสถาบันการเงิน โดยรัฐบาลที่มีอยู่ก่อนการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก และใน 4 ปีแรกของการบังคับใช้กฎหมาย ให้จ่ายเงินแก่ ผู้ฝากเงิน ตามหลักเกณฑ์ (มาตรา 53) โดยกำหนดจำนวนเงินที่ให้ความคุ้มครองไม่เกินจำนวน ดังนี้

(1) ปีที่หนึ่ง เต็มตามจำนวนเงินที่ปรากฏในบัญชี

(2) ปีที่สอง หนึ่งร้อยล้าน

(3) ปีที่สาม ห้าสิบล้านบาท

(4) ปีที่สี่ สิบล้านบาท

ทั้งนี้ ในช่วง 4 ปีแรกของการบังคับใช้กฎหมาย หากภาวะเศรษฐกิจ และระบบการเงินเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ อันเป็นเหตุให้ต้องกำหนดจำนวนเงินที่ให้ความคุ้มครองเงินฝากเพิ่มขึ้น จากที่กำหนดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

เศรษฐกิจเศษสตางค์

February 19, 2008

นโยบายนี้คงไม่ได้ช่วยระบบเศรษฐกิจอะไรมากนัก เป็นเพียงเฟืองเล็กๆ ไม่รู้จะเดินได้นานแค่ไหน และคนไทยๆเราคงไม่ชอบเศษสตางค์กันเท่าไหร่ ไม่ค่อยเห็นคุณค่าของเศษเงิน ดูจากคนรอบข้าง ไม่ว่าใคร เห็นเศษสตางค์ทีไร รีบบอกฝ่ายตรงข้ามกับเรา เป็นพัลวันทันทีว่าของเป็นแบงค์นะ หรือไม่ก็ขอเหรียญสิบตลอด

เหรียญห้า เหรียญสอง เหรียญบาท ก็อิดออดไม่อยากได้ เหรียญห้าสิบสตางค์ ยี่สิบห้าสตางค์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ต่อให้รวมสลึงให้ครบบาท ยังไม่มีใครอยากได้เลยครับ ยกเว้นไว้แต่รถเมล์เขียวเล็กนรกยกล้อ ที่อยากได้บ้างเป็นบางโอกาส ที่เหลือก็กองอยู่ที่บ้าน บ้านข้าพเจ้าละหนึ่งในนั้น นิยมเก็บเหรียญมาตั้งแต่เล็กๆ

จะเอามาให้แม่ค้าพ่อค้าใช้ ไว้ขึ้นสินค้าครั้งละสลึง หรือหน่วยบาท แทนจะเป็นหน่วยห้าบาท สิบบาท จะไหวหรือครับ สินค้าอื่นอาจจะได้ แต่ถ้ามาใช้กับแม่ค้า ขายข้าวขายแกง คงไม่ทันแล้ว เพราะแถวที่ข้าพเจ้าอยู่ขึ้นไปเรียบร้อยแล้วครับ ห้าบาท ขาดตัว ห้ามต่อรอง

จะมาคุมราคาเหรอครับ ราคานะคุมได้แน่ครับ ถ้าจะคุม แล้วคุณภาพละครับจะคุมยังไง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าไปสั่งข้าวแกงพื้นฐาน เช่น ข้าวราดไข่พะโล้ ถ้าคุมราคาไว้ สงสัยคงได้กินวิญญาณหมูและน้ำพะโล้ ไข่ก็ใช้วิธี เพ่งไข่ในหม้อแล้วจำรูปเอาไว้ ได้ข้าวแล้วก็หลับตานึกถึงภาพไข่ แล้วก็กินข้าวตามไป อาศัยอิ่มอกอิ่มใจ เพราะเกรงใจกระเป๋าแทนอิ่มท้อง จะมีสักกี่คนจะทนไหว

เอาเถอะ อย่างน้อยก็คงจะช่วยจิตสำนึกได้บ้าง มีผลทางจิตใจ ให้พ่อค้าแม่ขายมีจิตสำนึกในการขึ้นราคาได้บ้าง ข้าพเจ้าในฐานะนักสะสมเหรียญคนหนึ่งชอบยิ่งนัก เพราะเป็นคนหนึ่งที่ชอบเหรียญ ไม่เคยขาดแคลนเหรียญ นิยมเก็บเศษเหรียญเอาไว้ในกระเป๋านู้นนี้เป็นประจำ  บางวันในตัวรวมทุกกระเป๋าอาจมีเศษเหรียญร่วมร้อยบาท ใช้ไม่หมดเดี่ยวนี้ไม่ได้หยอดกระป๋องออมสินแล้ว ก็ยังเก็บไว้ ใส่ถ้วยใส่แก้ว ไปตามสมควร รุ่งขึ้นก็หยิบบางส่วนออกไปใช้ใหม่เป็นปกติประจำวัน

ถ้ามีเยอะมากๆก็หยิบเอาไปใช้เยอะหน่อย แต่ก็ไม่ค่อยมีคนอยากได้ครับ แปลกจริงๆ เงินทั้งนั้น ราคาหน้าเหรียญก็มี ชำระหนี้ได้ตามกฏหมาย แต่ไม่มีใครอยากได้ มีนโยบายนี้มาก็ดีหน่อย จะได้มีคนรับและเก็บเหรียญเยอะๆบ้างดีครับ โดยเฉพาะเหล่าโชเฟอร์แท็กซี่จะได้มีทอนบ้าง ชอบอ้างเรื่อยว่าไม่มีเหรียญ ขอปัดขึ้นตลอด แต่งานนี้ใช้ก็ข้าพเจ้าไม่ได้หรอกครับ เพราะข้าพเจ้าเหรียญเยอะ ถ้าคันไหนขับไม่ดีก็ อย่าหวังว่าจะได้ปัดขึ้นเลย เอาเหรียญไป..มีเยอะ..ไม่ต้องทอน

ใครชอบไม่ชอบไม่รู้ละ แต่ข้าพเจ้าว่านโยบายนี้ เหล่าขอทานทั้งแบบไทยๆและแบบนำเข้าไม่ชอบแน่ ไม่น่าเชื่อนะครับว่าประเทศไทย ทำอาชีพอะไรก็รายได้ดีไปหมด ขนาดขอทาน ยังต้องนำเข้าโดยเฉพาะในกรุง ส่วนใหญ่ที่เห็น เป็นขอทานนำเข้า เข้ามาแข่งขันมาก ขอทานไทยๆเขาแย่อยู่แล้ว คงไม่ชอบนโยบายนี้แน่นอน แล้วยิ่งมีเหรียญเล็กๆออกมาเยอะแบบนี้ อัตรารายได้คงลดลงอีกโขอยู่ เพราะแทนที่ส่วนใหญ่จะได้ครั้งละอย่างน้อยๆก็สิบบาท ห้าบาท คราวนี้เหรียญส่วนใหญ่ที่ได้คงเปลี่ยนเป็นเหรียญสองบาท หนึ่งบาทแทน งานนี้เกิดเขาออกมาประท้วงกันหน้าทำเทียบละก็ คงได้ทันทึกเป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าของประทศชาติละครับ..ฮาฮา..ข้าพเจ้าเอง

มาฆบูชา บูชาเดือน ๓ ไม่เกี่ยวกับความรัก แต่เกี่ยวกับความตาย

February 17, 2008

มีคนชอบเอาวันมาฆบูชาไปเปรียบกับวันวาเลนไท ว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ความรักเหมือนกัน โยงให้เป็นเรื่องเดียวกันได้ไม่รู้ทำไม นี้ก็ผ่านวันรักๆของฝรั่งมาแล้ว และใกล้จะถึงวันเพ็ญเดือน ๓ หรือว่าปีนี้จะเป็นเดือน ๔ ก็ไม่แน่ใจครับ ต้องไปเปิดปฏิทินไทยๆดูเอาเอง เดียวก็ต้องมีคนหยิบประเด็นนี้มาพูดอีกแน่ แย่จริงๆทำให้ความหมายเดิมของวันดีๆของเราเสียหายหมด

ก่อนอื่นก็ต้องมารู้ประวัติและความสำคัญของวันมาฆบูชา กันก่อน ส่วนวันวาเลนไท ไม่ต้องพูดถึง เพราะคงรู้ๆกันอยู่แล้ว “มาฆะ” เป็นชื่อของเดือน ๓ มาฆบูชานั้น ย่อมาจากคำว่า”มาฆบุรณมี” แปลว่าการบูชาพระในวันเพ็ญ เดือน ๓ วันมาฆบูชาจึงตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ แต่ถ้าปีใดมีเดือน อธิกมาส คือมีเดือน ๘ สองครั้ง วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ แทนครับ

ปีนี้วันมาฆบูชา คือวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๑ ใครๆก็รู้ (อาจมีคนที่ไม่รู้) ว่าวันนี้เป็นวันสำคัญในวันพุทธศาสนา เพราะเป็นวันที่มีการประชุมสงฆ์ ที่เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต คำว่า “จาตุรงคสันนิบาต” แยกศัพท์ได้ดังนี้ คือ “จาตุร” แปลว่า  ๔ “องค์” แปลว่า ส่วน “สันนิบาต” แปลว่า ประชุม ฉะนั้นจาตุรงคสันนิบาตจึงหมายความว่า “การประชุมด้วยองค์ ๔” มีเหตุการณ์อัศจรรย์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันในวันนี้ คือ

๑. พระภิกษุสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า จำนวน ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อมกันที่เวฬุวันวิหาร ในกรุงราชคฤห์ โดยมิได้นัดหมาย
๒. พระภิกษุสงฆ์เหล่านี้ล้วนเป็น “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” คือเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น
๓. พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปที่ได้มาประชุมในครั้งนี้ ล้วนแต่เป็นผู้ได้บรรลุพระอรหันต์ สำเร็จอภิญญา ๖ แล้วทั้งสิ้นๆ ทุก ๆรูป คือ

            ๑. อิทธิวิธี  

            ๒. ทิพพโสตญาณ

           ๓. เจโตปริยญาณ

           ๔. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ

           ๕. ทิพจักขุญาณ

           ๖. อาสวักขยญาณ

๔. เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงกำลังเสวยมาฆฤกษ์

ซึ่งวันนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดง โอวาทปาฎิโมกข์ คือ ข้อธรรมย่ออันเป็นหัวใจสำคัญของพุทธศาสนา แก่พระสงฆ์สาวก ณ เวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์ เพื่อให้พระสงฆ์นำไปประพฤติปฏิบัติ เพื่อจะยังพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป พระคาถา มีดังนี้

สพฺพปาปสฺส อกรณํกุสลสฺสูปสมฺปทา  สจิตฺตปริโยทปนํเอตํ พุทธาน สาสนํฯ
ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโตฯ
อนูปวาโท อนูปฆาโต ปาติโมกฺเข จ สํวโร มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ ปนฺตญฺจ สยนาสนํ
อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธาน สาสนํฯ

แปลว่า

การไม่ทำความชั่วทั้งปวง ๑ การบำเพ็ญแต่ความดี ๑ การทำจิตของตนให้ผ่องใส ๑ นี้เป็นคำสอนของ
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ขันติ คือความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่านิพพาน เป็นบรมธรรม ผู้ทำร้ายคนอื่น
ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต ผู้เบียดเบียนคนอื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ
การไม่กล่าวร้าย ๑ การไม่ทำร้าย ๑ ความสำรวมในปาฏิโมกข์ ๑ ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร ๑ ที่นั่ง
นอนอันสงัด ๑ ความเพียรในอธิจิต ๑ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ที่เข้าใจกันโดยทั่วไป และจำกันได้มาก ก็คือ ความในคาถาแรกที่ว่า ไม่ทำชั่ว ทำแต่ความดี ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ซึ่งที่จริงแล้วมีรายละเอียดอีกพอสมควร ซึ่งทั้งคาถาและคำแปลเอามาจาก wiki และ link นี้นะครับ

http://www.dhammajak.net/budday/maka.php

แท้จริงแล้ว โอวาทปฎิโมกข์ คือหลักธรรมประกอบด้วย หลักการ ๓ อุดมการณ์ ๔ วิธีการ ๖ ดังนี้

หลักการ ๓ คือ
๑. การไม่ทำบาปทั้งปวง
ได้แก่การงดเว้น การลด ละเลิก ทำบาปทั้งปวง ซึ่งได้แก่ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ทางแห่งความชั่ว มีสิบประการ อันเป็น ความชั่วทางกาย ทางวาจา และทางใจ ความชั่วทางกาย ได้แก่ การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติ ผิดในกาม ความชั่วทางวาจา ได้แก่ การพูดเท็จ การพูดส่อเสียด การพูดเพ้อเจ้อ ความชั่วทางใจ ได้แก่ การอยากได้สมบัติของผู้อื่น การผูกพยาบาท และความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม

๒. การทำกุศลให้ถึงพร้อม ได้แก่ การทำความดีทุกอย่างซึ่งได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นแบบของการทำฝ่ายดีมี ๑๐ อย่าง อันเป็นความดีทางกาย ทางวาจาและทางใจความดีทางกาย ได้แก่ การไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำร้ายเบียดเบียนผู้อื่นมีแต่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขา ไม่ได้ให้ มาเป็นของตน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และการไม่ประพฤติผิดในกาม การทำความดีทางวาจา ได้แก่ การไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ และไม่พูดเพ้อเจ้อพูดแต่คำจริง พูดคำอ่อนหวานพูดคำให้เกิดความสามัคคีและพูดถูกกาลเทศะ การทำความดีทางใจ ได้แก่ การไม่โลภอยากได้ของของผู้อื่น มีแต่คิดเสียสละการไม่ผูกอาฆาตพยาบาทมีแต่คิดเมตตา และปราถนาดีและมีความเห็นความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เช่น เห็นว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

๓. การทำจิตให้ผ่องใส ได้แก่ การทำจิตของตนให้ผ่องใส ปราศจากนิวรณ์ ๕ ซึ่งเป็นเครื่องขัดขวางจิตไม่ให้เข้าถึง ความสงบ คือ
       ๑. ความพอใจในกาม (กามฉันทะ)
       ๒. ความอาฆาตพยาบาท (พยาบาท)
       ๓. ความหดหู่ท้อแท้ ง่วงเหงาหาวนอน (ถีนะมิทธะ)
       ๔. ความฟุ้งซ่าน รำคาญ (อุทธัจจะกุกกุจจะ)
       ๕. ความลังเลสงสัย (วิกิจฉา) เช่น สงสัยในการทำความดีความชั่ว ว่ามีผลจริงหรือไม่ วิธีการทำจิตให้ปฏิบัติสมถะผ่องใส ที่แท้จริงเกิดขึ้นจากการละบาปทั้งปวง ด้วยการถือศืลและบำเพ็ญกุศล ให้ถึงพร้อมด้วยการ และวิปัสสนา จนได้บรรลุอรหัตผล อันเป็นความผ่องใสที่แท้จริง

อุดมการณ์ ๔ คือ
๑. ความอดทน
ได้แก่ ความอดกลั้น ไม่ทำบาปทั้งทางกาย วาจา ใจ
๒. ความไม่เบียดเบียน ได้แก่ การงดเว้นจากการทำร้าย รบกวน หรือ เบียดเบียนผู้อื่น
๓. ความสงบ ได้แก่ ปฏิบัติตนให้สงบทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ
๔. นิพพาน ได้แก่ การดับทุกข์ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นได้จาการดำเนินชีวิตตามมรรคมีองค์ ๘

วิธีการ ๖ คือ
๑. ไม่ว่าร้าย
ได้แก่ ไม่กล่าวให้ร้ายหรือ กล่าวโจมตีใคร
๒. ไม่ทำร้าย ได้แก่ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
๓. สำรวมในปาติโมกข์ ได้แก่ ความเคารพระเบียบวินัย กฎกติกา กฎหมาย รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีของสังคม
๔. รู้จักประมาณ ได้แก่ รู้จักความพอดีในการบริโภคอาหารหรือการใช้สอยสิ่งต่าง ๆ
๕. อยู่ในสถานที่ที่สงัด ได้แก่ อยู่ในสถานที่สงบมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม
๖. ฝึกหัดจิตใจให้สงบ ได้แก่ฝึกหัดชำระจิตให้สงบมีสุขภาพคุณภาพและประสิทธิภาพที่ดี

และนอกจากนี้วันนี้ยังเป็นการปลงมายุสังขารด้วย คือ หลังจากที่พระองค์ได้ตรัสรู้และสั่งสอนพระธรรมมาเป็นระยะเวลา ๔๕ ปี วันนี้ พระองค์ตั้งพระทัยว่า ต่อแต่นี้ไปอีก ๓ เดือน เราจักเสด็จดับขันธปรินิพพาน

ซึ่งการปลงอายุสังขารนี้ก็คือวันมาฆบูชาในปีที่พระพุทธองค์มีพระชนมายุ ๘๐ พระชันษา ด้วยเหตุนี้ ในวันมาฆบูชา ชาวพุทธจึงถือว่าเป็นวันที่มีความสำคัญเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้า รวม ๒ ประการ คือ เป็นวันที่แสดงโอวาทปาติโมกข์ และ เป็นวันปลงอายุสังขาร

ดังนั้นใครจะว่าวันมาฆบูชา เป็นวันแห่งความรักของพุทธศาสนา เพราะจะพยายามให้โยงกับวันที่ ๑๔ กุมภา ของทุกปีที่เป็นวันแห่งความรักของฝรั่งเขา และวันมาฆบูชาของเราของมีในเดือนนี้เหมือนกัน อันนี้ก็ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกันแน่นอน ความรักแบบฝรั่งนั้นมากด้วย กิเลส ตัณหา ราคะ มากด้วย โลภะ โมหะ โทสะ แต่คำสอนของพระพุทธเจ้า ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก เพราะทรงสอนให้หลุดพ้นจากทุกสิ้นทั้งปวง

และยังสอนอีกว่าแม้แต่พระองค์เองยังต้องดับขันธ คือต้องตาย ไม่มีใครหนีความตายได้ เมื่อมีเกิด ก็ย่อมมีแก่ มีเจ็บ มีอื่นๆ ไปตามโลกธรรม ๘ และที่สุดก็ย่อม มีตาย..ดังนั้น วันนี้เรายังสรุปได้อีกอย่างว่า ความตายเป็นเรื่องธรรมดา อย่างยิ่ง… อย่าได้เสียใจที่จะตาย  คนที่อยู่ในศีลในธรรม ย่อมไม่กลัวที่จะตาย..จงตายเสียตั้งแต่ก่อนตาย..เอวัง

 

พรบ. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ปี 2550 รู้ไว้ใช่ว่า

February 16, 2008

ข้าพเจ้าเองในฐานะผู้มีรายได้ประจำ และบริษัทที่ทำงานอยู่ด้วย มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แม้ว่าจะเสียโอกาสไปบ้างที่ไม่ได้เริ่มสมัครเป็นสมาชิกกองทุนตั้งแต่วันแรกที่ทำงาน แต่ถึงตอนนี้ก็ต้องบอกว่าไม่ผิดหวังที่สมัครไปเมื่อ หลายๆๆๆปีก่อนนู้น จำไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ 

เพราะนอกจากจะเป็นการบังคับให้ตัวเองได้ออมเงินแล้ว โดยหักจากเงินเดือน เดือนละ ๕% ยังได้เงินสมทบจากบริษัทเพิ่มอีกเดือนละ ๕% และยังได้ผลกำไรจากการที่ บริษัทจัดการกองทุนฯ ที่บริหารกองทุนของเราเพิ่มด้วย ปีนี้พึ่งจะได้รับใบรายงานผลมา บอกว่าได้ผลตอบแทนสุทธิสะสม ๙.๓๓% (% ไม่คำนวณเป็นรายปี) ทำไม ไม่บอกเป็นรายปีด้วยก็ไม่รู้ แต่ช่างมันเถอะ เพราะกองที่บริษัทเลือกเป็นตราสารหนี้ ได้สะสมมาขนาดนี้ก็ดีมากแล้ว

และเรายังเอาเงินที่เอาไปออมนี้มาหักออกจากเงินรายได้สุทธิที่ต้องเสียภาษีได้อีก คุ้มสุดๆ ใครยิ่งมีฐานภาษีสูงๆ ๒๐% ๓๐% ยิ่งคุ้มครับ 

และวันนี้ ที่ตั้งใจมาบอกเล่าให้ติดตาม ข้อมูลถึงเหล่าสมาชิกกองทุนทุกท่าน ที่ทุกท่านต้องไม่พลาด คือกฏหมายใหม่นี้นะครับ ตาม link ไปเลยครับ

ท่านสามารถติดตาม ประกาศสำนักงาน ก.ล.ต. ๖ ฉบับ และประกาศนายทะเบียนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ๓ ฉบับ เพื่อรองรับการแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่นี่ 

ท่านสามารถพบกับตัวอย่าง คำถาม – คำตอบ การแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้ที่นี่ 

งานนี้คงต้องมีเรื่องกับผู้บริหารของบริษัทฯ อีกแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ บริษัทฯ ไม่เคยสนใจเลยว่า มีพนักงานสนใจ ติดตามอยู่ กองทุน บริหารห่วยๆ ก็ไม่เคยสนใจ เคยไปโวยวาย ให้มีข้อมูลบอกพนักงาน ให้แยกกองทุนเป็นตราสารทุนบ้าง ให้พนักงานเลือกได้บ้าง จนถูกเรียกตัวไปดูตัวมารอบหนึ่งแล้ว

ใครยังไม่ได้ได้สมัครกองทุนนี้ ถ้าบริษัทมีก็ต้องรีบสมัครนะครับ อย่าเสียสิทธิ เสียโอกาส วันจันทร์นี้ไปสมัครเลยครับ ไม่อีกคำว่าสายไปที่จะเริ่ม ไปเลยครับ จะได้ไปลุยผู้บริหารด้วยกันกับข้าพเจ้าได้…ข้าพเจ้าเอง

ปลูกผัก ISO สร้างเครื่องมือกีดกันทางการค้า

February 6, 2008

ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลามาเขียน blog เลยครับ มัวแต่ ปลูกผักชี ทำข้อมูลย้อนหลัง เพราะโครงการที่ทำมาตลอด ไม่ได้ทำ iso มาแต่ต้น เรามาทำต่อก็ไม่ได้ทำด้วย จะโทษคนเริ่มก็ไม่ได้ ต้องโทษตัวเอง ไม่ได้เรื่องเองตั้งแต่แรก

ด้วยระบบที่วางไว้ มันต้องดีระดับหนึ่ง รับประกันได้ระดับหนึ่งแน่นอนว่าถ้าทำแล้วดี แต่ส่วนใหญ่เท่าที่เห็นในปัจจุบันเราทำ iso กันแต่ปากกันเป็นส่วนใหญ่ มีที่ไหนบ้างไหมครับ ที่ทำกันเป็นระบบเป็นจริงเป็นจัง อยู่ใน process ในงานประจำวันจริงๆ ที่บริษัทที่ทำอยู่ก็ทำนะครับ มิใช่ไม่ได้ทำเลย แต่ทำเป็นบางคน บางโครงการ บางระบบ เพราะอะไรไม่อยากบอก..ฮาฮา ของแรง..เดี๋ยวเข้าตัว

แต่ที่แน่ๆเราใช้ iso เป็นเครื่องมือหนึ่งที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งนั้นคือ ใช้เครื่องมือนี้ในแง่การค้าแน่นอน คือใช้เพื่อ กีดกันทางการค้า ซึ่งข้าพเจ้าทึกทักเอาเองเลยว่า iso สร้างขึ้นมาด้วยเหตุผลนี้แน่นอน เป็นความฉลาดอย่างหนึ่งของฝรั่งเมืองนอกเมืองนา ทั้งยังสร้างตำแหน่งงาน และอาชีพให้คนได้เยอะเลย ต้องยอมรับว่ามันเก่งจริงๆ

เจ้า iso ไม่ว่าระบบที่วางไว้จะดีแค่ไหนก็ตาม มี audit อีกชั้นก็ตาม ถ้าคนไม่ทำซะอย่างจะทำไง ฮาฮา..ไม่อยากจะบอกเลยว่า เคยได้ยินมาหลายๆที่ใช้เงินซื้อมาด้วยซ้ำ ระบบเป็นอีกเรื่องไม่เกี่ยวกัน ที่บริษัทที่ข้าพเจ้าทำงานอยู่คงไม่ได้ซื้อ ถ้าซื้อก็ต้องจ่ายไปน้อยมากๆ แย่จริงๆ เพราะกว่าจะได้มาก็เหนื่อยโคตร ลงแรงกันเป็นปีๆ เพื่อวางระบบและ implement กว่าจะได้มา ก็ต้องเอามาใช้ให้ตลอดต่อเนื่องอีก ตอนนี้ก็ใกล้จะหมดอายุแล้วด้วย

ข้าพเจ้าก็แย่ละสิ เพราะไม่ได้ทำ ตอนนี้กำลังปลูกผักชี กันอย่างเมามัน ทำเอกสารย้อนกันมันเลยครับ สำหรับข้าพเจ้าเองโดยเฉพาะ ส่วนคนในทีมหรือทีมอื่นๆที่ทำมาแต่ต้นก็สบายหน่อย ดีใจแทนเขาด้วยจริงๆ…ส่วนตัวเราเศร้าว่ะ

วันนี้บ่นแค่นี้พอ..ไปปลูกผักต่อดีกว่าครับ..เพื่อการค้าอย่างหนึ่งจำไว้..ตรุษจีนต้องใช้ผักเยอะ..เกี่ยวไหมครับ..(ลืมไปไม่ใช่กินเจ)…เอาไป..สู้ๆ เพื่อการกีดกัดทางการค้า..ไม่ใช่….เราทำ iso เพื่อให้ระบบการทำงานในบริษัท จะได้ดียิ่งขึ้นไป มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ ตรวจสอบได้ จำไว้ ..แต่จะได้หรือเปล่าไม่รู้..ฮาฮา แต่ที่แน่ๆที่ทำไปทั้งหมดก็เพื่อ..ข้าพเจ้าเอง

คอมเซเว่น ปะทะ ไอทีซิตี้

February 3, 2008

พึ่งเห็นข่าวนี้ครับ เอามาให้ดูกัน IT จะขยายแค่ ๕ สาขา แต่ คอมเซเว่นจะขยาย ๒๐ สาขา… โอ้โห..

อ่านข่าวก่อนนะครับ

—————-

‘คอมเซเว่น/ไอทีซิตี้’เหยียบคันเร่ง มุ่งขยายช็อปชิงส่วนแบ่งตลาดปี51 

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2278 13 ธ.ค.  – 15 ธ.ค. 2550

http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=11980&start=570

ค้าปลีกไอทีไม่สนการเมืองซัด เศรษฐกิจยังซึม เดินหน้าเจาะตลาดปี2551เต็มสูบ “คอมเซเว่น” ปูพรมขยายสาขาเข้าห้าง 20 แห่ง รับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคเปลี่ยน ด้าน”ไอทีซิตี้” เล็งเปิดเพิ่ม อีก5 แห่ง เชื่อตลาดในอีก 3 ปีข้างหน้าโตเฉลี่ย 10%ต่อปี

นายกฤชวัฒน์ วรวานิช ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด ผู้ค้าส่ง และค้าปลีกสินค้าไอทีภายใต้ชื่อ “บิ๊กไอที” และ “บานาน่า ไอที” เปิดเผยกับ”ฐานเศรษฐกิจ”ว่าภาพรวมตลาดไอทีปี 2551 จะเติบโตขึ้นไม่มากนัก โดยปัจจัยการเมืองและเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเติบโตของตลาด อย่างไรก็ตามก็คาดหวังว่าภายหลังการเลือกตั้งปลายปีนี้และการเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่จะมีผลกระตุ้นตลาดให้มีการเติบโตขึ้น

ส่วนทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทปีหน้า จะมุ่งเน้นการขยายหน้าร้านค้าปลีกสินค้าไอที หรือช็อป ภายใต้ชื่อ บิ๊กไอที ไอ-สตูดิโอ และช็อปใหม่ที่เปิดขึ้นมาภายใต้ ชื่อ “บานาน่าไอที”อย่างต่อเนื่อง ซึ่งแต่ละช็อปแต่ละแบรนด์จะมีคอนเซ็ปต์แตกต่างกัน โดย บิ๊กไอที จะอยู่ภายใต้คอนเซ็ปต์หน้าร้านขายสินค้าไอทีครบวงจร ขณะที่ไอสูติโอ เป็นช็อปขายสินค้าของแอปเปิล ส่วนบานาน่า ไอที จะเป็นช็อป ที่เป็นไลท์สไตล์ลูกค้าที่เดินเข้ามาในร้านจะมีความรู้สึกเพลิดเพลิน

นายกฤชวัฒน์ กล่าวอีกว่าบริษัทจะมุ่งเปิดช็อปใหม่ภายใต้ชื่อแบรนด์ต่างๆ ไปในห้างสรรพสินค้า หรือ ช็อปปิ้งมอลล์ เป็นหลัก จากเดิมช็อปส่วนใหญ่จะอยู่ภายในศูนย์การค้าไอที ทั้งนี้เพื่อรองรับกับไลท์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะเดียวกันการขยายช็อปเข้าไปในห้างยังช่วยในการขยายไปตลาดกลุ่มใหม่ๆ เช่น กลุ่มคอนซูเมอร์ที่ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านไอที และช่วยเป็นจุดรองรับการให้บริการหลังการขายกับลูกค้าของคอมเซเว่น อีกทั้งยังเป็นสนามใหม่ที่ผู้ค้ารายอื่นยังไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควร โดยคาดว่าปีหน้าจะสามารถทยอยเปิดช็อปแห่งใหม่ได้ 20 แห่ง จากปัจจุบันมีช็อปอยู่ประมาณ 80 แห่ง

“คอมเซเว่นเกิดขึ้นมาในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งตอนนี้เหตุการณ์เลวร้ายกว่าปัจจุบันมาก เราสามารถประคับประคองธุรกิจมาได้ ทั้งนี้มองว่าตลาดไอทีบ้านเรายังเติบโตได้อีกมาก เพราะการใช้งานคอมพิวเตอร์ยังน้อยอยู่”

ส่วนสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาดปีหน้ายังคงอยู่ที่คอมพิวเตอร์แบบพกพา หรือโน้ตบุ๊ก ที่คาดว่าตลาดปีหน้าจะมียอดขายรวม 510,000 เครื่องจากปีนี้มียอดขายรวมกันทั้งตลาด 450,000 เครื่อง โดยมองว่าปี 2551 ราคาเครื่องโน้ตบุ๊กจะลดลงมาอีกเล็กน้อย โดยรุ่นที่เป็นเมนสตรีม มีสเปคเป็นที่นิยมใช้แพร่หลาย จะมีราคาเริ่มต้นประมาณ 28,000-29,000 บาท จากเดิมราคาเริ่มต้นประมาณ 30,000 กว่าบาท ส่วนอีกรุ่นที่ขายดี คือ รุ่นราคาประหยัด ราคา 19,000 บาท ซึ่งสินค้าราคาถูกยังเป็นที่ต้องการของลูกค้ากลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้เครื่องแรก

นายเอกชัย ศิริจิระพัฒนา ผู้อำนวยการบริหาร บริษัทไอที ซิตี้ จำกัด (มหาชน) ซูเปอร์สโตร์ค้าปลีกไอทีรายใหญ่ กล่าวว่าสถานการณ์ตลาดไอทีปีหน้ายังไม่มีความชัดเจน โดยมุมมองของภาคธุรกิจแล้วระยะสั้น หรือปี 2551 ยังแบ่งออกเป็น 2 ความคิด ความคิดแรกมองว่าตลาดจะเติบโตขึ้นดีกว่าปกติ ส่วนความคิดที่ 2 คือ ตลาดมีการชะลอตัวลง ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการเติบโตของตลาดปีหน้ามากสุด คือ ปัจจัยการเมือง หากการเมืองภายหลังเลือกตั้งยังมีความไม่แน่นอน ความรู้สึก หรืออารมณ์ของผู้บริโภคก็จะระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยเช่นเดียวกับปีนี้ อย่างไรก็ตามหากมองไปในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า ตลาดไอทียังมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณปีละ 10%

ทั้งนี้แม้ว่าตลาดปีหน้ายังมีความไม่ชัดเจน แต่บริษัทยังคงมุ่งขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามการดำเนินขยายสาขาก็จะทำแบบระมัดระวังมากขึ้น โดยปีหน้าคาดว่าจะสามารถเปิดสาขาใหม่ ประมาณ 5 แห่ง จากปีนี้มีอยู่ 30 แห่ง ส่วนจะเป็นในกรุงเทพ หรือต่างจังหวัดมากกว่ากันนั้นคงต้องขึ้นอยู่กับทำเลสถานที่ หรือความต้องการของพื้นที่นั้นๆ

“ตอนนี้ไม่แปลกใจที่ผู้ค้าไอที หรือ ห้างโมเดิร์นเทรด ต่างเร่งขยายสาขาและการทำตลาดสินค้าไอที ทั้งนี้เพื่อรองรับกับพฤติกรรมของผู้ซื้อที่มีความต้องการมากขึ้น โดยตอนนี้ต่างจังหวัดการเติบโตขึ้นมาเร็วมาก แต่หากคิดเป็นมูลค่าก็ยังน้อยกว่ากรุงเทพ” 

จบข่าว….

มาดูงบ ดีกว่า

it_com7

it_com7_2

it_com7_3

it_com7_4

margin ต่ำมากๆ จะไหวหรือเปล่า ต้องดูกันยาวๆ..จบงบครับ