หนึ่งในผู้หญิงไทย ในพุทธศาสนา สามเณรี สุโพธา

สามเณรี สุโพธา

ชื่อเดิม : วิมล บุญยง

ฉายา (ชื่อบวช) : สุโพธา

อายุ : ๓๓ ปี

ภูมิลำเนา  : ปากน้ำ สมุทรปราการ

การศึกษา : วิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง

การทำงานก่อนบวช : ตั้งแต่จบปริญญาตรี ได้ทำงานในบริษัท Delta Electronics มาตลอด ๘ ปี ในตำแหน่ง Senior Design Engineer และ Customer Service

สถานะปัจจุบัน : สามเณรี ได้รับการบวชมาจากพระภิกษุณี อุปัชฌาย์ สายเถรวาทในประเทศศรีลังกา ปัจจุบันอยู่ศึกษาและปฏิบัติธรรมที่ วัดป่าเลไลยก์สามัคคีธรรม อ.แม่เปิน จ.นครสวรรค์ 

ประวัติ และ แนวความคิดในการออกบวช

แม้จะพึ่งเริ่มศึกษาธรรมเมื่อตอนอายุ ๑๕ ปี  แต่จิตใจที่ฝักใฝ่ในการบวชเป็นพระนั้นมีมาตั้งแต่ในวัยเด็ก แต่ไม่กล้าออกบวช ด้วยเห็นว่าการบวชของผู้หญิงในสังคมไทยยังมีความยากลำบากมาก แม้ว่าพระพุทธองค์ได้วางแนวทางให้นักบวชเป็นผู้เลี้ยงง่าย เที่ยวบิณฑบาตออกไป ขบฉันเฉพาะอาหารที่โยมถวาย อยู่อาศัยตามโคนไม้ นุ่งห่มผ้าบังสุกุล เมื่อชีวิตเป็นไปอย่างสงบสงัด ไม่วุ่นวายในการแสวงหาสิ่งเกินความจำเป็น เลือกอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม มีปัจจัย ๔ เพียงพอต่อการดำรงชีพ ความเป็นอยู่อย่างนี้จะเหมาะควรแก่การเจริญสมณะธรรมได้  ในสังคมไทยยังมีความเชื่อในการเลือกทำบุญโดยการนับจำนวนข้อศีลของนักบวช เช่นว่า ทำบุญกับพระจะได้อานิสงค์มากกว่าทำบุญกับเณร ทำบุญกับเณรก็ได้บุญมากกว่าทำบุญกับแม่ชี โดยที่โยมไม่รู้ความจริงแห่งลักษณะที่ถูกต้องของเนื้อนาบุญที่ดีที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ ความหวั่นเกรงในการดำรงชีพของการเป็นนักบวชหญิงว่าอาจจะอัตคัดมากจนอาจเป็นอุปสรรคในการปฏิบัติธรรมมีมาตลอดจนถึงอายุ ๓๐ ปี

วันที่ตัดสินใจว่าจะทิ้งรายได้กว่า ๔ หมื่นต่อเดือนมาออกบวชแน่ๆแล้วนั้น โยมแม่คัดค้านไว้ด้วยเหตุผลเดิมๆที่เป็นห่วงในเรื่องการดำรงชีพในวัดอย่างคนที่ไม่มีลูกหลานดูแล  แต่เราเองตัดสินใจเด็ดขาดด้วยความคิดที่ว่า  ใช่เลย! เราอาจจะลำบากจริงอย่างที่เราและแม่กลัว แต่ถ้าเราไม่ออกบวชประพฤติพรหมจรรย์ทำที่สิ้นสุดแห่งกองทุกข์ เราก็จะต้องเวียนว่ายตายเกิดไปลำบากอีกหลายภพชาติ ดังนั้น เป็นไงเป็นกัน เราเลือกที่จะเดินตามพระพุทธเจ้าแล้ว ถึงจะต้องลำบากหรืออัตคัดแค่ไหน ก็ขอให้ลำบากเป็นชาติสุดท้าย  

อีก ๑ เหตุปัจจัยใหญ่ในการตัดสินใจออกบวชได้มาจากพระอาจารย์องค์หนึ่งที่พึ่งได้พบท่านเมื่ออายุ ๒๙ ปี ท่านชื่อ หลวงปู่โกโลโกโส อยู่ที่ วัดป่าเลไลยก์ อ.แม่เปิน จ.นครสวรรค์ ตอนนั้นศึกษาธรรมอยู่กับท่านแบบที่เรียกว่าเทียวไปเทียวมา ยังทำงานบริษัทอยู่  ว่างๆเสาร์อาทิตย์ก็ขับรถมาเรียนธรรมะที่นครสวรรค์ ท่านสอนธรรมแบบตรงตามธรรมตามคำสอน สอนให้เราก้าวล่วงส่วนอย่างไม่เนิ่นช้า ท่านสอนว่าการได้เกิดเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนาเป็นของยาก การทำมรรคผลนิพพานนั้นต้องอาศัยความเป็นมนุษย์ที่ได้มายากนี้ พระอาจารย์โกโลโกโสท่านสนับสนุนการทำที่สุดแห่งกองทุกข์กับทุกคนอย่างเสมอกันทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

ช่วงแรกๆของการบวช เป็นเพียงมาอยู่คล้ายๆเด็กวัดที่ถือศีล ๘ โกนผม ไม่ได้แต่งตัวแบบแม่ชี ตอนนั้นสวมเสื้อขาว กางเกงขาก๊วยสีน้ำตาล ช่วยการงานต่างๆภายในวัดป่าที่สงบสงัด ควบคู่ไปกับการปฏิบัติธรรมได้อย่างดี

วันหนึ่ง พระอาจารย์ท่านก็บอกว่าน่าจะบวชเป็นภิกษุณีที่ศรีลังกานะ เพื่อที่จะอยู่ในรูปแบบแห่งสงฆ์สาวกตามที่พระพุทธเจ้าทรงวางรูปแบบ, หลักการ และวิธีการไว้ให้พวกเราแล้ว จึงติดต่อหลวงแม่ภิกษุณี ธัมมนันทา (ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์) ที่วัดทรงธรรมกัลยานี และหลวงพี่ พูลสิริวรา ในที่สุดก็ได้ไปบวชที่ศรีลังกา วัดศรีตุสิตารามายา เมือง Eliheyagoda โดยพระภิกษุณีอุปัชฌาย์ ท่านสัทธา สุมนาซึ่งเป็นองค์เดียวกับที่บวชให้หลวงแม่ ดร.ฉัตรสุมาลย์ กับภิกษุณีและสามเณรีชาวไทยท่านอื่นๆ    มีกฎอยู่ ๑ ข้อคือก่อนจะได้บวชก็ต้องไปอยู่ถือศีล ๘ และศึกษาพระธรรมกับท่านอุปัชฌาย์ก่อนเป็นเวลา ๓ เดือน เพื่อท่านจะอบรม ดูนิสัยและพฤติกรรมโดยรวมแห่งความเป็นนักบวชก่อนที่จะพิจารณาให้บวชสามเณรี แล้วสามารถกลับมาอยู่ที่เมืองไทยก็ได้ หลังจากนั้นอีก ๒ ปีจึงค่อยกลับไปขออุปสมบทเป็นภิกษุณีอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคราวนี้จะมีการสอบข้อเขียนธรรมะเป็นภาษาอังกฤษด้วย 

การบวชภิกษุณีของผู้หญิงไทย

ขณะนี้ผู้หญิงไทยที่ได้รับการบวชภิกษุณี และ สามเณรี ในสายเถรวาท จากศรีลังกา มีแล้ว ๓๐ รูป นับว่ายังไม่มากนัก คนไทยส่วนมากจึงยังไม่รู้จัก

ในเมืองไทยไม่เคยมีการบวชภิกษุณีมาก่อน ไม่เหมือนศรีลังกาที่เขามีการบวชให้ผู้หญิงมาตั้งแต่สมัยที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งพระธรรมทูตออกเผยแพร่พระพุทธศาสนาหลังพุทธปรินิพพาน ๓๐๐ ปี  ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันว่าภิกษุณีเคยหมดไปแล้วจากศรีลังกา แต่มีอีกหลายคนที่ไม่รู้ความจริงว่า ก่อนหน้าที่ภิกษุณีจะหมดไป ท่านได้เคยไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาในประเทศจีนและบวชให้ผู้หญิงชาวจีนไว้แล้ว  จีนเองก็หวิดๆจะหมดไปในยุคเหมาเจ๋อตุงเหมือนกัน  โชคดีที่พระภิกษุณีท่านไม่ดื้ออยู่ให้เขากวาดล้างไปง่ายๆ  ท่านหนีอพยพไปอยู่ที่เกาะไต้หวันจนถึงปัจจุบัน   ดังนั้นผู้หญิงศรีลังกาจึงไปขอบวชต่อจากภิกษุณีไต้หวันได้ จึงเป็นการสืบทอดที่ไม่ขาดสายอย่างที่หลายคนไม่ทราบความจริงข้อนี้

ธรรมดาของผู้ที่เห็นคุณประโยชน์อันยิ่งแห่งการบวช ย่อมมีปรกติ ในการสนับสนุนให้ผู้อื่นได้บวชด้วย พระภิกษุณีที่ศรีลังกา ในประเทศไทย และที่อื่นๆ ทั่วโลกเกิดขึ้นท่ามกลางแรงสนับสนุน และ แรงคัดค้านจากสังคมรอบด้าน แม้ว่าจะมีคนบางกลุ่ม คัดค้านการบวชภิกษุณี ด้วยเหตุผลต่างๆนานา แต่ก็ไม่อาจต้านทานความตั้งใจมั่นที่บริสุทธิ์อันเกิดจากความเข้าใจ สาระแห่งการบวช ตามแนวทางของพระพุทธองค์ การเริ่มต้น รื้อฟื้นภิกษุณีสงฆ์ จะช่วยให้ผู้หญิงได้กลับมา มีโอกาสในการบวชตามพระธรรมวินัย เหมือนอย่างครั้งหนึ่ง ที่เคยได้รับมาแล้ว จากพระพุทธองค์

โดยส่วนตัวแล้ว การบวชในรูปแบบหรือนอกรูปแบบนั้นไม่ได้สำคัญไปกว่าการทำมรรคผลเพื่อถึงที่สิ้นสุดแห่งกองทุกข์ อันเป็นเป้าหมายหลักในพระพุทธศาสนา แต่การบวชในรูปแบบนั้นจะมีผลดียิ่งถ้าเราใช้ให้เป็นประโยชน์ในการเกื้อกูลการประพฤติพรหมจรรย์ของเราเองและการทำประโยชน์ให้กับสังคม ในการเผยแพร่ธรรมคำสอน ด้วยการที่เราเป็นตัวอย่างของผู้ออกจากเรือนมาบวชประพฤติธรรม      

เด็กๆ ก็อยากบวชแล้ว

จำได้เลยว่าตอนเด็กๆอายุราว ๔ ขวบ อยากบวชมาก ชอบพระมาก อยากเป็นพระ ตอนนั้นไปเอาผ้าขาวม้าของพ่อมาให้พ่อสอนวิธีห่มจีวรแบบพระให้ แล้วก็ไปเอาขันอลูมิเนียมมาเดินอุ้มแบบพระบิณฑบาตด้วยอาการสำรวม เป็นที่ขบขันสำหรับผู้พบเห็นมาก ภาพของเด็กผู้หญิงผมเปีย ห่มผ้าขาวม้าอุ้มขันออกเดินบิณฑบาตพร้อมๆกับเสียงที่เข้าหูมาตลอดว่า เป็นผู้หญิง บวชพระไม่ได้หรอก ด้วยคำๆนี้ทำให้ความสนใจถูกเบนไปที่ มัคทายก 

คนที่จะได้เป็นมัคทายก ต้องเรียนจบอะไรมาเหรอ ? ทำไมมีแต่มัคทายกผู้ชาย…ผู้หญิงเป็นมัคทายกได้มั๊ย ? คำถามต่างๆที่ลูกสาวถาม ได้รับคำตอบง่ายๆจากแม่ว่า ไม่รู้สิ แค่สวดนำญาติโยมได้ ก็เป็นมัคทายกได้แล้วมั้ง  ตอนนั้นอายุราวๆ ๑๐ ขวบ ก็ไปหาบทสวดต่างๆที่มัคทายกต้องรู้เอามาท่องจนจำได้ทั้งหมด ในที่สุด เราก็ได้เป็น มัคทายิกาประจำตระกูล เวลาบ้านญาติๆทำบุญเลี้ยงพระ ก็ได้หลานสาวตัวเล็กคนนี้แหละนำสวด นำถวายสังฆทาน ไม่ใช่ชายสูงอายุที่เห็นได้ทั่วไป

โตแล้วก็ยังอยากบวชอยู่

ช่วงที่ทำงานบริษัทเป็น Senior Engineer ในแผนก Research & Develop และ Customer Service ตามลำดับ  ด้วยความที่ตั้งใจทำงานมาก จึงได้รับความไว้วางใจให้เดินทางไปต่างประเทศถึง ๑๕ ประเทศเพื่อพบลูกค้าและสอนให้ Service Center ซ่อมจอ CRT monitor โอกาสดีๆที่ได้เที่ยวไป เมื่อว่างจากการสนทนาในเรื่องการงานแล้ว เราก็จะแอบๆพูดคุยกับเพื่อนๆฝรั่งในเรื่องศาสนาอยู่เสมอ การเป็นผู้หญิงไทยตัวเล็กๆที่ไปยืนสอนฝรั่งตัวใหญ่ๆ เป็นสิ่งที่ทำให้ภูมิใจมาก แต่ความสนุกสนาน ความเพลิดเพลินยินดี ความเพียบพร้อมในด้านต่างๆ ไม่ได้ทำให้ลืมความฝักใฝ่ในธรรมและการบวชได้เลย แม้ว่าความสุขจะท่วมหัวท่วมหู แต่ก็ไม่ได้ปิดกั้นดวงตาคือปัญญาในการเห็นภัยอันตรายที่ซ่อนอยู่ในวัฏสงสารนี้เลย

บวชกาย บวชใจ ทำไมต้องบวช

คำที่ได้ยินอยู่เสมอคือคำว่า บวชใจ หรือคำว่า อยู่ที่ไหนๆก็ปฏิบัติธรรมได้  หลังจากที่ได้เข้าไปคลุกคลีเสวนาด้าย ก็ได้พบว่าส่วนมากของคนที่พูดแบบนี้มักเป็นเพียงแต่จะประกาศให้คนฟังรู้สึกว่าผู้พูดแบบนั้นก็กำลังปฏิบัติธรรมอยู่ แต่จริงๆแล้วเขาแทบไม่ได้ทำอะไรเพื่อความก้าวหน้าในศีล สมาธิ ปัญญาเลย  แค่เริ่มต้นก็เถียงพระพุทธเจ้าซะแล้ว พระองค์บอกให้ออกจากเรือน พุทธสาวกรุ่นหลังบอกว่าปฏิบัติธรรมอยู่ที่บ้านก็ได้  การเริ่มต้นจะทำมรรคผลนิพพานก็ไม่สามารถ สละความเคยชินกับความสะดวกสบายเดิมๆได้   แล้วจะก้าวต่อไปกันอย่างไร?

ช่วงหนึ่งของชีวิตที่ยังสนุกสนานกับการทำงาน ความเพลินในเรื่องต่างๆทำให้เคยมี ความคิดเข้าข้างกิเลสแบบนี้เหมือนกัน แต่พอมาถึงวันนี้ จึงได้รู้ว่าการออกบวชคือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด ได้รู้แล้วว่าสมณเพศเป็นสิ่งที่ดีที่สุดกับเป้าหมาย   ถ้าหากวันนั้นเราไม่กล้าหาญในการสละเรือนและความเคยชินในวิถีชีวิตเดิมๆ วันนี้ก็คงไม่ได้มีโอกาสที่ดีๆ บนวิถีชิวิตแบบใหม่ของนักบวชเต็มรูปแบบ วันนี้คงจะยังเดินอยู่ในบริษัทและเมามันส์กับการเลี้ยงชีวิตชอบแบบที่แก่เจ็บตายเรื่อยไป

การปฏิบัติธรรมอยู่กับบ้าน อุปมาเหมือนคนที่หัดเตะฟุตบอลอยู่ในห้องครัว  สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมของเพศบรรพชิตที่พระพุทธเจ้าบอกสอนไว้ถึงความสงบสงัด ความวิเวก ความไม่คลุกคลี การออกจากเรือน ออกจากความขัดข้องความกังวล การยังชีพด้วยความเรียบง่าย  ดังนั้นการเลือกที่จะออกบวชอย่างเต็มรูปแบบ ก็เป็นเพียงการดำเนินตามแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้ เปรียบเสมือนคนหัดเตะฟุตบอลในสนามมาตรฐานกับโค้ชฝีมือดี 

บรรยากาศในศรีลังกา 

บรรยากาศแห่งศรัทธาของชาวพุทธในศรีลังกาเป็นที่น่าชื่นชมมาก เขามีจารีตอันดีงาม ชาวบ้านจะหยุดงาน นุ่งขาวห่มขาว มาถือศีลอุโบสถ ที่วัดในวันพระกันอย่างเอิกเกริก ญาติโยมเองไม่เคยบ่นเลยว่า ไม่มีเวลาเพราะว่าตอนเย็นพอเลิกงานแล้ว เขาไม่ได้ไปนั่งที่สังสรรค์ที่ร้านอาหารเหมือนพวกเราชาวไทย  แต่กลับมานั่งสวดมนต์ที่วัด กันอย่างคึกคัก เอาน้ำมารดต้นโพธิ์ที่วัดหลังเลิกงาน เป็นภาพที่เราไม่เคยเห็นในเมืองไทย ส่วนพระภิกษุณี เมื่อได้รับกิจนิมนต์ไปฉันอาหาร  สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยขาดเลย คือการแสดงธรรมให้ญาติโยมฟัง  อาจเป็นเพราะว่าความน้อยด้วยปริมาณของภิกษุณีสงฆ์ซึ่งเกิดขึ้นมาท่ามกลางแรงคัดค้าน ประกอบกับความมีวินัย อันเป็นธรรมชาติของผู้หญิง ทำให้พระภิกษุณีส่วนมาก เป็นนักบวชที่มีคุณภาพ มีความสามารถ จึงเป็นที่ยอมรับและศรัทธาของญาติโยมอย่างกว้างขวางได้รวดเร็ว

วัดศรีตุสิตารามายา เป็นวัดภิกษุณีเล็กๆมีพื้นที่ ๒ ไร่ ผู้หญิงจากทั่วโลก ที่ต้องการบวชในสายเถรวาท ส่วนหนึ่งต้องไปพำนักอาศัยเพื่อการศึกษาพระวินัยที่วัดแห่งนี้ ก่อนเข้าพิธีบวช ขณะนี้เสนาสนะ กุฎิพักอาศัยต่างๆ ในวัดไม่เพียงพอที่จะรองรับ ผู้มาขอบวช

ท่านเจ้าอาวาส (สัทธา สุมนา) จึงซื้อบ้าน ๑ ชั้นบนที่ดินขนาด ๑๐๐ ตารางวา ซึ่งอยู่ติดกับวัด เพื่อเป็นที่พักของผู้มาบวชของชาวต่างชาติ ในราคา ๔๐,๐๐๐ USD. ชาวศรีลังกาส่วนมากมีอาชีพเกษตรกรรมมีฐานะยากจน แม้จะมีศรัทธาอันมาก แต่การขอบริจาค จากภายในประเทศศรีลังกาอย่างเดียวนั้น ไม่สามารถเพียงพอต่อการซื้อกุฎิและที่ดินแห่งนี้ได้ คณะศิษยานุศิษย์ของท่านอุปัชฌาย์ สัทธา สุมนาในเมืองไทยจึงร่วมกัน ประกาศบุญเพื่อระดมทุนสำหรับซื่อที่ดินและเสนาสนะนี้  (ดูเอกสารที่แนบมา ๒ หน้า)

ผู้หญิงที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ ณ วันนี้ อาจมิได้มีความคิดจะบวช แต่ไม่แน่ว่าวันหนึ่งข้างหน้า ความไม่เที่ยงที่ผ่านพบในชีวิต อาจเปลี่ยนคุณให้มีจิตปรารถนาในการบวช ถึงวันนั้น การบวชในภิกษุณีสังฆะ ที่ได้ถูกเริ่มต้นและสานต่อไว้ดีแล้ว น่าจะสามารถรองรับผู้หญิงที่ต้องการบวชได้โดยไม่ต้องยากลำบาก เหมือนพวกเรา ที่บวชกันรุ่นแรกๆ  

————-

ปล. ข้อเขียนจากสามเณรี สุโพธา ผู้ซึ่งเป็นกัลยาณมิตรอย่างยิ่งของข้าพเจ้า

นำมาบอกต่อ ตามความต้องการของท่าน ได้มาเมื่อไปกราบ อาจารย์ปู่และเยี่ยมสามเณรี ที่วัด เมื่อวันลาหยุดในสุดสัปดาห์นี้ครับ

Tags: , , , , , ,

9 Responses to “หนึ่งในผู้หญิงไทย ในพุทธศาสนา สามเณรี สุโพธา”

  1. สุโพธา Says:

    นานทีปีหนจะมีโอกาสใช้internetสักที
    โทรมาสนทนาธรรมกันบ้างก็ได้
    0897974358

  2. สุโพธา Says:

    Hi Dech
    Could you please add one more word in Tags , “ภิกษุณี” ?

    Subodha.

  3. พัชรนันท์ พิมพ์ปภัสสกุล Says:

    กราบนมัสการ สามเณรี สุโพธา
    ดิฉันมีความสนใจศึกษาธรรมอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทุกวันนี้จะหาโอกาสอ่านหนังสือธรรมะอยู่เสมอๆ แต่ก็ซึมซับได้ไม่มากนัก อยากหาโอกาสไปกราบหลวงแม่ และหลวงพี่ ที่วัดทรงธรรมบ้างค่ะ กรุณาบอกเส้นทางให้ทราบอย่างละเอียดด้วย เพราะตัวเองไม่มีรถส่วนตัว ต้องอาศัยรถประจำทาง ลืบบอกไปค่ะดิฉันอยู่ อ.เมืองสมุทรปราการ แต่ทำงานที่กรุงเทพ เป็นหญิงโสดมีอิสระที่จะไปไหนได้โดยไม่ต้องกังวล ชอบช่วยเหลือสังคมแต่ยังไม่มีโอกาส ทำงานได้หลายอย่าง อนาคตอาจได้ช่วยงานทางวัดได้บ้าง แต่น่าเสียดายทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน หยุดแค่ 1 วันเท่านั้น แต่ถ้าทางวัดอยากให้ช่วย หรือกระจายข่ายเรื่องอะไร กรุณาแจ้งให้ทราบทางE-mail ด้วยจักเป็นพระคุณยิ่ง และถ้าปลายปีนี้ที่วัดมีบวชชีพรามห์จะไปบวชค่ะ ถึงเวลาทำงานแล้วขอตัวก่อนนะค่ะ ไว้มีโอกาสจะเข้ามาคุยด้วยคะ ชื่อเล่นชื่อจอย มือถือ 085-130 1855 ขอบพระคุณค่ะ

  4. dcopywriter Says:

    โทรไปตามเบอร์ที่ท่านไว้ให้ได้เลยครับ ถามได้ทุกเรื่อง
    ท่านจะยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีคนสนใจเรื่องธรรมะ
    ขอให้เจริญในธรรมครับ

  5. Anonymous Says:

    จากที่ได้ รับรู้มา มีผู้ได้ตีความบางบริบทว่า พระพุทธองค์ไม่ได้ต้องการให้มีพระภิกษุณีเกิดในพระพุทธศาสนาหรอก แม้แต่ในช่วงที่พระองค์มีชีวิตก็ตาม จึงได้ตั้งกฏระเบียบไว้อย่างเข้มงวด ที่ตีความหมายได้ว่า พระภิกษณีจะเถียงพระภิกษุ ไม่ได้โดยเด็ดขาด ต้องรับฟังการอบรมจากพระภิกษุ หรือไม่ก็เงียบไว้ ( ห้ามเถียง ) ซึ่งจะเห็นว่าเข้มงวดมากจริง ๆ

    พุทธศาสนา เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด เชื่อในเรื่องของกรรมที่ทำให้คนเกิดมาเป็นชายเพราะเหตุใด เกิดมาเป็นหญิงเพราะเหตุใด เกิดมาพิการเพราะเหตุใด ต้องสั่งสมบารมีหลายภพ หลายชาติ

    ศาสนาพุทธ จะเสื่อม เพราะสาเหตุใด?

    พระพุทธเจ้า ท่าน ทรงตอบว่า เหตุเสื่อมก็เพราะพระสงฆ์ในพุทธศาสนากระทำเอง หาเป็นคนนอกศาสนาไม่

    พระสงฆ์ ในประเทศไทย บวชที่ไหน ก็ต้องดูแล ครูบาอาจารย์ ที่นั่น ผมบวชที่วัดป่า จิตใจอยู่กับ ครูบาอาจารย์ ตลอด แม้ วันเดียว ที่ออกนอกวัดยังเป็นห่วงท่านเลยว่าใครจะดูแล รับใช้ท่าน ( ยอมรับว่าห่วงแม้เป็นพระ )

    ในเมื่อท่านบวช ในประเทศศรีลังกา เพราะเหตุใด ท่านจึงไม่จำพรรษา อยู่ที่ ศรีลังกา?

    ถ้าเราดู สาขาวิชาอื่น ๆ เช่น กฏหมาย หากรเาจบกฏหมาย จากประเทศ อินเดีย เราก็ไม่สามารถ ทำงานกฏหมายในประเทศไทยได้เพราะไม่มีการยอมรับ

    หากประเทศไทย ยอมรับ พระภิกษณี ทำไม ถึง ไม่สามารถบวชในประเทศไทยได้ หากจะเอาเรื่อง สิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมของหญิงชาย มาเป็นคำตอบ ก็คงถููกทางโลกแต่ผิดทางธรรม ถูกทางธรรมแต่ผิดทางโลก

  6. พระภิกษุณีสุโพธา Says:

    ขอบคุณที่ไม่ลืมที่จะเขียนคำว่า “ตีความ”ไว้ในประโยคเริ่มต้น … เพราะนั่นมันคือการตีความของคนยุคหลังเอง … ปัจจุบันเราไม่ได้เถึยงกันในระดับข้อเท็จจริง แต่เราเถียงกันในระดับของการตีความทั้งสิ้น … เรื่องที่ว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่อยากให้มี นั่นก็คือการตีความ เพราะในพระไตรปิฎกมีเขียนไว้
    “(หาก)ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นสาวกสาวิกาของเรา จักยังไม่เฉียบแหลม ไม่ได้รับแนะนำ ไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ของตนแล้ว ยังบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ง่ายไม่ได้ ยังแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ข่มขี่ปรับปวาทที่บังเกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรมไม่ได้เพียงใด เราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น ฯ”

    ความแปลกประหลาดประการหนึ่งของแนวความคิดแบบพุทธนิกายเถรวาทในเมืองไทยก็คือ ผู้คนในสังคมมักมุ่งเน้น หรือยกย่องให้ความสำคัญกับสถาบันภิกษุสงฆ์ ในฐานะที่เป็นผู้สืบทอดพระศาสนาเพียงหนึ่งเดียวในสังคมชาวพุทธ(ไทย) จนเกินความพอดี โดยที่มิได้มีความสำเหนียกเลยสักนิดว่า แท้ที่จริงแล้ว พระพุทธองค์ได้ทรงฝากฝังพระศาสนา ซึ่งเป็นคำสอนอันประเสริฐที่มุ่งหมายไปเพื่อการดับทุกข์นี้ กับพุทธบริษัท ๔ อันหมายถึง กลุ่มชนชาวพุทธ ๔ พวก คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา ดังเมื่อคราวแรกตรัสรู้ พระพุทธองค์ทรงพักอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ในอุรุเวลาประเทศ พญามารได้มากราบทูลอาราธนาให้พระพุทธองค์ปรินิพพานเสียในบัดนั้น แต่พระพุทธองค์ตรัสปฏิเสธ โดยแสดงเหตุผลแก่พญามารดังที่กล่าวไว้ข้างบน ที่ย่อหน้า๒ (พระไตรปิฎกเล่ม ๑๐ มหาวรรค ข้อ ๑๐๒)

    เรื่องสิกขาบทที่มากกว่าของภิกษุ คุณศึกษารายละเอียดแล้วเหรอ ถึงกล้าพูดออกมาให้เป็นบาปเป็นกรรมกับปากกับมือตนเองอย่างนั้น … ภิกษุณีเกิดขึ้นหลังจากภิกษุแล้ว ๕ ปี ทันทีที่มีภิกษุณีก็มีปาติโมกข์อยู่ก่อนแล้ว หมายความว่า ผู้หญิงยังไม่ทันได้ทำผิดอะไรสักข้อ ก็มีปาติโมกข์ที่เกิดจากภิกษุทำผิดมาบังคับใช้แล้ว ข้อที่อุปัชย์จะต้องทำทั้งฝ่ายภิกษุและภิกษุณี แต่กลับนับรวมไว้ในฝ่ายภิกษุณีเท่านั้น สิขาบททั้งหลายถูกบัญญัติขึ้นมาเพราะสภาพสังคมที่ผู้คนจับจ้องเพ่งเล็งการบวชของผู้หญิง ทำให้ต้องมีวินัยขึ้นมาเป็นแนวทางการประพฤติปฏิบัติ แม้ข้อที่ห้ามเถียงห้ามด่าพระภิกษุ นั่นก็เพื่อความปลอดภัยและตั้งมั่นแห่งภิกษุณีสงฆ์เอง ศีลที่เยอะข้อ ไม่ใช่เพื่อให้ทำไม่ได้ แต่เพื่อให้ทำได้อย่างดีจ้ะ

    การคัดค้านโดยใช้เหตุผลแบบบ้านๆ ไม่มีตรรกะอะไรมากมาย แต่อาศัยความเชื่อตามๆกันมาที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลเท่าไหร่ ดูไม่ค่อยจะเป็นวิถีแห่งพุทธะสักเท่าไหร่ก็สามารถยกขึ้นมาคัดค้านได้อย่างแข็งขัน เช่น ผู้หญิงบวชแล้วจีวรจะเลอะประจำเดือน ถือเป็นมลทิน , ผู้หญิงบวชเป็นพระแล้วจะเกิดเรื่องฉาวโฉ่มากยิ่งขึ้น , ผู้หญิงควรถือศีล ๘ ทำบุญเยอะๆเพื่อจะได้เกิดเป็นผู้ชาย แล้วจะได้เป็นพระ หรือแม้แต่ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องบวช ปฏิบัติธรรมอยู่กับบ้านก็บรรลุธรรมได้ ฯลฯ
    ซึ่งแนวคิดแบบนี้ล้วนแต่ไม่เคยปรากฏในคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น หรือแม้แต่การยกเอาเรื่องอายุพระศาสนาจะสั้นขึ้นมาคัดค้าน โดยไม่ยอมที่จะกล่าวถึงว่าพระพุทธเจ้าได้ทรงวางแนวทางวิธีป้องกันไว้เรียบร้อยแล้ว อย่างนี้ก็มี ซึ่งคนคัดค้านมักพูดความจริงครึ่งเดียวโดยตัดตอนข้อความ เฉพาะเจาะจงพูดส่วนที่จะทำให้การบวชภิกษุณีกลายเป็นเรื่องไม่สมควรไป … อย่าได้ดูหมิ่นเรื่องไม่เป็นเหตุเป็นผลเหล่านี้เชียว เพราะมันมีอานุภาพมากนักในสังคมบางกลุ่ม
    เรื่องเหล่านี้ทำให้อาตมาคิดถึงเหตุการณ์ที่พระแม่น้านางมหาปชาบดีโคตมีทูลขอบวช ถือเป็นครั้งแรกแห่งยุคนั้น ในสังคมพราหมณ์อินเดียโบราณที่ผู้หญิงไม่ได้รับการศึกษา ไม่ได้เรียนคัมภีร์พระเวทใดๆทั้งสิ้น เส้นทางแห่งการบรรลุธรรมถูกสงวนไว้ให้เพศชายเท่านั้น ผู้หญิงในสังคมตรงนั้นเป็นแค่ผู้สนับสนุนการบรรลุธรรมของผู้ชาย การที่พระแม่น้านางปชาบดีโคตมีลุกขึ้นมาทำอย่างนี้ ต้องถือเป็นความกล้าหาญและฉีกกรอบวัฒนธรรมเดิมๆแห่งยุค
    โชคดีที่พระพุทธเจ้าของเราก็ไม่ติดแหง็กอยู่ในกรอบเช่นเดียวกัน เมื่อพระองค์พิจารณาถ้วนถี่ดีแล้วจึงอนุญาตให้พระแม่น้านางได้บวช โดยรูปแบบของการบวชคือ “พระภิกษุณี” ต้องนุ่งห่มจีวรผ้าย้อมฝาด ต้องฉันอาหารบิณฑบาต ต้องถือสิกขาบทปาติโมกข์วินัยนับร้อยๆข้อ ต้องศึกษาเล่าเรียนพระธรรมคำสอน ต้องอ่อนน้อมต่อพระภิกษุสงฆ์ ฯลฯ
    พระพุทธเจ้าท่านไม่เคยตรัสถ้อยคำเหมือนอย่างที่พวกเรายุคนี้ชอบพูดกัน เช่น “ปชาบดีโคตมี เธออย่าบวชในพระธรรมวินัยนี้เลย ประเดี๋ยวพระภิกษุจะเกิดความหวั่นไหวทางเพศมากขึ้น เธออย่าบวชเลย อยู่กับบ้านปฏิบัติธรรมไปก็บรรลุธรรมได้” หรือ “ปชาบดีโคตมี เธออย่าขอเช่นนั้นเลย เธอพึงหมั่นทำบุญเยอะๆเถิด ชาติหน้าจะได้เกิดเป็นผู้ชาย ได้บวชพระ” หรือ “ปชาบดีโคตมี เธออย่าขอเช่นนั้นเลย เธอเป็นมาตุคาม เธอถือศีล ๘ ก็พอแล้ว ทำอะไรคล่องตัวกว่า เธอจะช่วยงานตถาคตได้มากกว่า” !!! พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสหรือบอกสอนแบบนี้

    เรื่องบวชแล้วกลับมาอยู่ไทย คุณจะเดือดร้อนอะไร มันเป็นเรื่องส่วนตัวของศิษย์กับอุปัชฌาย์ที่เขาคุยกันแล้ว เขาตกลงกันแล้ว ผ่านการศึกษาอบรมจากท่านมาเรียบร้อย ท่านมีดุลยพินิจให้เรากลับมาอยู่กับครูบาอาจารย์ที่เมืองไทยได้ เรื่องแค่นี้อาศัยวิจารณญาณส่วนตัวได้ คุณคงไม่ต้องเป็นกังวล

    จะตอบให้มั๊ยว่า ศาสนาพุทธเสื่อมเพราะเหตุใด … เสื่อมเพราะพุทธสาวกโง่ๆอย่างคนที่พยายามขัดขวางการบวชของผู้หญิงทั้งๆทีเป็นพุทธานุญาตนั่นไง เสื่อมเพราะสาวกมัวแต่สะสมบารมีให้ชาติหน้าเกิดเป็นผู้ชายจะได้บวชนั่นไง เสื่อมเพราะสาวกก้าวล่วงมายาคติและกรอบทางเพศโง่ๆไปไม่ได้สักทีนั่นไง

    … หลวงพี่นานทีปีหนจะผ่านเข้ามาในนี้สักที อยากถามอะไรเกี่ยวกับภิกษุณี … เข้าไปถามหลวงพี่ได้ใน Facebook … พระภิกษุณี สุโพธา หลวงพี่ป๊อป

  7. อธิบดี จิตตภาวันวิทยาลัย เมืองพัทยา ชลบุรี.โทร. 096 114 595 8 -ส่วนกลางวัดจิตตภาวัน 038 112 132 Says:

    [color=blue][big]. “เข้ามาเจอ โดยบังเอิญ ขออนุญาติ แสดงความคิดเห็น “ในการปรชุมชาวพุทธ ทั่วโลก ที่องค์การสหประชาชาติ ได้เสนอ ยกเอาการ”บวชภิกษุณี” เป็น topic ว่า “ควรให้มี ให้สิทธิ และส่งเสรืม พระพุทธองค์ ก็เคยตรัส รับรอง สิทธิสัตรี ว่า มีเสรีภาพ บรรลุอรหันต์ เหมือนพระภิกษุ ให้โอกาศเขาเถอะ อย่ากีดกัน ทำสังฆเภท อีกเลย การอ้างว่า วงศ์ภิกษุณี ขาดตอนไปแล้ว อย่าพูดเอาแต่ได้นักเลย การเป็นพระอรหันต์มีทุกยุค ทุกสมัย-อะไรมันก็ สมมุติ เป็นพระ เป็นชี กันทั้งนั้น ยึดกฏเกณ?์มาจากไหน? ว่ากันไปตามกิเลศ ของคน ทั้งนั้น-การบรรลุธรรม ในพระพุทธศาสนา เป็นของสากล ของจักรวาล ไม่มีเพศ เขื้อขาติใดๆ-การหลุดพ้น พระนิพพาน ใครจะผูกขาดไม่ได้ มันผิดธรรม ผิดวินัย ขัดต่อกฏบัตรสหประชาชาติ-หากพระพุทธองค์ทรงพระชนม์ คงจะทรงตำหนิเอา เป็นพระไม่ควรใจแคบ การกีดกันสิทธิสัตรี คือคุณธรรม ที่ ต่ำทรามที่สุด ก็เหมือนพระที่ยังกินหมาก สูบบุหรี่ กินเหล้า กินเบียร์ เป็นเดียรถีย์ อลัชชี เห็นแก่ตัว ต้องปาราชิก เต็มบ้านเต็มเมือง กิเลสขั้นหยาบๆ หญ้าปากคอก ง่ายๆ ยังลดละไม่ได้ ต้องการเงินทอง เรี่ยไรไม่จบ มีความโลภ ความโกรธ ความหลง อย่างที่เห็น ในปัจจุบัน ทำไม? ไม่ต่อต้าน โวยวายบ้าง? พวกพูดเอาแต่ได้ กิเลศง่ายๆ ตื้นๆ แค่นี้ ก็มองไม่ทะลุ มองไม่ออก ละไม่ได้ มาบวขทำไมวะ? ศาสนาต้องขาด กำลังคน ถ้ามีภิกษุณี คงจะยืนยาวนาน-คนค้าน เป็นพวกสายตาสั้น ไม่มองกาลไกล-ภิกษุณีไม่ได้แย่ง ลาพ ยศ ตำแหน่ง แย่งผลประโยชน์พระเลย อย่าเป็นพวกมีปัญญน้อย ยุคไดโนเสาร์ เต่าล้านปี อยู่เลย-ต้องให้พระอานนต์สอน ทบทวนคำสั่งคำตรัส ของพระพุทธองค์ เรื่องยินดี ให้พระนางมหาปชาบดีโคตมี บวชได้ เพียงรับครุกรรม 2 ปีก่อน- หลังประชุม UN วันวิสาขะ พบ”หลวงแม่ ธัมมนันทา (ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์)ภิกษุณี DR.”ที่ สนามหลวง ฝั่งน้ำพุ ข้างวัดพระแก้ว ไม่กล้าคุยด้วย เกรงจะไม่สำรวม ได้แต่ยิ้มให้-จำได้ว่า ชาวพุทธ ทั่วโลก ฟังการปราศรัย “เรื่องควรให้สิทธิสัตรี บวชเป็นภิกษุณี ในปทท.” จบลง ผู้รวมประชุม ต่างตบมือสนับสนุน และให้สิทธิสัตรี บวชเป็นภิกษุณี อย่างเท่าเทียมกัน จนเสียงกีกก้อง และยาวนาน จนห้องประชุม UN จะพัง-อยากให้พระมหาเถระ คณะสงฆ์ไทย รับฟัง และเห็นปรากฏการณ์ แนวคิด ของโลก ยุคปัจจุบัน และแก้ไข ทำตัวให้ทันสมัยบ้าง จะได้ทันศาสนาอื่นเขาบ้าง เสียดายท่าน คงฟังภาษาอังกฤษไม่ออก แต่เขามี ล่าม แปล ใน UN ถึง 6-7 ภาษานะ จาก “อธิบดี ประธาน สำนักพระพุทธศาสนา แห่งชาติไทย-อธิการบดี จิตตภาวันวิทยาลัย “ศ.พ.ม.ดร. อธิจิตโตภิกขุ”- Tel. 096 114 5968 “May All Sentient beings Be HAPPY and HEALTHY, Being Able to Get out of All Sufferings and All Troubles, Being fully Liberated. fully ENLIGHTENED and Enter NIRVANA IN ALL, SADHU” .[/color][/big]

  8. อธิการบดี จิตตภาวันวิทยาลัย เมืองพัทยา ชลบุรี.โทร. 096 114 595 8 -ส่วนกลางวัดจิตตภาวัน 038 112 132 Says:

    “เข้ามาเจอ โดยบังเอิญ ขออนุญาต แสดงความคิดเห็น “ในการประชุมชาวพุทธ ทั่วโลก ที่องค์การสหประชาชาติ ได้เสนอ ยกเอาการ”บวชภิกษุณี” เป็น topic ว่า “ควรให้มี ให้สิทธิ และส่งเสรืม พระพุทธองค์ ก็เคยตรัส รับรอง “สิทธิสัตรี” ว่า มีเสรีภาพ บรรลุอรหันต์ เหมือนพระภิกษุ-ให้โอกาศเขาเถอะ อย่ากีดกัน ทำสังฆเภท เห็นแก่ตัวกันนักเลย-การอ้างว่า วงศ์ภิกษุณี ขาดตอนไปตั้งนานแล้ว และประชด ดัง POST ส่อเสียด ข้างบน- อย่าพูดเอาแต่ได้นักเลย การเป็นพระอรหันต์มีทุกยุค ทุกสมัย-อะไรมันก็ สมมุติ เป็นพระ เป็นชี กันทั้งนั้น ยึดกฏเกณฑ์มาจากไหน? ว่ากันไปตามกิเลส ตัญหา ของคน ทั้งนั้น-การบรรลุธรรม ในพระพุทธศาสนา เป็นของสากล ของจักรวาล ไม่มีเพศ เขื้อขาติ สีผิวใดๆ-การหลุดพ้น พระนิพพาน ใครจะผูกขาดไม่ได้ มันผิดธรรม ผิดวินัย ขัดต่อกฏบัตรสหประชาชาติ-หากพระพุทธองค์ทรงพระชนม์ คงจะทรงตำหนิเอา เป็นพระไม่ควรใจแคบ การกีดกันสิทธิสัตรี คือคุณธรรม ที่ ต่ำทรามที่สุด ก็เหมือนพระที่ยังกินหมาก สูบบุหรี่ กินเหล้า กินเบียร์ เป็นเดียรถีย์ อลัชชี เห็นแก่ตัว ต้องปาราชิก เต็มบ้านเต็มเมือง กิเลสขั้นหยาบๆ หญ้าปากคอก ง่ายๆ ยังลดละไม่ได้ ต้องการเงินทอง เรี่ยไรไม่จบ มีความโลภ ความโกรธ ความหลง อย่างที่เห็น ในปัจจุบัน- ทำไม? ไม่ต่อต้าน โวยวายบ้าง? พวกพูดเอาแต่ได้ กิเลศง่ายๆ ตื้นๆ แค่นี้ ก็มองไม่ทะลุ มองไม่ออก ละไม่ได้ มาบวขทำไมนะ?-ศาสนาต้องขาด กำลังคน ถ้ามีภิกษุณี คงจะยืนยาวนาน-คนค้าน เป็นพวกสายตาสั้น ไม่มองกาลไกล-ภิกษุณีไม่ได้แย่ง ลาพ ยศ ตำแหน่ง แย่งผลประโยชน์พระเลย อย่าเป็นพวกมีปัญญน้อย ฝรั่งเรียก IDIOT ยุคไดโนเสาร์ เต่าล้านปี อยู่เลย-ต้องให้พระอานนต์สอน ทบทวนคำสั่ง คำตรัส ของพระพุทธองค์ อีกที เรื่องทรงยินดี ให้พระนางมหาปชาบดีโคตมี บวชได้ เพียงรับครุกรรม 8 ครบ 2 ปีก่อน- หลังประชุม UN วันวิสาขะ พบ”หลวงแม่ ธัมมนันทา (ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์)ภิกษุณี DR.”ที่ สนามหลวง ฝั่งน้ำพุ ข้างวัดพระแก้ว ไม่กล้าคุยด้วย เกรงจะไม่สำรวม ได้แต่ยิ้มให้-จำได้ว่า “ชาวพุทธ ทั่วโลกที่ร่วมประชุม ฟังการปราศรัย “เรื่องควรให้สิทธิสัตรี บวชเป็นภิกษุณี ในปทท.” จบลง-ผู้ร่่วมประชุม ต่างตบมือสนับสนุน IDEA ให้สิทธิสัตรี บวชเป็นภิกษุณี อย่างเท่าเทียมกัน ทุกยุคทุกสมัย จนเสียงกีกก้อง และยาวนาน จนห้องประชุม UN จะพัง-อยากให้พระมหาเถระ คณะสงฆ์ไทย รับฟัง และเห็นปรากฏการณ์ แนวคิด ของโลก ยุคปัจจุบัน และแก้ไข ทำตัวให้ทันสมัยบ้าง จะได้ทันศาสนาอื่นเขาบ้าง-เสียดายท่าน คงฟังภาษาอังกฤษ ตอนนำเสนอ ไม่ออก แต่เขามี ล่าม แปล เป็นภาษาต่างๆ ใน UN ถึง 6-7 ภาษานะ – จาก “อธิบดี-ประธาน สำนักพระพุทธศาสนา แห่งชาติไทย-อธิการบดี จิตตภาวันวิทยาลัย “ศ.พ.ม.ดร. อธิจิตโตภิกขุ”- Tel. 096 114 5968 “May All Sentient beings Be HAPPY and HEALTHY, Being Able to Get out of All Sufferings and All Troubles, Being fully Liberated. fully ENLIGHTENED and Enter NIRVANA IN ALL, SADHU”

  9. อธิการบดี จิตตภาวันวิทยาลัย เมืองพัทยา ชลบุรี.โทร. 096 114 595 8 -ส่วนกลางวัดจิตตภาวัน 038 112 132 Says:

    https://www.youtube.com/watch?v=A5zRQe0l5F0%20 https://www.youtube.com/watch?v=kCbxXH6H1wU%20 https://www.youtube.com/watch?v=LVLI-GVmxi0 “May All Sentient beings Be HAPPY and HEALTHY, Being Able to Get out of All Sufferings and All Troubles, Being fully Liberated. fully ENLIGHTENED and Enter NIRVANA IN ALL, SADHU”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s


%d bloggers like this: