Archive for January, 2008

ปฏิวัติระบบข้าราชการ ยกเลิกซี พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ ๒๕๕๑

January 27, 2008

ในที่สุด พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ ก็ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ เมื่อในหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธย พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑ แล้ว มีผลบังคับใช้ ๒๖ ม.ค. ๒๕๕๑ ติดตามเนื้อข่าวและรายละเอียดได้ที่ web site สำนักงาน ก.พ.  ดีเดย์ พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน ใหม่ มีผลบังคับใช้ ๒๖ ม.ค. หรือ ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ ก.พ.ร.

ราชการพลเรือนทั้งหลายคงถึงเวลาปรับตัวกันอีกรอบ หลังจากการทักษิณ ปรับ กระทรวง ทบวง กรม จากเดิมในรอบก่อนไปแล้ว ตอน ครม. ทักษิณ ๑ คราวนี้มาใหม่ สำคัญกว่ารอบก่อนเยอะ ปรับรอบใหญ่อลังการแน่นอน เพราะ พ.ร.บ. นี้มีเนื้อหาสำคัญหลายส่วน แต่ที่แน่ๆ คือมีการยกเลิก ระบบซี (Common Level) เดิม ที่ใช้มานานหลายสิบปี มาเป็นระบบใหม่ มีการกำหนดตำแหน่งและการให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งใหม่ เป็นแท่งๆ ๔ แบบ คร่าวๆ มีรายละเอียดดังนี้

๑. ตำแหน่งประเภทบริหาร ได้แก่ ตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการและรองหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง กรม และตำแหน่งอื่นที่ ก.พ. กำหนดเป็นตำแหน่งประเภทบริหาร มีแบ่งเป็น ระดับต้น และ ระดับสูง

๒. ตำแหน่งประเภทอำนวยการ ได้แก่ ตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการที่ต่ำกว่าระดับกรม และตำแหน่งอื่นที่ ก.พ.กำหนดเป็นตำแหน่งประเภทอำนวยการ มีแบ่งเป็น ระดับต้น และ ระดับสูง

๓. ตำแหน่งประเภทวิชาการ ได้แก่ ตำแหน่งที่จำเป็นต้องใช้ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตามที่ ก.พ.กำหนดเพื่อปฏิบัติงานในหน้าที่ของตำแหน่งนั้น มีแบ่งเป็น ระดับปฏิบัติการ ระดับชำนาญการ ระดับชำนาญการพิเศษ ระดับเชี่ยวชาญ และ ระดับทรงคุณวุฒิ

๔. ตำแหน่งประเภททั่วไป ได้แก่ ตำแหน่งที่ไม่ใช่ตำแหน่งประเภทบริหารตำแหน่งประเภทอำนวยการ และตำแหน่งประเภทวิชาการ ทั้งนี้ ตามที่ ก.พ.กำหนด มีแบ่งเป็น ระดับปฏิบัติงาน ระดับชำนาญงาน ระดับอาวุโส และระดับทักษะพิเศษ

เนื้อหาคงประมาณนี้การจัดประเภทตำแหน่งและระดับตำแหน่ง ก็ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎ ก.พ. ซึ่งต้องดูทั้ง พ.ร.บ. และกฏหมายประกอบที่จะออกมาเพิ่มเติมตามหลักอีกเพียบ ซึ่งทั้งหมดต้องเสร็จภายใน ๑ ปี ซึ่ง เลขาธิการ ก.พ. นายปรีชา วัชราภัย บอกไว้ในการให้สัมภาษณ์ในวันที่ลงราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ว่าจะให้แล้วเสร็จภายใน ๖ เดือน บอกว่าแต่ละกระทรวงก็ต้องไปต้องคณะกรรมการ คุมกันอีกยกใหญ่ เราๆท่านๆก็ต้องรอดูกันต่อไป

ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญจะมีในส่วนราชการในจำนวนเท่าใด และเป็นตำแหน่งประเภทใด สายงานใด ระดับใด ให้เป็นไปตามที่ปลัดกระทรวงหรืออธิบดีแล้วแต่กรณี กำหนด โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ความไม่ซ้ำซ้อนและประหยัดเป็นหลัก ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ ก.พ.กำหนด และต้องเป็นไปตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งตามใน พ.ร.บ. กำหนด ใครจะอยู่แท่งไหน ยังไงบ้าง จะย้ายข้ามแท่งได้หรือไม่ อย่างไร ตอนเริ่มต้นคงวุ่นวายน่าดูชม

ใครจะรีบปรับซี ก็รีบซะนะครับ ก่อนเขาจะจับคุณเข้าไปอยู่ในระบบใหม่ เพราะการปรับเปลี่ยนตำแหน่ง การรับเงินเดือนตามตำแหน่งในแต่ละประเภทตามที่กำหนดไว้ในบัญชีเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของข้าราชการพลเรือนสามัญท้ายพระราชบัญญัตินี้ อีกรอบ ใครขยับก่อนปรับได้ย่อมได้เปรียบเห็นๆ

ต่อไปก็จะได้ไม่มีซีแบบเดิมๆแล้ว แต่มีแบบใหม่ ไม่รู้ว่าจะเรียกอะไร ของเก่า ที่มีสูงสุด ถึงซี ๑๑ ระดับปลัดกระทรวง หรือ เลขาธิการ หน่วยงาน ก็ไม่มีแล้ว ระดับ ๑๐ เหล่า รองปลัดกระทรวง อธิบดี ทั้งหลายก็ไม่มี ระดับ ๙ รองอธิบดี หรือเทียบเท่าก็ไม่มี ใครที่ตันในระดับ ซี ๗ ซี ๘ ที่มีเป็นกองพะเนิน รอจ่อ ๙ ก็คงมีที่มีทางได้ขยับขยายได้มากขึ้น ไปตามแท่งของตนเองได้

ราชการพลเรือน นับล้านคนในประเทศนี้ ควรจะรู้ได้แล้วนะครับ พ.ร.บ. สำคัญในชีวิตคุณมากๆๆๆๆ นะครับ ไปลองหากฏหมายอ่านดูนะครับ จริงๆใน พ.ร.บ. มีระเบียบอีกมากที่เปลี่ยนนะครับ เช่น ข้าราชการ สามารถตั้งสหภาพข้าราชการ ได้ด้วยนะครับ และยังมีเรื่องอื่นๆที่ไม่ใช่แค่ ยกเลิกซี หรือปรับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่งใหม่นะครับ ใครเป็นข้าราชการต้องอ่าน ต้องศึกษานะครับ เพื่อตัวคุณเอง ข้าพเจ้าไม่เกี่ยวข้องโดยตรงยังต้องหามารู้เลยครับ

หวังว่าการปรับระบบครั้งนี้ คงไม่ใช่แค่เปลี่ยนชื่อเรียกซี ปรับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่งนะครับ ที่อยากให้เป็นคือให้ปรับระบบ ทำให้ระบบการบริหารราชการแบบเดิมๆ ได้เปลี่ยนไปด้วยนะครับ ชาวประชาจะได้อยากไปติดต่อด้วย ทำงานก็ขอให้เต็มที่สมกับเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกันทุกคน อย่างให้มีเช้าชาม เย็นครึ่งชาม มีโกงมีกินกันอีกเลย ประชาชน พลเมืองไทยจะได้มีที่พึ่งได้บ้าง

ที่สำคัญอย่าไปยึดติดซี หรือขั้นใหม่ที่จะมีให้มากเลยครับ เจ้าขุนมูลนาย เจ้าพระยา พระยา หลวง พระ หรือบรรดาศักดิ์อื่นๆ เขาก็ยกเลิกไปตั้งนานแล้ว ซีก็กำลังจะหายไป แต่ก็ยังมีคนยึดติดอยู่มาก ยังหลงว่าเป็นลูกเป็นหลาน คุณพระคุณเจ้า คุณหลวง หรือพระยาบ้างละ ดูปัจจุบันสิครับดีที่สุด มีลาภ ก็เสื่อมลาภ มียศ ก็เสื่อมยศ มีสุข ก็มีทุกข์ มีสรรเสริญ ก็มีนินทา ตามโลกธรรม ๘ ที่พระพุทธเจ้าท่านกล่าวไว้ดีแล้ว

มีเกิด ก็มีแก่ มีเจ็บ มีตาย เป็นธรรมดา..ใครจะเป็นใครมาก่อนก็ช่างเขา ใครจะเลวจะดีมาก่อนก็ช่างเขา ตอนนี้ไม่มีทางเลือก ขอให้ทุกคนทำหน้าที่ของตนในปัจจุบันให้ดี สมศักดิ์ สมศรี กันทุกคน..ตายไปจะได้ไม่ต้องมาโอดครวญ..ว่าไม่น่าเลยกู..ถึงตอนนั้นก็สายไปแล้ว..ข้าพเจ้าเอง

Advertisements

๑ ปี กว่าๆ ความว่าง ทางการเมืองไทย

January 24, 2008

เลือกตั้งก็จบเรียบร้อยโรงเรียนพรรคพลังประชาชนแล้ว การจัดตั้งรัฐบาลก็เสร็จสิ้น เปิดสภาไปเรียบร้อย ได้ประธานสภาคนใหม่แล้ว วันนี้กระบวนทางแต่งตั้งต่างๆก็สมบูรณ์แล้ว นายกรัฐมนตรีก็คงจะเรียบร้อยในไม่ช้านี้ เป็นไปตามแผนทุกประการ

แม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่ได้เลือกข้างนี้มาเพื่อให้ทำงานเป็นรัฐบาลดูแลประเทศ แต่ก็ต้องยอมรับตามหลักประชาธิปไตย ตามเสียงส่วนใหญ่ ช่วยไม่ได้ คนส่วนใหญ่ในประเทศเป็นแบบไหน ก็ดูเอาจากนักเลือกตั้งที่เดินแกว่งกันไปมาในสภาหินก่อนก็แล้วกันครับ

ก็รอดูต่อไปว่าอะไรจะเกิดขึ้น ดูชื่อชั้นประธานสภาแล้วก็เหนื่อย เห็นชื่อนายกตามมาก็เหนื่อย คนต่างจังหวัดเขาจะรู้ไหมว่าผลงาน ผู้ว่า กทม. ในอดีตของนายกคนใหม่นี้เป็นอย่างไรบ้าง แม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่มีสิทธิเลือกผู้ว่า กทม. แต่ในฐานะผู้ที่ต้องทำมาหากินในดินแดนเมืองหลวงแห่งนี้ ก็ต้องบอกได้ว่าน่าผิดหวังอย่างยิ่ง ถ้า “มังกรห้าเล็บ” แห่งไทยรัฐ ยังอยู่ ไม่รู้เขาจะรู้สึกอย่างไร อยากจะรู้จริงๆครับ อดีตผู้ว่า คนนั้น กำลังจะเป็นนายก ที่ต้องดูแลคนทั้งชาติ ผ่านมาถึงวันนี้เขายังจะเชียร์หรือไม่

เขาจะดูแลคนในชาติอย่างไรยังไม่รู้ได้ แต่ที่แน่ๆเขาคงจะดูแล นายใหญ่ เป็นพิเศษกว่าคนทั้งชาติเป็นเรื่องแน่นอนยิ่งกว่าเรื่องใด ในฐานะนายท่านเป็นผู้ที่ทำให้ผู้เฒ่าทางการเมืองคนหนึ่ง ได้เดินทางถึงจุดเกิดคาดฝันหรือแอบฝันมานาน จนถึงวันนี้ข้าพเจ้าว่า เขายังต้องนึกว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่กี่วันข้างหน้านี้ ต้องเป็นความฝันแน่ๆ ฝันหวานๆของคนปากหมาน

หนึ่งนคราเลือกรัฐบาล แต่สำหรับคน กทม. อีกฝากหนึ่งแห่งนคราทางเมือง ฝันร้ายในอดีตกำลังจะเป็นจริงอีกครั้ง เป็นยิ่งกว่าความฝันแล้ว อดีตของคนที่อยู่ละแวก กทม. ทั้งหลายกำลังจะกลับมาแล้ว อนาคตยังไม่รู้ แต่อดีตหลายอย่างก็บอกอนาคตได้แม่นยำนัก

ยิ่งตามลุ้นโผรัฐมนตรีแล้วก็ยิ่งน่าเหนื่อยใจ แต่ช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะผลงานของเหล่า คมช. เพราะผลงานรัฐบาลขิงแก่ นี้เองที่ทำให้ฝันร้ายของข้าพเจ้ากำลังจะกลับมาใหม่ เพราะผลงาน ๑ ปีกว่าๆ เหล่านั้นทั้งหมด ที่ทำให้ทุกอย่างกลับมาอย่างนี้ ผลงานดับฝันของท่านทั้งหลายนั้นแหละที่ทำให้เราจะมีรัฐบาลใหม่ดังที่จะเห็นข้างหน้า

คำโฆษณาง่ายๆ ที่ตอกย้ำทุกสิ่งก็คือ “พี่น้องครับ ๑ ปีที่ผ่าน ท่านเป็นอยู่อย่างไรครับ เหนื่อยไหม ลำบากไหม ถ้าอยากให้มันดีกลับเหมือนเดิม ก็เลือกพรรคพลังประชาชนเถอะครับ” เอาง่ายๆแค่นี้ ยังไม่ต้องเอ๋ยชื่อคนเมืองเหนือชื่อใต้คนนั้นก็ยังได้

๑ ปี ที่ว่างเปล่า ทางการเมืองกำลังจะผ่านไป ช่วยอะไรไม่ได้แล้วครับ ก็รอดูต่อไป..อย่างน้อยๆรัฐบาลใหม่นี้แค่อยู่เฉยๆ ทำไปตามระบบ ไม่ได้คิดอะไรมาก ถ้าไม่สะดุดอะไร งานนี้ก็ผ่านสบายๆอยู่แล้วครับ งบประมาณที่เหลือจากรัฐบาลเก่าก็เยอะแยะ อันใหม่ก็มีมาเพิ่มให้อีก แค่กระตุกสองสามที ผลงานก็ออกมาโฆษณาได้ตรึมครับ ยิ่งมีนักโฆษณาอยู่ในทีมเยอะแยะด้วย..เหอะๆ..สยามประเทศ..ก็ดูๆไปหวังว่าจะดีกว่าว่างๆ..แต่ก็เศร้าว่ะ..

ปฏิวัติที่เริ่มต้นได้งดงามที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ กำลังจะจบลง..จบได้ว่างเปล่า วังเวงยิ่งนัก..เอวังด้วยประการนี้เอง..ข้าพเจ้าเอง

หนึ่งในผู้หญิงไทย ในพุทธศาสนา สามเณรี สุโพธา

January 20, 2008

สามเณรี สุโพธา

ชื่อเดิม : วิมล บุญยง

ฉายา (ชื่อบวช) : สุโพธา

อายุ : ๓๓ ปี

ภูมิลำเนา  : ปากน้ำ สมุทรปราการ

การศึกษา : วิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง

การทำงานก่อนบวช : ตั้งแต่จบปริญญาตรี ได้ทำงานในบริษัท Delta Electronics มาตลอด ๘ ปี ในตำแหน่ง Senior Design Engineer และ Customer Service

สถานะปัจจุบัน : สามเณรี ได้รับการบวชมาจากพระภิกษุณี อุปัชฌาย์ สายเถรวาทในประเทศศรีลังกา ปัจจุบันอยู่ศึกษาและปฏิบัติธรรมที่ วัดป่าเลไลยก์สามัคคีธรรม อ.แม่เปิน จ.นครสวรรค์ 

ประวัติ และ แนวความคิดในการออกบวช

แม้จะพึ่งเริ่มศึกษาธรรมเมื่อตอนอายุ ๑๕ ปี  แต่จิตใจที่ฝักใฝ่ในการบวชเป็นพระนั้นมีมาตั้งแต่ในวัยเด็ก แต่ไม่กล้าออกบวช ด้วยเห็นว่าการบวชของผู้หญิงในสังคมไทยยังมีความยากลำบากมาก แม้ว่าพระพุทธองค์ได้วางแนวทางให้นักบวชเป็นผู้เลี้ยงง่าย เที่ยวบิณฑบาตออกไป ขบฉันเฉพาะอาหารที่โยมถวาย อยู่อาศัยตามโคนไม้ นุ่งห่มผ้าบังสุกุล เมื่อชีวิตเป็นไปอย่างสงบสงัด ไม่วุ่นวายในการแสวงหาสิ่งเกินความจำเป็น เลือกอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม มีปัจจัย ๔ เพียงพอต่อการดำรงชีพ ความเป็นอยู่อย่างนี้จะเหมาะควรแก่การเจริญสมณะธรรมได้  ในสังคมไทยยังมีความเชื่อในการเลือกทำบุญโดยการนับจำนวนข้อศีลของนักบวช เช่นว่า ทำบุญกับพระจะได้อานิสงค์มากกว่าทำบุญกับเณร ทำบุญกับเณรก็ได้บุญมากกว่าทำบุญกับแม่ชี โดยที่โยมไม่รู้ความจริงแห่งลักษณะที่ถูกต้องของเนื้อนาบุญที่ดีที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ ความหวั่นเกรงในการดำรงชีพของการเป็นนักบวชหญิงว่าอาจจะอัตคัดมากจนอาจเป็นอุปสรรคในการปฏิบัติธรรมมีมาตลอดจนถึงอายุ ๓๐ ปี

วันที่ตัดสินใจว่าจะทิ้งรายได้กว่า ๔ หมื่นต่อเดือนมาออกบวชแน่ๆแล้วนั้น โยมแม่คัดค้านไว้ด้วยเหตุผลเดิมๆที่เป็นห่วงในเรื่องการดำรงชีพในวัดอย่างคนที่ไม่มีลูกหลานดูแล  แต่เราเองตัดสินใจเด็ดขาดด้วยความคิดที่ว่า  ใช่เลย! เราอาจจะลำบากจริงอย่างที่เราและแม่กลัว แต่ถ้าเราไม่ออกบวชประพฤติพรหมจรรย์ทำที่สิ้นสุดแห่งกองทุกข์ เราก็จะต้องเวียนว่ายตายเกิดไปลำบากอีกหลายภพชาติ ดังนั้น เป็นไงเป็นกัน เราเลือกที่จะเดินตามพระพุทธเจ้าแล้ว ถึงจะต้องลำบากหรืออัตคัดแค่ไหน ก็ขอให้ลำบากเป็นชาติสุดท้าย  

อีก ๑ เหตุปัจจัยใหญ่ในการตัดสินใจออกบวชได้มาจากพระอาจารย์องค์หนึ่งที่พึ่งได้พบท่านเมื่ออายุ ๒๙ ปี ท่านชื่อ หลวงปู่โกโลโกโส อยู่ที่ วัดป่าเลไลยก์ อ.แม่เปิน จ.นครสวรรค์ ตอนนั้นศึกษาธรรมอยู่กับท่านแบบที่เรียกว่าเทียวไปเทียวมา ยังทำงานบริษัทอยู่  ว่างๆเสาร์อาทิตย์ก็ขับรถมาเรียนธรรมะที่นครสวรรค์ ท่านสอนธรรมแบบตรงตามธรรมตามคำสอน สอนให้เราก้าวล่วงส่วนอย่างไม่เนิ่นช้า ท่านสอนว่าการได้เกิดเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนาเป็นของยาก การทำมรรคผลนิพพานนั้นต้องอาศัยความเป็นมนุษย์ที่ได้มายากนี้ พระอาจารย์โกโลโกโสท่านสนับสนุนการทำที่สุดแห่งกองทุกข์กับทุกคนอย่างเสมอกันทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

ช่วงแรกๆของการบวช เป็นเพียงมาอยู่คล้ายๆเด็กวัดที่ถือศีล ๘ โกนผม ไม่ได้แต่งตัวแบบแม่ชี ตอนนั้นสวมเสื้อขาว กางเกงขาก๊วยสีน้ำตาล ช่วยการงานต่างๆภายในวัดป่าที่สงบสงัด ควบคู่ไปกับการปฏิบัติธรรมได้อย่างดี

วันหนึ่ง พระอาจารย์ท่านก็บอกว่าน่าจะบวชเป็นภิกษุณีที่ศรีลังกานะ เพื่อที่จะอยู่ในรูปแบบแห่งสงฆ์สาวกตามที่พระพุทธเจ้าทรงวางรูปแบบ, หลักการ และวิธีการไว้ให้พวกเราแล้ว จึงติดต่อหลวงแม่ภิกษุณี ธัมมนันทา (ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์) ที่วัดทรงธรรมกัลยานี และหลวงพี่ พูลสิริวรา ในที่สุดก็ได้ไปบวชที่ศรีลังกา วัดศรีตุสิตารามายา เมือง Eliheyagoda โดยพระภิกษุณีอุปัชฌาย์ ท่านสัทธา สุมนาซึ่งเป็นองค์เดียวกับที่บวชให้หลวงแม่ ดร.ฉัตรสุมาลย์ กับภิกษุณีและสามเณรีชาวไทยท่านอื่นๆ    มีกฎอยู่ ๑ ข้อคือก่อนจะได้บวชก็ต้องไปอยู่ถือศีล ๘ และศึกษาพระธรรมกับท่านอุปัชฌาย์ก่อนเป็นเวลา ๓ เดือน เพื่อท่านจะอบรม ดูนิสัยและพฤติกรรมโดยรวมแห่งความเป็นนักบวชก่อนที่จะพิจารณาให้บวชสามเณรี แล้วสามารถกลับมาอยู่ที่เมืองไทยก็ได้ หลังจากนั้นอีก ๒ ปีจึงค่อยกลับไปขออุปสมบทเป็นภิกษุณีอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคราวนี้จะมีการสอบข้อเขียนธรรมะเป็นภาษาอังกฤษด้วย 

การบวชภิกษุณีของผู้หญิงไทย

ขณะนี้ผู้หญิงไทยที่ได้รับการบวชภิกษุณี และ สามเณรี ในสายเถรวาท จากศรีลังกา มีแล้ว ๓๐ รูป นับว่ายังไม่มากนัก คนไทยส่วนมากจึงยังไม่รู้จัก

ในเมืองไทยไม่เคยมีการบวชภิกษุณีมาก่อน ไม่เหมือนศรีลังกาที่เขามีการบวชให้ผู้หญิงมาตั้งแต่สมัยที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งพระธรรมทูตออกเผยแพร่พระพุทธศาสนาหลังพุทธปรินิพพาน ๓๐๐ ปี  ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันว่าภิกษุณีเคยหมดไปแล้วจากศรีลังกา แต่มีอีกหลายคนที่ไม่รู้ความจริงว่า ก่อนหน้าที่ภิกษุณีจะหมดไป ท่านได้เคยไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาในประเทศจีนและบวชให้ผู้หญิงชาวจีนไว้แล้ว  จีนเองก็หวิดๆจะหมดไปในยุคเหมาเจ๋อตุงเหมือนกัน  โชคดีที่พระภิกษุณีท่านไม่ดื้ออยู่ให้เขากวาดล้างไปง่ายๆ  ท่านหนีอพยพไปอยู่ที่เกาะไต้หวันจนถึงปัจจุบัน   ดังนั้นผู้หญิงศรีลังกาจึงไปขอบวชต่อจากภิกษุณีไต้หวันได้ จึงเป็นการสืบทอดที่ไม่ขาดสายอย่างที่หลายคนไม่ทราบความจริงข้อนี้

ธรรมดาของผู้ที่เห็นคุณประโยชน์อันยิ่งแห่งการบวช ย่อมมีปรกติ ในการสนับสนุนให้ผู้อื่นได้บวชด้วย พระภิกษุณีที่ศรีลังกา ในประเทศไทย และที่อื่นๆ ทั่วโลกเกิดขึ้นท่ามกลางแรงสนับสนุน และ แรงคัดค้านจากสังคมรอบด้าน แม้ว่าจะมีคนบางกลุ่ม คัดค้านการบวชภิกษุณี ด้วยเหตุผลต่างๆนานา แต่ก็ไม่อาจต้านทานความตั้งใจมั่นที่บริสุทธิ์อันเกิดจากความเข้าใจ สาระแห่งการบวช ตามแนวทางของพระพุทธองค์ การเริ่มต้น รื้อฟื้นภิกษุณีสงฆ์ จะช่วยให้ผู้หญิงได้กลับมา มีโอกาสในการบวชตามพระธรรมวินัย เหมือนอย่างครั้งหนึ่ง ที่เคยได้รับมาแล้ว จากพระพุทธองค์

โดยส่วนตัวแล้ว การบวชในรูปแบบหรือนอกรูปแบบนั้นไม่ได้สำคัญไปกว่าการทำมรรคผลเพื่อถึงที่สิ้นสุดแห่งกองทุกข์ อันเป็นเป้าหมายหลักในพระพุทธศาสนา แต่การบวชในรูปแบบนั้นจะมีผลดียิ่งถ้าเราใช้ให้เป็นประโยชน์ในการเกื้อกูลการประพฤติพรหมจรรย์ของเราเองและการทำประโยชน์ให้กับสังคม ในการเผยแพร่ธรรมคำสอน ด้วยการที่เราเป็นตัวอย่างของผู้ออกจากเรือนมาบวชประพฤติธรรม      

เด็กๆ ก็อยากบวชแล้ว

จำได้เลยว่าตอนเด็กๆอายุราว ๔ ขวบ อยากบวชมาก ชอบพระมาก อยากเป็นพระ ตอนนั้นไปเอาผ้าขาวม้าของพ่อมาให้พ่อสอนวิธีห่มจีวรแบบพระให้ แล้วก็ไปเอาขันอลูมิเนียมมาเดินอุ้มแบบพระบิณฑบาตด้วยอาการสำรวม เป็นที่ขบขันสำหรับผู้พบเห็นมาก ภาพของเด็กผู้หญิงผมเปีย ห่มผ้าขาวม้าอุ้มขันออกเดินบิณฑบาตพร้อมๆกับเสียงที่เข้าหูมาตลอดว่า เป็นผู้หญิง บวชพระไม่ได้หรอก ด้วยคำๆนี้ทำให้ความสนใจถูกเบนไปที่ มัคทายก 

คนที่จะได้เป็นมัคทายก ต้องเรียนจบอะไรมาเหรอ ? ทำไมมีแต่มัคทายกผู้ชาย…ผู้หญิงเป็นมัคทายกได้มั๊ย ? คำถามต่างๆที่ลูกสาวถาม ได้รับคำตอบง่ายๆจากแม่ว่า ไม่รู้สิ แค่สวดนำญาติโยมได้ ก็เป็นมัคทายกได้แล้วมั้ง  ตอนนั้นอายุราวๆ ๑๐ ขวบ ก็ไปหาบทสวดต่างๆที่มัคทายกต้องรู้เอามาท่องจนจำได้ทั้งหมด ในที่สุด เราก็ได้เป็น มัคทายิกาประจำตระกูล เวลาบ้านญาติๆทำบุญเลี้ยงพระ ก็ได้หลานสาวตัวเล็กคนนี้แหละนำสวด นำถวายสังฆทาน ไม่ใช่ชายสูงอายุที่เห็นได้ทั่วไป

โตแล้วก็ยังอยากบวชอยู่

ช่วงที่ทำงานบริษัทเป็น Senior Engineer ในแผนก Research & Develop และ Customer Service ตามลำดับ  ด้วยความที่ตั้งใจทำงานมาก จึงได้รับความไว้วางใจให้เดินทางไปต่างประเทศถึง ๑๕ ประเทศเพื่อพบลูกค้าและสอนให้ Service Center ซ่อมจอ CRT monitor โอกาสดีๆที่ได้เที่ยวไป เมื่อว่างจากการสนทนาในเรื่องการงานแล้ว เราก็จะแอบๆพูดคุยกับเพื่อนๆฝรั่งในเรื่องศาสนาอยู่เสมอ การเป็นผู้หญิงไทยตัวเล็กๆที่ไปยืนสอนฝรั่งตัวใหญ่ๆ เป็นสิ่งที่ทำให้ภูมิใจมาก แต่ความสนุกสนาน ความเพลิดเพลินยินดี ความเพียบพร้อมในด้านต่างๆ ไม่ได้ทำให้ลืมความฝักใฝ่ในธรรมและการบวชได้เลย แม้ว่าความสุขจะท่วมหัวท่วมหู แต่ก็ไม่ได้ปิดกั้นดวงตาคือปัญญาในการเห็นภัยอันตรายที่ซ่อนอยู่ในวัฏสงสารนี้เลย

บวชกาย บวชใจ ทำไมต้องบวช

คำที่ได้ยินอยู่เสมอคือคำว่า บวชใจ หรือคำว่า อยู่ที่ไหนๆก็ปฏิบัติธรรมได้  หลังจากที่ได้เข้าไปคลุกคลีเสวนาด้าย ก็ได้พบว่าส่วนมากของคนที่พูดแบบนี้มักเป็นเพียงแต่จะประกาศให้คนฟังรู้สึกว่าผู้พูดแบบนั้นก็กำลังปฏิบัติธรรมอยู่ แต่จริงๆแล้วเขาแทบไม่ได้ทำอะไรเพื่อความก้าวหน้าในศีล สมาธิ ปัญญาเลย  แค่เริ่มต้นก็เถียงพระพุทธเจ้าซะแล้ว พระองค์บอกให้ออกจากเรือน พุทธสาวกรุ่นหลังบอกว่าปฏิบัติธรรมอยู่ที่บ้านก็ได้  การเริ่มต้นจะทำมรรคผลนิพพานก็ไม่สามารถ สละความเคยชินกับความสะดวกสบายเดิมๆได้   แล้วจะก้าวต่อไปกันอย่างไร?

ช่วงหนึ่งของชีวิตที่ยังสนุกสนานกับการทำงาน ความเพลินในเรื่องต่างๆทำให้เคยมี ความคิดเข้าข้างกิเลสแบบนี้เหมือนกัน แต่พอมาถึงวันนี้ จึงได้รู้ว่าการออกบวชคือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด ได้รู้แล้วว่าสมณเพศเป็นสิ่งที่ดีที่สุดกับเป้าหมาย   ถ้าหากวันนั้นเราไม่กล้าหาญในการสละเรือนและความเคยชินในวิถีชีวิตเดิมๆ วันนี้ก็คงไม่ได้มีโอกาสที่ดีๆ บนวิถีชิวิตแบบใหม่ของนักบวชเต็มรูปแบบ วันนี้คงจะยังเดินอยู่ในบริษัทและเมามันส์กับการเลี้ยงชีวิตชอบแบบที่แก่เจ็บตายเรื่อยไป

การปฏิบัติธรรมอยู่กับบ้าน อุปมาเหมือนคนที่หัดเตะฟุตบอลอยู่ในห้องครัว  สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมของเพศบรรพชิตที่พระพุทธเจ้าบอกสอนไว้ถึงความสงบสงัด ความวิเวก ความไม่คลุกคลี การออกจากเรือน ออกจากความขัดข้องความกังวล การยังชีพด้วยความเรียบง่าย  ดังนั้นการเลือกที่จะออกบวชอย่างเต็มรูปแบบ ก็เป็นเพียงการดำเนินตามแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้ เปรียบเสมือนคนหัดเตะฟุตบอลในสนามมาตรฐานกับโค้ชฝีมือดี 

บรรยากาศในศรีลังกา 

บรรยากาศแห่งศรัทธาของชาวพุทธในศรีลังกาเป็นที่น่าชื่นชมมาก เขามีจารีตอันดีงาม ชาวบ้านจะหยุดงาน นุ่งขาวห่มขาว มาถือศีลอุโบสถ ที่วัดในวันพระกันอย่างเอิกเกริก ญาติโยมเองไม่เคยบ่นเลยว่า ไม่มีเวลาเพราะว่าตอนเย็นพอเลิกงานแล้ว เขาไม่ได้ไปนั่งที่สังสรรค์ที่ร้านอาหารเหมือนพวกเราชาวไทย  แต่กลับมานั่งสวดมนต์ที่วัด กันอย่างคึกคัก เอาน้ำมารดต้นโพธิ์ที่วัดหลังเลิกงาน เป็นภาพที่เราไม่เคยเห็นในเมืองไทย ส่วนพระภิกษุณี เมื่อได้รับกิจนิมนต์ไปฉันอาหาร  สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยขาดเลย คือการแสดงธรรมให้ญาติโยมฟัง  อาจเป็นเพราะว่าความน้อยด้วยปริมาณของภิกษุณีสงฆ์ซึ่งเกิดขึ้นมาท่ามกลางแรงคัดค้าน ประกอบกับความมีวินัย อันเป็นธรรมชาติของผู้หญิง ทำให้พระภิกษุณีส่วนมาก เป็นนักบวชที่มีคุณภาพ มีความสามารถ จึงเป็นที่ยอมรับและศรัทธาของญาติโยมอย่างกว้างขวางได้รวดเร็ว

วัดศรีตุสิตารามายา เป็นวัดภิกษุณีเล็กๆมีพื้นที่ ๒ ไร่ ผู้หญิงจากทั่วโลก ที่ต้องการบวชในสายเถรวาท ส่วนหนึ่งต้องไปพำนักอาศัยเพื่อการศึกษาพระวินัยที่วัดแห่งนี้ ก่อนเข้าพิธีบวช ขณะนี้เสนาสนะ กุฎิพักอาศัยต่างๆ ในวัดไม่เพียงพอที่จะรองรับ ผู้มาขอบวช

ท่านเจ้าอาวาส (สัทธา สุมนา) จึงซื้อบ้าน ๑ ชั้นบนที่ดินขนาด ๑๐๐ ตารางวา ซึ่งอยู่ติดกับวัด เพื่อเป็นที่พักของผู้มาบวชของชาวต่างชาติ ในราคา ๔๐,๐๐๐ USD. ชาวศรีลังกาส่วนมากมีอาชีพเกษตรกรรมมีฐานะยากจน แม้จะมีศรัทธาอันมาก แต่การขอบริจาค จากภายในประเทศศรีลังกาอย่างเดียวนั้น ไม่สามารถเพียงพอต่อการซื้อกุฎิและที่ดินแห่งนี้ได้ คณะศิษยานุศิษย์ของท่านอุปัชฌาย์ สัทธา สุมนาในเมืองไทยจึงร่วมกัน ประกาศบุญเพื่อระดมทุนสำหรับซื่อที่ดินและเสนาสนะนี้  (ดูเอกสารที่แนบมา ๒ หน้า)

ผู้หญิงที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ ณ วันนี้ อาจมิได้มีความคิดจะบวช แต่ไม่แน่ว่าวันหนึ่งข้างหน้า ความไม่เที่ยงที่ผ่านพบในชีวิต อาจเปลี่ยนคุณให้มีจิตปรารถนาในการบวช ถึงวันนั้น การบวชในภิกษุณีสังฆะ ที่ได้ถูกเริ่มต้นและสานต่อไว้ดีแล้ว น่าจะสามารถรองรับผู้หญิงที่ต้องการบวชได้โดยไม่ต้องยากลำบาก เหมือนพวกเรา ที่บวชกันรุ่นแรกๆ  

————-

ปล. ข้อเขียนจากสามเณรี สุโพธา ผู้ซึ่งเป็นกัลยาณมิตรอย่างยิ่งของข้าพเจ้า

นำมาบอกต่อ ตามความต้องการของท่าน ได้มาเมื่อไปกราบ อาจารย์ปู่และเยี่ยมสามเณรี ที่วัด เมื่อวันลาหยุดในสุดสัปดาห์นี้ครับ

กำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

January 14, 2008

วันนี้มาแนะนำ web site ที่เกี่ยวข้องโดยตรงและมีรายละเอียดทั้งหมดของ งานบำเพ็ญพระพระราชกุศลพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ตามที่เคยบอกไว้ว่าถ้าไปเจอ web ที่เกี่ยวข้องจะนำมาแนะนำต่อครับ

เชิญที่ link ด้านล่างนี้ครับมีทุกอย่างครับ รายละเอียดตาม link ไปได้เลยครับ ข้าพเจ้าคัดลอก link มาเพื่อมาบอกต่อ เพียงแค่มาบอกต่อให้รู้ทั่วถึงกันครับ มิได้ตั้งใจจะละเมิดลิขสิทธิ์ใดๆครับ ข้อมูลที่นำ link มาก็มีปรับปรุงล่าสุด ถึงวันที่ post นี้ครับ ทางเครือข่ายเขามีปรับปรุงเพิ่มตลอด ต่อไปก็เชิญทุกท่านตาม link หลักนี้ไปดูเพิ่มเติมต่อได้เองครับ

http://kanchanapisek.or.th/inmemory/main.php

   กำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลฯ

   ข่าว

   พระราชพิธีทางศาสนา

   พวงมาลาถวายพระศพ

   ภาพข่าว

   สถิติที่เกี่ยวข้อง

   หมายกำหนดการ

จริงหรือที่ประเทศไทย ขาดแคลนบุคลากรทางการเมือง

January 13, 2008

ข่าวทุกวันนี้เห็นมีแต่นักเลือกตั้งหลาย บ่นซ้ำไปซ้ำมา ให้ฟังอยู่บ่อยๆว่า ประเทศไทยนี้ ขาดแคลนบุคลากรทางการเมือง โดยเฉพาะบุคคลที่เป็น เสือ สิงห์ กระทิง หรือเหล่าผู้อาวุโสทางการเมือง แถมมีผลพวงจาก ๑๑๑ อีกก็ยิ่งขาดแคลนไปใหญ่ ต้องปลดปล่อยออกมา ให้เต้นแร้งเต้นกากันได้ร่าเริงจะมีประโยชน์ต่อประเทศ จริงหรือครับ

ข้าพเจ้าว่าคนเหล่านั้นทั้ง อาวุโสน้อย อาวุโสมาก เสือ สิงห์ กระทิง แรด ถึก ควาย ทุย หรือแม้แต่พวกไก่อ่อนทางการเมืองทั้งหลาย ต้องถึงเวลาปลดระวางมากกว่านะครับ จริงไหมครับ

ประเทศไทยที่น่าสงสาร มีคนทั้งประเทศตั้ง ๖๐ กว่าล้านคน แต่มีคนที่สนใจ ทำงานอยู่ในแวดวงการเมืองอยู่แค่ไม่กี่ร้อยคน โดยเฉพาะเหล่า ส.ส. ส.ว. ทั้งหลาย แต่ถ้านับ ส.จ. ส.ท. อ.บ.ต. ก็คงมีแค่หลักหมื่นคน ทำไม ทำไม ทำไม ถ้าคนเหล่านี้หายไปหมด จะไม่มีคนใหม่มาทำงานการเมืองหรือครับ จริงหรือครับ

ต้นทางแห่งคอรัปชั่น วงการเน่าเน่า ที่ทำให้เมืองไทย เป็นสังคมอุดมปัญหาแห่งการโกงกิน เป็นดังที่เห็นทุกวันนี้ มิได้มาจาก นักเลือกตั้งเหล่านี้หรือครับ ข้าพเจ้าว่านวัตกรรมทางการหลบหลีก แบ่งผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน หรือจะพูดๆตรงว่า ระบบการโกงบ้านกินเมืองนั้นประเทศไทยถือว่าประเทศชั้นยอด ติดอับดับต้นๆหนึ่งในสามของโลกแน่ๆ ถ้าจะเปิดประเทศ เปิดใจ ให้มีนักศึกษามา ค้นคว้าหาข้อมูลกัน มั่นใจได้ว่าเราจะมีคนจบปริญญาเอกเรื่องนี้ โดยเฉพาะที่มาจากผลการวิจัยในประเทศนี้ มี ดร. ด้านนี้ เดินกันให้ยุ่ง ขวักไขว่ เป็นตัวเลขหลายหลักแน่นอน แต่จะมีใครอยากเรียนหรือเปล่าอันนี้ไม่ทราบได้ เรื่องนี้ จริงแน่ๆ

ต้นทางเน่าๆ ขาดแคลนคน ก็ดีแล้วนะครับ ให้เหล่านักการเลือกตั้งเหล่านี้ เลิกยุ่งกับการเมืองได้ ยิ่งจะเป็นการดีต่อประเทศ จะได้มีคนการเมือง ยุคใหม่ เข้ามาบ้าง มีคนใหม่ๆ เข้ามาทำงาน น้ำเน่าๆ ดินเหม็นๆ ของประเทศ จะได้ถูกหว่านไถ ไถกลบไปได้ยิ่งดี จะได้มีน้ำดี ดินดีเข้ามา เผื่อจะได้เจือจางสิ่งเก่าๆไปบ้าง ถ้าคนเก่าๆ ไม่เลิก น้ำดีดินดีเข้ามาก็ถูกน้ำเน่าๆดินเสื่อมๆ เหล่านี้กลบขึ้นกับมาใหม่ ทำให้ของดีๆต้องเกลืกกลั้วกับของเน่า กลืนกินน้ำดีดินดีไปหมด จริงแท้แน่นอน

แล้วใครจะมาเปลืองตัวเปลืองใจกันงานการเมืองละครับ แต่ว่าไปแล้วก็ไปโทษนักเลือกตั้งเขาไม่ได้นะครับ ต้องโทษคนในประเทศไทยนี้เอง ที่ทำให้เป็นอย่างนี้ นักเลือกตั้งที่ได้รับเลือกมาเขาเป็นแค่ผลลัพธ์จากการหว่านไถ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากคนพันธุ์ไทย พันธุ์นี้ มิใช่หรือ หรือจะเป็นผลลัพธ์กลับทางกัน เหมือนไข่กับไก่ ใครจะตอบได้ จะมีอีกคนกันที่สามารถหลุดออกวงการ ผิดแยก ผิดเหล่าออกไป เป็นคนไทยพันธุ์ คนยุคใหม่ที่แท้จริง มิใช่ใหม่ๆแกนๆแบนๆ ไร้ความรับผิดชอบ อย่างทุกวันนี้ จริงไหมครับ

แล้วประเทศไทยเรานี้ ขาดแคลนคนเก่งหรือเปล่าครับ เปล่าเลย คนไทยๆเก่งๆเยอะแยะ ทั้งมีดีกรีรับรองและไม่รับรองแต่รับรองว่าเก่งๆมีแน่ แล้วคนดีละ ก็มากมาย เรามันเมืองแห่งธรรมะไม่ใช่หรือ เอะหรือไม่ใช่ แล้วทั้งเก่งทั้งดีด้วยละครับ ก็นับได้ไม่หมด จริงไหมครับ

ดังนั้นจะสรุปเรื่องได้ว่าอะไรละครับ คนดีคนเก่งก็เยอะแล้วทำไม จะไม่มีใครไปทำงานการเมืองบ้าง ..ไม่รู้สิครับ ก็ลองๆประมวลผลแล้วคิดกันเอาเองนะครับ เรื่องแบบนี้เด็กๆก็คิดกันได้นะครับ จริงไหมครับ

แต่ถ้าจะให้ข้าพเจ้าสรุปละก็สรุปได้ว่า บ้านเมืองเรานี้ไม่ได้ขาดแคลนคนการเมืองหรอกครับ ยิ่งคนเก่งในวงการการเมืองก็มีเยอะแยะ แต่เราขาดแคลนบุคลากรทางการเมืองดีๆ จริงไหมครับ

พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เกี่ยวกับพระพี่นาง สมเด็จพระโสทรเชษฐภคินี

January 9, 2008

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้เจ้าพนักงานจัดเศวตฉัตร ๗ ชั้น กางกั้นพระโกศพระราชทาน เป็นเครื่องเฉลิมพระเกียรติยศ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร์ สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่าโดยที่ทรงพระอนุสรณ์ถึงสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ ว่า เป็นสมเด็จพระโสทรเชษฐภคินี ที่ทรงเคารพนับถือ ในฐานะที่ทรงมีอุปการคุณมาแต่หนหลัง อีกทั้งทรงพระคุณแก่บ้านเมืองเป็นอเนกปริยาย เป็นที่ประจักษ์แก่ตาแก่ใจของมหาชนทั่วไป เมื่อเสด็จสิ้นพระชนม์ เป็นเหตุให้พระองค์และประชาชนทุกชนชั้นอาลัย ระลึกถึงพระคุณเป็นอันมาก
ทรงพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ พระองค์นั้น ทรงพระเกียรติคุณ เป็นที่เชิดชูแห่งพระราชวงศ์ ควรได้รับพระเกียรติยศใหญ่ยิ่ง โดยอนุโลมตามโบราณราชประเพณี จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เจ้าพนักงานจัดเศวตฉัตร ๗ ชั้น กางกั้นพระโกศพระราชทาน เป็นเครื่องเฉลิมพระเกียรติยศให้ปรากฏสืบไป

ประกาศ ณ วันที่ ๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ เป็นปีที่ ๖๓ ในรัชกาลปัจจุบัน

              prapeepang_1
———————————————————————————
ฉบับล่าสุดวันนี้ ในวันครบรอบ ๗ วันที่สิ้นพระองค์ไป  ประกาศฉบับอื่นๆครับ
———————————————————————————
ประกาศสถาปนาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณียวัฒนา(พ.ศ.๒๔๙๓)
—————————-
ภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริว่า พระพี่นางกัลยาณียวัฒนา ซึ่งได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้กราบถวายบังคมทูลลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ ตามประกาศ ลงวันที่ ๑๑ กรกฎาคม  พุทธศักราช ๒๔๗๘ นั้นบัดนี้ ได้ทรงพระราชอนุสสรคำนึงถึงว่า พระพี่นางพระองค์นี้ได้ทรงเป็นพระโสทรเชษฐถคินีอันสนิทแค่พระองค์เดียวที่ได้ทรงร่วมสุขร่วมทุกข์มาแต่ยังทรงพระเยาว์ ทั้งเป็นที่ทรงเคารพนับถือในฐานะ ที่ทรงมีอุปการคุณแด่พระองค์มาแต่หนหลังด้วยอีกสถานหนึ่ง
จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่ง ให้สถาปนาพระพี่นางกัลยาณียวัฒนาเป็นสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณียวัฒนา ให้กลับทรงดำรงพระอิสสริยยศฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ ตามเดิมทุกประการ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ๒๕ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ เป็นปีที่ ๕ ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล ป.พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี

——————————————————————————-
 

ประกาศสถาปนาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์(พ.ศ.๒๕๓๘)
———————–

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เป็นสมเด็จพระโสทรเชษฐภคินีอันสนิทแต่พระองค์เดียว ที่ได้ทรงร่วมสุขร่วมทุกข์กันมาแต่ยังทรงพระเยาว์ ทั้งเป็นผู้ที่ทรงเคารพนับถือในฐานะที่ทรงมีอุปการคุณมาแต่หนหลัง ดังมีข้อความปรากฏอยู่ในประกาศสถาปนาเป็น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้า นั้นแล้ว

ต่อมาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ก็ยังใฝ่พระหฤทัยมั่นคงอยู่มิได้ทอดทิ้งในอุปการกิจที่มีแก่พระองค์ โดยเจตจำนงมุ่งหมายแต่จะให้ทรงพระเกษมสุขและทรงพระเจริญยิ่งด้วยพระราชอิสริยยศในมไหศูรยสมบัติ ได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจแทนพระองค์ในหลายวาระ และทรงรับเป็นพระธุระในการส่วนพระองค์สมเด็จพระบรมราชชนนี ให้ดำเนินลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งได้ปฏิบัติวัฏฐากสมเด็จพระบรมราชชนนีอย่างใกล้ชิดในที่ทุกสถาน และรักษาพยาบาลเมื่อทรงพระประชวร โดยมิได้มีความเบื่อหน่ายย่อหย่อนด้วยมีพระประสงค์จะแบ่งเบาพระราชภาระ ทำให้ทรงคลายพระราชกังวล และวางพระราชหฤทัยในการส่วนสมเด็จพระบรมราชชนนีได้เป็นอันมาก

นอกจากนั้น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ยังมีพระหฤทัยเปี่ยมไปด้วยพระเมตตากรุณาปรารถนาที่จะให้ประชาชนทุกชนชั้น ได้มีวิชาความรู้มีฐานะความเป็นอยู่ และมีสุขภาพอนามัยที่ดีถ้วนหน้า จึงทรงพระอุตสาหะรับเป็นอาจารย์สอนอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาต่างๆโดยมิได้ทรงคิดเห็นแก่ความเหนื่อยยาก ทั้งทรงรับเป็นพระธุระบริหารกองทุนมูลนิธิที่ทรงเป็นประธานและบริหารอยู่โดยเต็มพระสติกำลังปรีชาสามารถ และได้พระราชทานความช่วยเหลือนานัปการแก่มูลนิธิและสมคมที่อยู่ในพระอุปถัมป์ ทำให้กิจการต่างๆของกองทุน มูลนิธิ และสมาคมเหล่านั้น ดำเนินก้าวหน้ามาด้วยความมั่นคง และก่อเกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ และประชาชนอย่างใหญ่หลวง พระเกียรติคุณด้านนี้เป็นที่ประจักษ์เด่นชัด ด้วยเหตุนี้สถาบันอุดมศึกษาในประเทศและองค์การระหว่างประเทศมากแห่ง จึงได้ถวายปริญญดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ในสาขาวิชาต่างๆและเหรียญสดุดีพระกิตติคุณ

มาบัดนี้ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ทรงเจริญด้วยวัสสายุกาลวัยวุฒิ กอปรด้วยพระอัธยาศัยซื่อตรง ดำรงพระองค์มั่นอยู่ในสุจริตธรรมสัมมาจารีมีความกตัญญูกตเวทีเป็นอย่างยิ่ง ทั้งทรงพระคุณแก่บ้านเมืองปรากฏอยู่เป็นอเนกปริยาย สมควรที่จะสถาปนาพระอิสริยศักดิ์ให้สูงขึ้น โดยอนุโลมตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี

จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้สถาปนา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ขอจงเจริญพระชนมายุ พรรณ สุข พล ปฏิภาณ คุณสารสมบัติ สรรพสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล อิฐศุภผลธนสารสมบูรณ์ วรเกียรติคุณอดุลยยศ ปรากฏยั่งยืนนาน เทอญ

ประกาศ ณ วันที่ ๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๓๘

เป็นปีที่ ๕๐ ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ชวน หลีกภัย
นายกรัฐมนตรี

———————————-

สกู๊ป- ‘เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ’ พระเจ้าพี่นางเธอฯกษัตริย์ ๒ พระองค์ รัชกาลที่ ๘- รัชกาลที่ ๙

ขอบคุณข้อมูลจากมติชนครับ

IT City ปะทะ Powerbuy

January 8, 2008

รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง วันนี้มาดูงบคู่แข่งที่ใครก็มองว่าเป็น คู่แข่งรายใหญ่ในธุรกิจนี้ Powerbuy แห่งตระกูลกงสีเบอร์ต้นๆของประเทศ เซ็นทรัล เปรียบเทียบได้จากงบย่อฟรีๆ จาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เจ้าเก่า วันนี้งบย่อของปี ๔๙ กรมฯปรับปรุงไปได้แล้ว ๕๒% แต่ของ Powerbuy ก็ยังมีแค่ปี ๒๕๔๘ เหมือนเดิมเท่าที่เคยดูวันก่อน เอาไว้เขา Update เสร็จจะเอามาให้ดูใหม่นะครับ

 it_powerbuy48_1

 it_powerbuy48_2

Powerbuy มีสาขาตอนนี้ประมาณ ๘๐ สาขา เพราะได้เปรียบเรื่องเจ้าของสถานที่ครับ ตระกูลนี้มี ทั้งเซ็นทรัล โรบินสัน bigc homework ไม่รวมสาขาเดี่ยวและต่างจังหวัดที่ก็เยอะกว่ามาก ส่วน it city ไม่มีขาที่เกี่ยวกับเจ้าของห้างเองเสีบเปรียบเรื่อง place ไปเยอะ จึงมีสาขาตอนนี้ก็ประมาณ ๓๐ และตลาดต่างจังหวัดก็ยังไม่ได้รุกเต็มที่ มีเพียงจังหวัดใหญ่ อย่างชลบุรี เขียงใหม่ และอื่นๆอีกเล็กน้อย ดูจากสาขา powerbuy แล้ว it ยังขยายได้อีกเยอะครับ หน้านี้จากหน้า hilight แบบใหม่ใน http://www.set.or.th ครับ

  it_highlight_2006

ของปีที่ผ่านก็คงออกมาตามสภาพครับ รอดูงบรวมครับว่าจะได้เท่าไหร่ แต่ช่างมันเถอะรอดูของปีใหม่ล่าสุดดีกว่า งบ Q1/2008 น่าจะออกมาดี เพราะเปิดสาขาใหม่ ๒ สาขา ที่อยุธยา เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา และ ที่โลตัสปิ่นเกล้า (เมอร์ลี่คิงปิ่นเกล้าเดิม) สาขานี้ใหญ่มากติดอับดับชั้น ๕ ทั้งชั้นครับ พื้นที่ใหญ่ติดหนึ่งในสามของ itcity ในปัจจุบันแน่นอน พื้นที่มากกว่า 3,000 ตารางเมตร แล้วกำลังซื้อแถบนั้นก็เยอะ แต่ก็ต้องรอดูเหมือนกันครับว่าจะออกมาดีจริงหรือไม่..

ข้าพเจ้าได้ติดตามบางส่วนไปแล้วในกระทู้ร้อยคนร้อยหุ้นใน web thaivi.com เชิญติดตามได้ที่นั้นครับ ไว้จะมาสรุปใหม่อีกครั้ง ส่วนสาขาที่กำลังตามมาใน Q1/2008 ปลายๆ นี้ที่พิษณุโลกนั้น ..ก็ต้องติดตามตอนต่อไปครับ..ข้าพเจ้าเอง

เพลงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ เจ้าฟ้าสุดบูชา ชุด เทิดไท้สุดบูชา

January 7, 2008

   37_music

ข้อมูลดีๆ จาก web site ของพระองค์ เช่นเคยครับ มูลนิธินรารัตน์วันชัยขันติภาวนาบารมี ร่วมกับ โครงการเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์  ได้จัดทำซีดีเพลงเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เนื่องในวโรกาสทรงพระเจริญพระชนมมายุ ๘๔ พรรษา ท่านสามารถรับดาวน์โหลดหรือดาวน์โหลดเพลงได้

ที่ http://www.hrh84yrs.org/s48_music.htm

หรือตาม link ที่ทำไว้ที่นี่ครับ ไพเราะน่าฟัง น่าเก็บ ทั้งหมดครับ

     subre_64

ชื่อเพลง
wma
mp3
๑.

เจ้าฟ้าสุดบูชา

๒.

๘๔ พรรษากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

๓.

มาร์ชเจ้าฟ้าสุดบูชา

๔.

ดนตรีบรรเลงเจ้าฟ้าสุดบูชา

๕.

ดนตรีบรรเลงกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

๖.

ดนตรีบรรเลงมาร์ชเจ้าฟ้าสุดบูชา

๗.

แสงหนึ่งคือรุ้งงาม

๘.

ดนตรีบรรเลงแสงหนึ่งคือรุ้งงาม

พระราชกิจ และมูลนิธิและสมาคมในพระองค์ ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ

January 6, 2008

        subre_21 

คัดลอกบางส่วนจาก http://www.hrh84yrs.org/ นำมาเผยแพร่ให้ทั่วถึงกัน วันนี้ขอพูดถึง พระราชกิจ ซึ่งมีมากมายจริงครับ รายละเอียดติดตามใน web site นะครับ ได้ข่าวมาว่าทางการกำลังทำ web site ใหม่อีกแหล่งข้อมูลของพระองค์ ถ้าเสร็จแล้วจะตามมาบอกนะครับ

พระราชกิจมีมากมายจริงครับ ทั้งการปฏิบัติ พระราชกรณียกิจแทนพระองค์ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลายวาระ ตาม link ไปดูครับ และส่วนใหญ่ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ได้โดยเสด็จฯสมเด็จพระบรมราชชนนี เพื่อทรงประกอบพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ในทุกท้องถิ่น ณ จังหวัดต่าง ๆ เช่น การเสด็จเยี่ยมราษฎร ตำรวจ ทหาร และข้าราชการ เพื่อพระราชทานสิ่งของ ตรวจสุขภาพและรักษาผู้ป่วยไข้ ตลอดจนการสงเคราะห์ผู้ยากไร้ คนชราอยู่เป็นเนืองนิตย์ ในคราวที่สมเด็จพระบรมราชชนนีไม่อาจเสด็จฯไปทรงร่วมงานด้วยพระองค์เองก็ได้ทรงมอบให้ สมเด็จฯเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นผู้แทนพระองค์ในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ก็มีเยอะครับ

          subre_32

งานด้านการศึกษาก็มาก เช่น สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเริ่มปฏิบัติงานเป็นอาจารย์ภาษาฝรั่งเศสครั้งแรก ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี ๒๔๙๕ – ปี ๒๕๐๑ ต่อมา คณะศิลปศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ รายละเอียดก็ตาม link ไปดูนะครับ

ทรงให้ความสำคัญของการศึกษาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ทรงเป็น องค์อุปถัมภ์โครงการโอลิมปิก   โครงการโอลิมปิกวิชาการหรือที่ UNESCO เรียกว่า International Science and Mathematical Olympiad (IMSO)  ซึ่งเป็นการแข่งขันความสามารถทางปัญญาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์   ระหว่างเยาวชนในระดับมัธยมศึกษาจากนานาประเทศทั่วโลก โดยมีจุดประสงค์เพื่อเสาะแสวงหาเยาวชน ผู้มีอัจฉริยะทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์จากทั่วโลก ให้ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ เป็นการสร้างความพันธ์ที่ดีระหว่างเยาวชนจากนานาประเทศ มี ๕ สาขาวิชา คือ คณิตศาสตร์ เคมี คอมพิวเตอร์ ฟิสิกส์ และชีววิทยา

โครงการโอลิมปิกวิชาการได้รับพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ เป็นต้นมา โดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จะเสด็จไปพระราชทานเกียรติบัตรและพระโอวาทแก่นักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกเข้าค่ายอบรมรมเข้ม และผู้ได้รับการคัดเลือกไปแข่งขันโอลิมปิกเป็นประจำทุกปี รายละเอียดก็ตาม link ไปดูนะครับ

       subre_28

งานที่รับเป็นองค์ประธานบ้าง เป็นนายกบ้าง ทรงอุปถัมถ์บ้างก็เยอะครับ มูลนิธิและสมาคมในพระองค์

องค์ประธานกิตติมศักดิ์

  • มูลนิธิสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
  • มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
  • มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในพระบรมราชูปถัมภ์
  • มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

องค์นายกกิตติมศักดิ์

  • สมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทย
  • สมาคมคลังปัญญาอาวุโสแห่งประเทศไทย
  • สมาคมฝรั่งเศสเชียงใหม่
  • สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์

องค์ประธาน

  • มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย
  • มูลนิธิหม่อมเจ้าหญิงบุญจิราธร (ชุมพล) จุฑาธุช
  • กองทุนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อพัฒนาการพยาบาล
  • มูลนิธิถันยรักษ์
  • ศิริราชมูลนิธิ

รองประธาน

  • ทุนการกุศลสมเด็จย่า

องค์อุปถัมภ์

  • มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม
  • มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ
  • มูลนิธิช่วยการสาธารณสุข
  • มูลนิธิส่งเสริมสวัสดิภาพสตรีและเยาวชน
  • มูลนิธิสตรีอุดมศึกษา
  • ราชินีมูลนิธิ
  • กองทุนสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี
  • ศูนย์เนื้อเยื่อชีวภาพกรุงเทพ ฯ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล
  • สมาคมปราบวัณโรคเชียงใหม่
  • ศูนย์เด็กอ่อนก่อนวัยเรียน ณ ศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • กองทุน “หม่อมเจ้าฟ้า”
  • โรงเรียนวรนารีเฉลิม จังหวัดสงขลา
  • สมาคมพยาบาลสาธารณสุขไทย
  • มูลนิธิโลกสีเขียว
  • มูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลราชานุกูล
  • สมาคมศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์
  • มูลนิธิสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา
  • สมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์
  • โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์
  • มูลนิธิโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน
  • มูลนิธิโรงเรียนนันทบุรีวิทยาจังหวัดน่าน
  • มูลนิธิกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
  • มูลนิธิชีวิตพัฒนา
  • สมาคมครูผู้สอนภาษาอังกฤษแห่งประเทศไทย
  • มูลนิธิกาญจนาภิเษกจังหวัดน่าน
  • มหาวิทยาลัยณิวัฒนา
  • มูลนิธิพัฒนาเยาวสตรีภาคเหนือ
  • มูลนิธิโรงพยาบาลเลิดสิน
  • สโมสรโรตารีกรุงเทพ – บางลำพู
  • พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีถ่ายภาพ
  • นาฏยศาลาหุ่นละครเล็ก (โจหลุยส์)

แค่ให้ดูแค่นี้ก็เยอะแล้วนะครับ ลองตาม link เข้าไปดูใน web จะได้รายละเอียดและข้อมูลดีๆอีกเยอะครับ ทรงพระราชกิจมากมายจริงๆ

ลักษณะเด่น ๗ ประการของ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ องค์ แก้วกัลยา

January 5, 2008

               prapeepang24

วันนี้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปโรงพยาบาลศิริราช จึงได้ไปกราบพระบรมอนุสาวรีย์ของสมเด็จพระชนกฯ และสมเด็จย่า รวมถึงพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ

      prapeepang06

มีนิทรรศการเล็กๆ เกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ได้มีการอธิบายลักษณะเด่นของพระองค์ ๗ ประการ ดังนี้

๑. ความสง่างาม นุ่มนวล อ่อนโยน (Grace)

๒. ความเรียบง่าย เป็นธรรมชาติ (Simplicity)

๓. ความมีพลังสร้างสรรค์ (Energy)

๔. ความรอบรู้ การศึกษา (Knowledge)

๕. ความเมตตา อุปถัมภ์ การให้ (Kindness)

๖. การให้เกียรติผู้อื่น (Courtesy)

๗. การอุทิศพระองค์เพื่อส่วนรวมและผู้อื่น (Dedication)

                prapeepang25

ซึ่งเป็นการรวบรวม ลักษณะเด่นของพระองค์ท่าน ไว้อย่างย่อๆ ๗ ประการ ที่แสดงถึงบุคลิกลักษณะของพระองค์ได้อย่างดียิ่ง ดังที่เราๆท่านๆ ได้เห็นพระจาริยวัตรอันงดงามของพระองค์เสมอมา และตลอดทุกวันๆที่ผ่านมาหลังพระองค์สิ้น รายการโทรทัศน์ต่างๆ นำผลงานของพระองค์มาเผยแพร่ซ้ำมากมาย และได้เชิญผู้คนที่เคยสนองงาน เคยได้รับการอุปถัมภ์มากมาย และอื่นๆมากมาย ข้าพเจ้าก็สามารถดูได้ฟังได้ทั้งวันมิมีเบื่อเลย

ยิ่งดูยิ่งเห็นการเป็นผู้ให้ขององค์ท่าน ความตั้งใจและสนพระหฤทัยในงานที่ทรงทำอย่างแท้จริง ในทุกๆเรื่องที่ทรงงาน และท่านทรงทำทุกอย่าง เรียบง่าย สุภาพ มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นอย่างยิ่ง

ท่านทรงเป็นดังพรหม ผู้เจริญด้วยพรหมวิหาร ๔ อย่างแท้จริง เป็นผู้มีจิตใจกว้างขวางยิ่งใหญ่ เป็นมนุษย์ ผู้ประเสริฐ ตลอกกาล..

ขออำนาจ พระศรีรัตนตรัย ช่วยส่งบุญใดๆที่ข้าพเจ้ามี นำส่งเสด็จพระองค์ท่านสู่สรรคาลัย

ร่วมน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ ถวายคำอาลัย

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม

ข้าพระพุทธเจ้า

CopyWriter

ปล. ขอบคุณรูปสวยจาก ห้องภาพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จาก website ที่ระลึกเจริญพระชมพรรษาครบ ๘๔ พรรษา http://www.hrh84yrs.org ซึ่งมีรายละเอียดและงานส่วนหนึ่งของพระองค์ ซึ่งแค่นี้ก็มากมายเหลือคนานับแล้วครับ เชิญแวะไปเยี่ยมชม

แนะนำเพลงอีกหนึ่งเพลง โดยให้ไป download  เพลงแก้วกัลยา ได้ครับ ไพเราะมากๆ

ซึ่งแต่งเมื่อ บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย จัดรายการเทิดพระเกียรติเนื่องในวันคล้ายวันประสูติของสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์  ด้วยการจัดรายการคุณพระช่วยตอนพิเศษ นำเสนอเรื่องราวพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะแก่คนพิการ ที่ทรงพระราชทานนามดอกแก้วกัลยา เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์แก่คนพิการทั่วประเทศ และนับเป็นเกียรติประวัติที่ ประภาส ชลศรานนท์  รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทเวิร์คพอยท์ฯ ได้มีโอกาสตอบแทนพระคุณแผ่นดิน โดยการแต่งเนื้อร้อง ทำนองเพลง “แก้วกัลยา” ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระพี่นางเธอฯ เนื่องในวโรกาสสำคัญนี้ ซึ่งเพลงแก้วกัลยานี้จะได้นำไปใช้เป็นเพลงสัญลักษณ์แห่งคนพิการต่อไปอีกด้วย รายละเอียดตามไปที่ link นี้ครับ

เนื้อเพลง เพลงแก้วกัลยา เนื้อร้อง/ทำนองโดย ประภาส  ชลศรานนท์

ร้องโดย เหล่าผู้พิการ ในรายการคุณพระช่วย

         แก้วกัลยาทรงคุณค่าเหนือจิตใจ
         คือดอกไม้แห่งความรักและการแบ่งปัน
         องค์พระพี่นางพระราชทานเป็นมิ่งขวัญ
         ให้ผองผู้พิการไทยทั้งปวง
         *** ดอกไม้ฟ้า  แห่งกรุณา ประทานลงมาแสนชื่นใจ
         ดั่งดอกไม้จากเทวาลัยจากแดนสรวง      
         ดอกไม้ฟ้า แก้วกัลยา แทนใจทั้งปวง
         แทนความรักความเป็นห่วงความชื่นชม
         ขาดแขนขาหรือดวงตามองไม่เห็น
         ใช่จะลำค็ญใช่จะทุกข์หรือตรอมตรม
         ยังมีหัวใจสู้ต่อไปอย่างสุขสม
         คือชีวิตที่ชื่นชมโลกงดงาม
         ซ้ำ ***

พรหมวิหาร ๔ และคุณธรรม ๙ ข้อ คำอวยพรจากพ่อแม่ ปีใหม่ ๒๕๕๑

January 4, 2008

ปีใหม่ที่ผ่านมา โทรคุยกันกับ พ่อและแม่ของข้าพเจ้า ท่านก็ให้คำอวยพรมามากมายเหมือนทุกๆปี มีแต่สิ่งดีๆเสมอ ซึ่งข้าพเจ้ามั่นใจว่าไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ของใครก็ย่อมให้สิ่งๆดีๆ แก่ลูกๆของท่านเสมอเช่นกัน

พระท่านจึงเปรียบพ่อและแม่ ไว้หลายอย่าง เช่นเป็นดัง พระอรหันต์ที่ลูกควรกราบไหว้ บูชา และสดุดีท่านเสมอๆ เป็นครูคนแรกผู้ไม่เคยจะปริปากบ่น ไม่ว่าลูกจะถามหรือสงสัยอะไร เป็นพระพรหมของลูก ซึ่งหมายถึง พ่อแม่มีคุณธรรม ๔ ประการ เช่นเดียวพระพรหมผู้เป็นใหญ่ในสรวงสรรค์

พรหมวิหาร ๔ หมายถึง คุณธรรม ๔ ประการของผู้เป็นใหญ่ เป็นธรรมของผู้ประเสริฐ ประกอบด้วย

๑.เมตตา คือ มีความปราถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข อยากให้ผู้อื่นมีความสุข มีความรัก ไม่โกรธ เกลียด มีความเอ็นดู ความปรารถนาดี

๒.กรุณา คือ มีความปราถนาดีให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ มีความสงสาร ไม่เบียดเบียน ไม่เห็นแก่ตัว เอื้อเฟื้อช่วยเหลือ  เวลาเห็นใครตกทุกข์ได้ยาก ก็อดที่จะสงสาร อดที่จะช่วยเหลือไม่ได้

๓.มุทิตา คือ มีความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี ชื่นชม ไม่อิจฉา ริษยา พลอยยินดีด้วย

๔.อุเบกขา คือ มีการรู้จักวางเฉย วางใจเป็นกลาง มีความยุติธรรม ไม่ลำเอียง ไม่ซ้ำเติม เมื่อเห็นคนอื่นพลาดพลั้ง

คำสอนเรื่องพรหมวิหาร 4 : ธรรมสำหรับผู้มีจิตใจกว้างขวางยิ่งใหญ่ (ด้วยคุณธรรมความดีงาม) ใน landham  คำสอนเรื่องพรหมวิหารอีก website

เสียงธรรม เรื่องพรหมวิหาร ๔ ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ  อ่านคำสอนของท่าน 

ส่วนคุณธรรม ๙ ข้อ เป็นสิ่งที่พ่อฝากมาไว้เตือนใจเป็นข้อๆ เมื่อตอนปีใหม่ที่ผ่านมา นี้มีดังนี้

๑. ซื่อตรง

๒. สะอาด

๓. ขยัน

๔. ใช้จ่ายพอสมควรตามฐานะ

๕. งดเว้นสิ่งให้โทษ

๖. ไม่ล่วงเกินผู้อื่นก่อน

๗. งดติดต่อสมาคม จากบุคคลไม่ดี

๘. กตัญญูกตเวที

๙. รู้จักหน้าที่และทำหน้าของตนให้ดีที่สุด

ส่วนคำอธิบายในแต่ละข้อ เนื่องจากมีเวลาไม่มากพอที่จะอธิบาย พ่อจึงย้ำมาว่าก็ให้ประยุกต์เอาเอง และยังสอนให้ทบทวนและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ พร้อมอวยพรสิ่งดีๆมาให้เยอะแยะ ดังที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ พ่อแม่ ท่านเป็นดัง พรหมของลูกเสมอ 

เราๆท่านๆทั้งหลายก็สามารถนำเรื่อง พรหมวิหาร ๔ และคุณธรรมทั้ง ๙ ไปประยุกต์ใช้ได้ตามต้องการ เมื่อนำไปประยุกต์ใช้แล้ว ก็ขออวยพรให้ประสบความสำเร็จในทุกสิ่งดีๆดังต้องการตลอดไป..ข้าพเจ้าเอง

สิ้นแล้ว หนึ่งแสงรุ้งอันงดงาม

January 2, 2008

                                  prapeepang

    สิ้นแล้วพระหนึ่งแสงรุ้งอันงามงด    มิสิ้นสุดหนึ่งแสงนั้นในใจฉัน

    พระดำรงทรงอยู่นิจนิรันดร์..      ทุกทุกวันมิเปลี่ยนผันตลอดกาล

                    ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า

                                                   Copywriter 

ปี ๒๕๕๐ ที่ผ่านมาเป็นปีที่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เจริญพระชนมายุครบ ๘๔ พรรษา ปีใหม่นี้ ๒ มกราคม ๒๕๕๑ สิ้นแล้ว พระผู้ทรงเป็นดังรุ้งงาม ของเหล่าปวงชนชาวไทย 

จากข้อมูล web site ที่ระลึก ๘๔ พรรษา ของ สมเด็จพระพี่นางเธอฯ มีข้อมูลทุกอย่างของพระองค์ ที่ท่านต้องการ แน่นอนครับ ทั้งพระประวัติ ความสนพระหฤทัย พระราชกิจ พระอัจฉริยภาพ พระเกียรติคุณ หรือ รูปสวยๆของพระองค์ท่าน ดังที่เห็นครับ และสามารถไปลงนามถวายอาลัยได้ด้วยครับ

            prapeenang10

กลอนไว้อาลัย H.R.H Princess Galyani Vadhana Krom Luang Naradhiwas Rajanagarindra จากใน web ครับ

น้อมเกศาแทบเบื้องพระยุคลบาท  ขอพระพรทรงเสด็จยาตรราชวิถี

สู่สวรรคาลัยในภพตรี  น้อมเกล้าฯส่งเสด็จจอมนารีจักรีวงค์

——————————————

ข้อมูลจาก amarinpocketbook

“แสงหนึ่งคือรุ้งงาม” เป็นหนังสือประกอบนิทรรศการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในโอกาสเจริญพระชนมายุครบ ๘๔ พรรษา

เป็นหนังสือบันทึกประวัติศาสตร์อีกรูปแบบหนึ่งที่ดำเนินเรื่องด้วยพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์  ที่หายาก มีความงดงามและบอกเล่าความหมายอย่างครบครันจัดทำขึ้นในรูปแบบหนังสือ ๒ เล่มคู่ คือ “แสงหนึ่ง” และ “คือรุ้งงาม” ขนาด ๒๐ x ๒๔ ซม. พิมพ์ ๔ สีทั้งเล่ม บรรจุภายในกล่องเดียวกัน พร้อม CD เพลงประกอบนิทรรศการฯ

โดยหนังสือ ฝั่งซ้ายคือ “แสงหนึ่ง” บอกเล่าถึงพระประวัติของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงฯ ในหลายมิติ ตั้งแต่ประสูติจนถึงปัจจุบัน ส่วนฝั่งขวามีชื่อว่า “คือรุ้งงาม” บอกเล่าเรื่องราวที่เป็นพระคุณลักษณะเด่น ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นพระองค์ท่าน ๗ ประการ

ความเป็นมา   เนื่องในวาระอันเป็นมงคลครบ ๗ รอบนักษัตรของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงฯ ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม พระธิดา มีดำริจัดทำนิทรรศการเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงฯ ให้สาธารณชนโดยเฉพาะอนุชนรุ่นหลังเข้าใจ และได้แง่คิดที่เป็นประโยชน์

ความหมายของ “แสงหนึ่งคือรุ้งงาม”

“แสง”ส่องสว่างฉายอาบสะท้อนให้ผู้คนเห็นความงดงามของสรรพสิ่ง แสงมีคุณค่าที่ไม่เคยปรากฏตัว ผู้คนไม่คิดจะค้นหา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเป็นดังแสงหนึ่งที่ส่องให้เห็นความงดงามบนแผ่นดินไทย เป็นดั่งแสงแห่งการให้ แสงแห่งความรัก และแสงแห่งความกรุณา

เมื่อแสงนั้นฉายผ่านท้องฟ้าจึงปรากฏเป็นรุ้งงาม ๗ สี กอปรด้วย แดง แสด เหลือง เขียว น้ำเงิน คราม ม่วง ดุจดังพระเกียรติคุณทั้งเจ็ด..

แสงหนึ่งนี้ยังมีความหมายที่ส่องยังบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเจริญพระชนมายุ ๘๐ พรรษาในปีเดียวกันนี้ด้วย

——————————————

หนังสือที่พระองค์ท่านทรงพระนิพนธ์ ที่ข้าพเจ้าแนะนำให้ควรอ่านอย่างยิ่ง ๑ เล่ม คือ หนังสือชื่อ แม่เล่าให้ฟัง

และเล่มอื่นๆ ตาม link ได้ครับ

เพลง แสงหนึ่ง ที่แต่งขึ้นในโอกาสเดียวกันครับ

เพลง “แสงหนึ่ง” เป็นเพลงที่ บอยด์ โกสิยพงษ์ แต่งขึ้น และ นภ พรชำนิ เป็นผู้ขับร้อง

:: เนื้อเพลง ::  ชื่อเพลง : แสงหนึ่ง

รู้ไหมว่าเราซาบซึ้งใจแค่ไหน
และรู้ไหมว่าเรานั้น ปลาบปลื้มเท่าไหร่
ที่ได้มีเธอ เป็นพลังอันสำคัญ
เพราะว่าเรานั้นรู้เธอทำเพื่อใคร
เหน็ดเหนื่อยแค่ไหน เธอไม่ไหวหวั่น
เพื่อที่จะให้เรานั้นได้เดินต่อไป

แม้ว่าจะไม่มีใครมองเห็นเธอ
แต่ว่าสำหรับเรานั้น…
เธอเหมือนดังกับแสง ที่มองไม่เห็น
แต่เมื่อส่องมาสะท้อน สิ่งที่ซ่อนเร้น
ก็เด่นชัดขึ้นทันที
เปรียบเธอกับแสง แม้ไม่มีสี
แต่เธอก็สะท้อน ความจริงให้โลกนี้
ได้พบเห็นสิ่งดี ๆ ว่างดงามเพียงใด
ถึงแม้ว่าพรุ่งนี้ จะเป็นเช่นไร
วันและคืนจะหมุนเปลี่ยนสักเท่าไหร่
เรานั้นก็แน่ใจ ว่าจะมีเธอยืนอยู่ข้างหลัง
แม้ว่าจะไม่มีใครมองเห็นเธอ
แต่สำหรับเรานั้น…
เธอเหมือนดังกับแสง ที่มองไม่เห็น
แต่เมื่อส่องมาสะท้อน สิ่งที่ซ่อนเร้น
ก็เด่นชัดขึ้นทันที
เปรียบเธอกับแสง แม้ไม่มีสี
แต่เธอก็สะท้อน ความจริงให้โลกนี้
ได้พบเห็นสิ่งดี ๆ ว่างดงามเพียงใด
จึงอยากขอมอบเพลง เพลงนี้ให้
ให้เธอรับรู้ว่าสำหรับเรา เธอสำคัญเพียงไหน
เธอเป็นดั่งแสง ที่มองไม่เห็น
แต่เมื่อส่องมาสะท้อน สิ่งที่ซ่อนเร้น
ก็เด่นชัดขึ้นทันที
เปรียบเธอกับแสง แม้ไม่มีสี
แต่เธอก็สะท้อน ความจริงให้โลกนี้
ได้พบเห็นสิ่งดี ๆ ว่างดงามเพียงใด
แต่เธอก็สะท้อน ความจริงให้โลกนี้
ได้พบเห็นสิ่งดี ๆ ว่างดงามเพียงใด

ขอบคุณ เนื้อเพลงจาก web loveis  ฟังเพลง  

ถ้าท่านมีโปรแกรมช่วยดาวน์โหลด เช่น Internet Download Manager จะสามารถดาวน์โหลดเป็น MP3 ได้ครับ อีกlink รูปแบบไฟล์ MP3  ภาพประกอบเพลง แสงหนึ่ง 

สัมภาษณ์ บอยด์ โกสิยพงษ์ แต่งเพลง แสงหนึ่ง  ตอนที่ ๑

สัมภาษณ์ บอยด์ โกสิยพงษ์ แต่งเพลง แสงหนึ่ง  ตอนที่ ๒

สัมภาษณ์ บอยด์ โกสิยพงษ์ แต่งเพลง แสงหนึ่ง  ตอนที่ ๓