Archive for December, 2007

ย้อนดูปี ๒๕๕๐ ตั้งเป้าหมายปี ๒๕๕๑

December 31, 2007

ปีเก่า ๒๕๕๐ กำลังจะผ่านไป ปีใหม่ ๒๕๕๑ กำลังเริ่มต้น สิ่งใหม่ๆในชีวิต กำลังจะเข้ามา..บางคนอาจคาดหวังกับเงินเดือนใหม่ ว่าบริษัทที่ทำงานอยู่จะขึ้นให้เท่าไหร่ ข้าพเจ้าก็หวังขอไม่มาก ขอเพียงให้มากกว่าเงินเฟ้อสัก ๒-๓% ก็พอแล้ว หรือรอคอยเงินโบนัสก้อนงาม หรือจะเป็นอะไรอื่นๆที่ อยากมีอยากเป็น ก็ตามแต่ใจท่านเถอะ ขอให้สมหวัง

สิ่งที่รอจะสมหวังหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่มีสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง ที่ข้าพเจ้าแนะนำให้ ทุกคนควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อการเริ่มต้นอย่างมีเป้าหมาย นั้นคือให้ทบทวน ความรู้ สิ่งดีๆ หรือความผิดพลาด บทเรียนทั้งหลายในช่วงปีที่ผ่านมา เพื่อแก้ไข ปรับปรุง พัฒนาสิ่งใหม่ เพิ่มเติมให้ดียิ่งๆขึ้น เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าในชีวิตไปได้เรื่อยๆให้เกิดสิ่งดีๆ ในชีวิตตลอดไป

สำหรับข้าพเจ้าเอง บทเรียน ข้อผิดพลาด ทั้งเรื่องใหญ่เรื่องเล็ก ไม่ว่าเป็นการทำงาน เรื่องครอบครัว เรื่องแฟน ก็มีอยู่มากมาย ยกเรื่องสำคัญและรวมสิ่งที่ตั้งใจจะทำในปีใหม่ รวบรวมมาไว้ในตอนนี้ ไว้เตือนใจตัวเอง เมื่อได้กลับมาอ่านอีกก็จะได้ มีเป้าหมาย ได้กระตุ้น ย้ำเตือน ใจตนเอง เพราะใจตัวเราเองนี้แหละเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยากที่สุดแล้วครับ

    core_competency

๑. ลดความใจร้อน หงุดหงิดง่าย พูดเสียงดังลงหน่อย โดยเฉพาะการไม่ยอมอ่อมข้อให้ใครโดยเฉพาะกับแฟน ทำให้ต้องทะเลาะกับแฟนบ่อยๆ และการเอาแต่ใจตัว ทำให้พูดจา หรือใส่อารมณ์ไม่ดีกับครอบครัวไปเยอะ ทั้งๆที่เมื่ออยู่ในที่ทำงานกลับไม่เป็น เพราะใส่หน้ากากอย่าหนาไว้ เฮ้อ.. แต่กับคนที่รัก ที่ห่วงใย กลับดูแลได้ไม่ดีตามที่คิด โกรธง่ายๆ ทะเลาะ ระราน หาเรื่อง กับเรื่องไร้สาระเป็นประจำ เผื่อผลนี้จะช่วยให้ได้แต่งงานซะที

๒. การลงทุนก็ ต้องใจเย็นๆ ให้พอเพียง ลงทุนยาวๆ คิดให้ดีก่อนซื้อ ก่อนขายโดยเฉพาะเมื่อหุ้นตก จิตใจนั้นสำคัญ ปีก่อนนู้น ไม่รู้จักขายในโอกาสดีๆ รอจนขายขาดทุนทำให้ปีก่อนนี้ขาดทุน ปีนี้ก็ขายหมูไปเยอะทำให้ผลตอบแทนได้กำไรมา แต่ก็ยังไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น ทั้งที่เลือกหุ้นได้ถูกต้องทั้งสองปี ขายหมูไม่เป็นไร เพียงแต่อย่างไปซื้อควายกลับมา บทเรียนนี้ยังใช้ได้เสมอ ตั้งเป้าหมายการลงทุนกำไร ๑๕% กำลังดี

๓. การงานในหน้าที่ ก็แบ่งงานให้ดี สื่อสารให้ชัดเจน บอกเป้าหมายและวัตถุประสงค์ไปด้วย กระจายงานกันทำ งานเสร็จหรือไม่เสร็จ ก็ต้องบอกให้เจ้านายรู้ ที่สำคัญทำอะไรก็ต้องให้มีหลักฐาน โดยเฉพาะกับลูกค้า อย่าให้เขามาต่อว่าตามหลังได้ งานทำไปตั้งเยอะแต่บอกว่าไม่ได้ทำ ไม่ได้งานได้ไง Presentation และ Evidence เป็นสิ่งสำคัญ ผลงานดีแต่นำเสนอไม่ได้ ก็ไม่มีความหมาย

๔. การประชุมต้องให้มีประสิทธิภาพ อย่าให้น้ำท่วมทุ่ง คุม issues ไม่ได้ ใช้เวลาให้เหมาะสม ทำอะไรก็ให้เป็นเวลา ทั้งที่นำประชุมเองหรือเป็นผู้ร่วมประชุม ก็ต้องทำการบ้านไปก่อน อย่าไปคิดในห้อง ทั้งเสียเวลาทั้งไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีประสิทธิผล

๕. ภาษาอังกฤษก็ยังไม่ได้เรื่อง ตั้งใจไว้ก็ไม่เคยทำได้ ทั้งพูด ฟัง อ่าน เขียน รู้ทั้งรู้มาหลายปี ก็ไม่รู้จักพัฒนาตัว จัดสรรเวลาใหม่ได้แล้ว ให้เวลากับภาษาอังกฤษ วันละ ๑ ชม เป็นอย่างน้อย จำเอาไว้ เทคนิค ความเชี่ยวชาญ ก็ไม่ได้เรื่องแล้ว ภาษาที่สองยังไม่มีอีกแล้วจะไปแข่งขันกับใครได้

๖. สุขภาพปีที่ผ่านมาแย่สุดๆ จ่ายค่าหมอไปเยอะมากๆ ถึงเวลามาออกกำลังกายได้แล้ว ไปจัดสรรเวลามา อย่างน้อยๆ เสาร์ อาทิตย์หรือวันหยุดต้องให้เหงื่อออกบ้าง เป็นการป้องกันความเสี่ยงเรื่องสุขภาพ หนึ่งในกฎที่เคยบอกไว้ ในเรื่อง เงินไหลนอง ทองไหลมาแล้ว จำไม่ได้หรือไง

๗. ความรู้การลงทุนยังมีเยอะ แล้วหนังสือต่างๆที่ซื้อมาก็ยังมีอีกมากที่ยังไม่ได้อ่าน หรืออ่านไม่หมด เพลาๆการซื้อลงหน่อย แล้วมาตั้งใจอ่านของเดิมให้หมดก่อนก็แล้วกัน อ่านแล้วก็เอาไปทำด้วย โดยเฉพาะเรื่องการลงทุน สูตรการคำนวณต่างๆ ก็หัดคำนวณหน่อย จะได้ลดความผิดพลาดลงได้บ้าง และปีหน้านี้ก็ตั้งใจว่า จะไปลองวิชา หาความรู้ในตลาด options ตลาด futures จะได้ช่วยลดความเสี่ยง เพิ่มความรู้ได้บ้าง จะได้คุยกับอีกหลายคนได้รู้เรื่องมากขึ้น

๘. ท่องเที่ยวพักผ่อน ผ่อนคลายบ้างเป็นสิ่งสำคัญ ปีนี้ได้ไปมาหลายที่ ก็ได้ประสบการณ์มาบ้าง ปีหน้านี้ต้องจูงใจพ่อ พาไปเที่ยวด้วยให้ได้ แม่กับแฟนไม่ต้องห่วง ขานั้นชอบอยู่แล้ว เกรงแต่พ่อเท่านั้น เพราะเป็นคนไม่ชอบเที่ยว บอกว่าเสียดายเงิน และไม่มีประโยชน์ จะไม่มีประโยชน์ได้ไงมีตั้งเยอะนับไม่ถ้วน วันลาพักผ่อนก็มีตั้งเยอะ ปี ๕๐ จัดสรรดีแล้ว ปี ๕๑ นี้ก็ย่อมไม่พลาด

๙. ที่สำคัญที่ละทิ้งไป จะกลับมาเริ่มหัดใหม่ คือ การฝึกสติ ทำสมาธิ แค่ทำบุญทำทาน เพิ่มขึ้นจากเงินที่มีเยอะขึ้น เบิกบุญให้คนนู้นคนนี้ ไม่ได้ช่วยอะไรมากหรอก การฝึกสมาธิ ทำให้มีสติ สิครับ เป็นสิ่งแน่นอน ชีวิต บุญกรรม ก็ของใครของมันทำกันเอง ก็ชีวิตนี้มันเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน การได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพุทธศาสนาไม่ใช่ของง่าย ใช้โอกาสที่มีในการฝึกฝน ฆราวาสอย่าเราก็อยู่ในศีลในธรรมได้ อยู่ในโลกได้อย่างเป็นสุขกายสบายใจ

ข้าพเจ้าได้ย้อนดูตัวเอง ๒๕๕๐ และตั้งเป้าหมายปี ๒๕๕๑ ของตัวเองแล้ว ท่านละครับ ทำหรือยัง..ได้ตั้งเป้าหมายไว้ก็สำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้วนะครับ..ที่เหลือก็เพียงทำเดินตามแนวทาง ปฎิบัติตามที่เขียนไว้ ไม่ต้องถึงขนาดยึดหรือตั้งเป็น KPI หรือ Competency ให้ปวดหัว..แค่ทำให้ได้อย่างที่ตั้งใจไว้ก็พอ..ข้าพเจ้าเอง

ปล. ขออวยพรให้ทุกท่าน สุขสมหวังทุกประการตลอดปี ๒๕๕๑ นะครับ และรูปประกอบนั้นเขียนเสร็จไปค้นหารูปสวยๆ มาใส่ ได้ competency chart มา แม้ไม่ค่อยเกี่ยวเท่าไหร่ แต่คิดว่าพอมีประโยชน์บ้าง ถือเป็นของแถมแด่ทุกๆท่าน และเหล่า Managers ทั้งหลาย ดังที่เขาว่าไว้นะครับ ดังนี้ 

Measuring the Impact of Core Competencies on Communication, Relationships, Adaptability and Key Leadership Traits essential to managers!

The chart above is the first page of our 360 and compares how the manager (Maroon circle with the S inside) sees his performance versus all coworkers including the boss (Blue circle with the A inside). Ratings of 1-5 represent frequency of behavior from never (1) to always (5).

Advertisements

Google:2007 Year-End Zeitgeist:Search patterns, trends, and surprises

December 29, 2007

About the Google Zeitgeist

Zeitgeist Explained : zeit·geist | Pronunciation: ‘tsIt-“gIst, ‘zIt | Function: noun | Etymology: German, from Zeit (time) + Geist (spirit) | Date: 1884 | Meaning: the general intellectual, moral, and cultural climate of an era.

You guys can see the whole year 2007 search patterns, trends events and surprises in 5 pages. All Amazing! For example see these figures.

  Zeitgeist_2007_FastGainer

That 5 pages, they are show here….2007 Year-End Zeitgeist Newsmakers, Showbiz All the Rage  and Top of Mind. Also, very interesting at the end of each page there will be tips for using Google.

  Zeitgeist_2007_Tvshow

  Zeitgeist_2007_topofmind

And Zeitgeist Around the World (Monthly) , they update Zeitgeist by Country every month to reflect the changes in each domain. Zeitgeist by Country displays either the top gaining queries in a domain (that is, the searches that have gained the most popularity with respect to the previous month) or the most Top Gaining Queries in a domain (that is, a selection of the top queries), whichever best reflects the zeitgeist of that country. Thailand – Top Gaining Queries.

   Zeitgeist_2007_Thailand_Nov

And if you need to see the Zeitgeist Archives, follow this link : Yearly archives. You can see all trends since 2001 till 2007, they shows each year-end Zeitgeist and also displays weekly list and monthly Zeitgeists

By the way a surprise for me is how to pronounce Zeitgeist in Thai. I can’t. Although I copied and pasted the Zeitgeist explaination from Google, it appeared on the top of this article.   Anybody, please help me how to pronounce that…it’s me.

ออมก่อนรวยกว่า ลองลงทุนผ่านกองทุนกับ scbam และ tmbam

December 27, 2007

ตั้งชื่อหัวเรื่องมาอย่างนี้ ใช่ว่าจะมาเปรียบเทียบผลงานแต่ละบริษัท หรือกองทุนที่ทั้งสองบริษัทมีอยู่มากมาย แต่จะมาบ่นถึงระบบการทำงานในกระบวนการเปิดบัญชีกองทุน เพื่อจะสามารถซื้อขายกองทุนของทั้งสองบริษัท ซึ่งข้าพเจ้าได้เข้าไปสัมผัสเองโดยตรงหนึ่งบริษัทเมื่อเดือนที่แล้ว และไปร่วมอยู่ในขั้นตอนการทำงานทั้งหมด เพราะไปกับแฟน เพื่อเปิดบัญชีกับอีกหนึ่งบริษัทเมื่อต้นสัปดาห์นี้เอง

ดังที่ได้กล่าวถึงไปแล้วในเดือนก่อนว่าได้ไปเปิดบัญชีใหม่ กับ TMBAM ไว้ให้แต่ละกองได้แข่งขันกันนั้น จนถึงบัดนี้ข้าพเจ้าก็ยังไม่ได้ไปซื้อเพิ่มอีกเลย เพราะตั้งใจจะรอซื้อผ่านระบบ Internet ที่ได้สมัครขอใช้งานไปด้วย ตั้งแต่วันนั้นยันวันนี้ ข้าพเจ้าก็ยังไม่ได้ใช้ระบบดังกล่าว ได้โทรไปสอบถามแล้วพบว่างานเอกสาร ทางตัวแทนสาขา ซึ่งก็คือสาขาของธนาคารทหารไทยนั้นเอง ยังไม่ส่งเอกสาร หรือส่งแล้วยังไปไม่ถึงสำนักงานใหญ่ จึงยังไม่ได้เข้าสู่ขั้นตอนการจัดทำรหัสและจัดส่งมาให้ได้

                tmbam

ก็งงเหมือนกันว่าทำไม เขาไม่สามารถทำ Online ให้ได้ ในเมื่อวันที่ข้าพเจ้าโทรไปตามเรื่องผ่านทาง Call Center ของ TMBAM ทำไมเขาจึงสามารถทำผ่านลงทะเบียน Online ให้ได้ทันที และแจ้งกลับมาว่าเอกสารชื่อและรหัสผ่านจะส่งกลับมาภาพใน ๑ สัปดาห์ ต้องรอดูครั้ง หลังจากทำให้ผิดหวังไปแล้ว จากการรอไปหนึ่งรอบ รอบนี้คอยมาดูกันอีกครั้งว่าผลประทับใดหรือไม่ จึงไม่สามารถลองใช้ Fundlink online ของ TMBAM  มาเทียบกับ SCB Easy ได้ ไว้โอกาสหน้านะครับ

วกมาดูการเปิดบัญชีกองทุนของ SCBAM ที่เป็นที่สาขาของ SCB บ้างการทำงานต่างๆ ก็มีขั้นตอนพอๆกัน แต่ระบบต่างๆทั้งหมด ทำ online ได้ทั้งหมด ให้ความรู้สึกว่าสะดวกและรวดเร็วกว่ามาก ทั้งต้องเปิดบัญชีออมทรัพย์ใหม่ด้วยนะครับ และเมื่อสมัครเสร็จสิ้น รหัสผ่านใช้งานทาง Internet ทั้ง user และ password ก็ได้มาทันทีด้วย แม้ว่าจะยังใช้งานไม่ได้ ต้องรออีกประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์เช่นกัน แต่การได้ถือเอกสารไว้ในมือนั้นทำให้ผู้ลงทุนอุ่นใจกว่ามากนะครับ และเรื่องสมุดบันทึกการลงทุนของ SCMAM สรุปว่าเขาก็มีนะครับ ก็ งง อยู่เหมือนกันทำไมตอนที่ข้าพเจ้าทำครั้งแรกทำไม ไม่ได้สมุดบันทึกหน่วยลงทุน เพราะของแฟนข้าพเจ้าก็ได้มาด้วย เช่นเดียวกับของ TMB ที่เคยบอกไป ถามเจ้าหน้าที่แล้วเขาก็บอกว่ามีมานานแล้วนะ งง งง.. จะไปทวงที่ใครเนี้ย

                           MCEasyNet1

ทำให้นึกได้ว่าระบบการทำงานที่เป็นราชการของทหารไทย แม้ว่าจะเปรียบหน้ากากไปแล้ว แต่ระบบเอกสารข้างในคิดว่าคงมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก การเปลี่ยนแปลง Processes การทำงานนี้มันทำยากนะครับ เพราะลองคนที่ทำงานลองติดระบบงานใดระบบหนึ่งขี้นมาแล้วจะมาให้เปลี่ยนระบบการทำงานนี้การ implement ระบบใหม่ๆ โดยเฉพาะการไปแทนที่ระบบเดิม ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นะครับ

สรุปว่ายังไงระบบราชการของทหารไทยก็ยังมีอยู่ ยังเป็นระบบแบบ Red Tape ที่ยังต้องปรับปรุงอีกเยอะ ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นผลจากการทหารไทยปัจจุบันเกิดใหม่จากการรวม หลายๆธนาคารในยุควิกฤติ และตอนนี้ก็ยังไม่พ้นวิกฤติ ต้องรอดูกันอีกต่อไป ส่วนของไทยพาณิชย์นั้นเขาเป็นหน่วยงานที่โดดเด่นมานานแล้ว แม้ว่าการทำงานจะเป็นแบบราชการบ้าง แต่โดยการทำงานเห็นว่าเขาสามารถปรับเปลี่ยนไปได้ดีกว่ามาก ไม่เสียแรงที่ผู้ถือหุ้นใหญ่คือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เช่นเดียวกับ SCG หรือ เจ้าปูนใหญ่ SCC นั้นเอง และการทำการตลาดของ SCB ก็ดีกว่ามาก ความโด่งดังของ pjuk ใน pantip sinthorn บอกเรื่องราวการตลาดแบบปากต่อปากที่ดีนี้ได้เป็นอย่างดี แม้ว่าผลตอบแทนของแต่ละกองทุนของ SCBAM ยังสู้บริษัทอื่นไม่ค่อยจะได้ อย่างไรข้าพเจ้าก็มั่นใจได้เลยว่าทั้งกระบวนการทำงานและระบบการตลาดที่ดีจะทำให้ปีนี้ เงินลงทุนใหม่ที่ซื้อหน่วยลงทุนเพิ่มของ SCB จะโตกว่า TMB แน่ๆ แต่ต้องรอเขาสรุปผลปลายปีอีกครั้งหนึ่งนะครับ

อีกอย่างที่ต้องการจะย้ำให้ทราบกับอีกครั้ง คือ การลงทุนมีความเสี่ยงนะครับ ใครลงทุน RMF LTF ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา มาถึงปีนี้ ข้าพเจ้ารับประกันได้เลยว่า ทุกๆคนต้องลงทุนซื้อซ้ำแน่นอน เพราะอะไรหรือครับ ก็หลังจากท่านเห็นผลตอบจากการลงทุนทั้ง RMF & LTF ในปีที่ผ่านมา ที่แน่ๆความโลภย่อมเข้าตาไม่มากก็น้อย เพราะไม่มีการทำอะไรจะลงทุนได้ผลตอบแทบจูงใจอะไรไปมากกว่านี้แน่นอน เพราะกองทุนส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนทั้งปี มากกว่า ๑๐% เกือบทั้งหมด ยิ่งถ้ากองไหนที่ลงทุนให้หุ้นกลุ่ม SET25 Set50 อย่าง TMBAM ยิ่งได้ผลดีบางกองโตกว่า ๔๐-๕๐% ด้วยซ้ำ

ดังนั้นคนส่วนใหญ่จะซื้อเพิ่มในจำนวนที่มากกว่าเดิมด้วย ดังนั้นขอย้ำดังๆ ให้ทราบว่า การลงทุนให้หุ้นนั้นมีความเสี่ยงนะครับ โดยเฉพาะการลงทุนผ่านกองทุนรวมนั้นเราไม่ได้บริหารจัดการเอง ที่เขาเรียกว่าการชกผ่านสิงห์ สิงห์ที่ว่าคือผู้เชี่ยวชาญการลงทุนผู้มาดูแลกองทุนให้เรานั่นเอง ดังนั้นการจัดสินใจทั้งหมดไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา แต่ขึ้นอยู่กับผู้จัดการกองทุน ในตลาดที่มีกำลังซื้อ แย่งกันซื้อ หรือเรียกว่ากระทิง จะเป็นกระทิงแท้ หรือ กระเทียม กระ(ทิง)เทียม เช่นปีที่ผ่านมานั้นก็ไม่มีปัญหา แต่เมื่ออยู่ในภาวะที่ตลาดถดถอย ไม่ค่อยมีคนอยากซื้อ สินค้าราคาแพงๆ เงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจไม่ดี ตลาดหุ้นก็ย่อมได้รับผลกระทบแน่นอน เมื่อตลาดอยู่ในภาวะหมี คือจุดที่สำคัญที่จะใช้ช่วงทดสอบจิตใจเหล่านักลงทุนทั้งหลายว่า จะเชื่อมั่น หรือมั่นใจในการลงทุนได้ดีแค่ไหน

แต่อย่างไรก็ตามการลงทุนในหุ้น มันจะมีขึ้นมีลงบ้าง เป็นธรรมดา บางปีอาจได้ผลตอบแทนปีมาก บางปีได้น้อย บางปีอาจขาดทุน แต่ด้วยระยะเวลา ๕ ปี ของ LTF ซึ่งไม่น้อยไปหรือมากเกินไป ๕ ปีปฏิทิน ยาวกำลังดี ด้วยระยะเวลาเช่นนี้ก็มั่นใจได้ว่าผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนนั้นจะไม่ขาดทุนแน่นอน (แต่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสจะเป็นนะครับ) แต่อย่างไรก็ตามการลงทุนใน LTF นี้ อย่าลืมว่าเราได้กำไรจากการลงทุนไปแล้วบางส่วน จากภาษีที่เราจ่ายน้อยลง ตามสัดส่วนอัตราภาษีที่แต่ละคนต้องเสีย ในปีที่ลงทุนนะครับ ดังนั้นก็อย่ากังวลเกินไป

                       974-94672-4-8

ส่วน RMF นั้น ลงทุนยาว ไว้ใช้ตอนเกษียณ ซึ่งต้องถือไม่น้อยกว่า ๕ ปี และจะถอนการลงทุนได้เมื่อมีอายุ ๕๕ ปีขึ้นไป จึงจะไม่เสียสิทธิการลงทุนนั้น รับประกันได้เลยว่าไม่ขาดทุน ยิ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ทำงานใหม่ อายุน้อย มีเวลาลงทุนเยอะ ยกตัวอย่างเช่น ในตอนนี้ถ้าท่านอายุ ๒๕ ปี กว่าจะถึงอายุตามกำหนดก็ยาวนานถึง ๓๐ ปี หรือถ้าท่านมีอายุ ๓๕ ปี ก็มีเวลาลงทุนในRMF ถึง ๒๐  ปี หรือถ้าท่านอายุ ๔๕ ปีแล้ว ก็ยังมีเวลาอีก ๑๐ ปีนะครับ ยังไงไม่ว่าวิกฤติใดๆ ๑๐ ปี ก็ยาวนานพอที่จะเชื่อมั้นได้ว่า ยาวนานพอที่ ผลการลงทุนที่ถ้าอาจติดลบไปบ้าง รับรองว่าได้พื้นกลับคืน แถมยังมีกำไรชนะเงินเฟ้อและดอกเบี้ยเงินฝากได้แน่ครับ

ยิ่งลงทุนก่อน ยิ่งได้เปรียบนะครับ อย่ามองว่าอายุยังน้อย ค่อยลงทุนเมื่อมีอายุมากขึ้นก็ได้ ไม่เชื่อลองอ่านหนังสือหลายเล่มเขาแนะนำไว้ เอาง่ายๆเลยก็เล่มนี้ครับ ออมก่อนรวยกว่า แต่งโดย คุณนวพร เรืองสกุล (อดีตเลขาธิการ กบข.) เล่มนี้สอนอะไรหลายๆอย่าง และยกตัวอย่างให้เข้าใจได้ง่ายๆ ถ้าจำไม่ผิดจะพูดถึง RMF LTF ด้วย เล่มละไม่กี่บาทเอง คุ้มสุดยอด

ยกบางหัวข้อในสารบัญมาให้ดูกัน เช่น ทำไมควรออม ออมไว้ไม่ขัดสน ออมเท่าใดเพื่อใช้สบายๆ ในอนาคต สมการเงินออม ออมก่อน รวยกว่า พลังของดอกเบี้ย ออมก่อน รวยกว่า ใช้เงินทำงาน ศัตรูของเงินออม ตราสารเพื่อการลงทุน ประกันชีวิตเพื่อประกันเงินออม สารพัดความเสี่ยง หุ้น แบ่งงานให้เป็น ตาข่ายแห่งความมั่นคงของสังคม ตลาดหลักทรัพย์ จัดสำรับการลงทุนตามวัย ตามวัยและตามใจ กรณีที่ ๑ และ  ๒ การลงทุนของกองทุนเงินออมระยะยาว เลือกนโยบายการลงทุนตามระดับความเสี่ยง โครงการลงทุนต่อเนื่องเพื่อใช้หลังเกษียณ อธิบายศัพท์ทางการเงิน เป็นต้น

ที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ถ้าไม่เกินสงครามนิวเคลียร์กันไปก่อน หรือมีภาวะวิกฤติพลังงานรุนแรงมากๆ หรือภาวะโลกร้อน โลกหนาวรุนแรง อย่างไรเสียก็แค่คุ้มแน่ๆ ที่จะลงทุนทั้งใน RMF และ LTF ยิ่งอายุน้อยยิ่งได้เปรียบครับ

อย่ารีรออีกเลย สำหรับปีนี้เหลือเพียงวันนี้ และพรุ่งนี้ รวมมีเวลาอีกสองวันเท่านั้น ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกกองใดก็ ควรจะตัดสินใจได้แล้วนะครับ จะเป็นของ SCB หรือ TMB หรือจะเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนอื่นๆ ก็ได้ตามใจท่านได้เลยครับ ขอให้ประสบความสำเร็จ ในการลงทุน..ข้าพเจ้าเอง

ระลึกถึงครบ ๓ ปี สึนามิ Tsunami ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๗

December 26, 2007

หลังจากเก็บกวาด ซากปะระหักพัง ที่เสียหายจากภัยพิบัติจากธรรมชาติ ครั้งรุนแรงที่สุดของมนุษย์ชาติ ในช่วงชีวิตของข้าพเจ้า ถ้าใครได้ไปเยือนทะเลอันดามันอีกครั้งหลังจากนั้นไม่นาน จะพบว่าทะเลอันดามัน ไม่ว่าจะไปเยือนยังหาดทรายใด หรือทะเลใด จะเป็น หาดป่าตอง หาดพีพี หมู่เกาะสุริทนร์ สิมิลัน หรือจะเป็นย่านทะเลตลอดแนว สตูล ตรังกระปี่ ภูเก็ต ชุมพร หรือจุดที่รุนแรงสุดที่พังงา เช่น เขาหลัก นั้น ท่านจะพบกับความสวยใส ของท้องฟ้า ฟ้าใสสวยสด ทะเลสีคราม หาดทรายเนียนขาว สะอาดสบายใจสบายตาเป็นที่สุด เป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง ซึ่งถ้าเราไปก่อนหน้านั้น จะเป็นสิ่งหาพบไม่ได้มานานหลายปี ท่านจะประทับใจเป็นที่สุด จนแทบจะทำให้ลืมเลือนภาพเหตุการณ์ สึนามิ ถล่ม เมื่อไม่นานก่อนหน้านั้นไปได้เลย

ต้องไม่ลืมว่า คลื่น สึนามิ ก็มีประโยชน์ บ้างเหมือนกันที่ช่วยให้ธรรมชาติดีขึ้น กวาดล้างสิ่งไม่ดีลงทะเลไป ทำให้ท้องถิ่นหลายแห่ง หวงแหนธรรมชาติมากขึ้น การอนุรักษ์ป่าชายเลน ในกาลต่อมาทำได้ผลยิ่งขึ้น คนท้องถิ่น โดยเฉพาะผู้ผ่านประสบการณ์เลวร้าย กับคลื่นยักษ์สึนามิ รักถิ่นอาศัยมากขึ้น แม้ว่าในปัจจุบันนี้เขาจะอยู่กับความหวาดกลัวและแน่นอนว่ายังไม่สามารถลืมเลือนเหตุการณ์สำคัญที่สุดในชีวิตของเขาได้ เพราะทุกชีวิต ทุกๆสิ่งที่สูญเสียไปกับเหตุการณ์ ใครไม่พบด้วยตัวเอง ย่อมไม่สามารถรับรู้ หรือเข้าใจได้ลึกซึ้งกับเหตุการณ์ได้แน่นอน

ธรรมชาตินั้นเป็นทั้งผู้สร้างและผู้ทำลาย มาช้านาน ก่อนที่จะมีมนุษย์เกิดขึ้นบนโลกนี้ด้วยซ้ำ ธรรมชาติไม่เคยทำร้าย หรือตั้งใจจะทำลายมนุษย์ มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่ทำลายธรรมชาติ ธรรมชาติเป็นผู้ให้มาเสมอ ขอให้อยู่อย่างเข้าใจธรรมชาติบ้าง ใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ อย่าไปฝืนธรรมชาติ พลังแห่งธรรม..ชาติ ไม่ว่าจะมาจาก ดิน น้ำ ลม หรือ ไฟ ถ้าสิ่งใดสิ่งหนึ่งในพลังทั้งสี่นี้ เกิดรุนแรง เกรี้ยวกราดขึ้นมา ก็ไม่มีสิ่งก่อสร้างใดๆของมนุษย์จะรับมือได้แน่นอน ยิ่งถ้าทั้งสี่จับคู่กันมาด้วยแล้วก็ ไม่ว่าจะมาสอง หรือสาม ความหายนะมาเยือนแน่นอน จงเข้าใจธรรมชาติก่อน แล้วธรรมชาติจะเข้าใจและเห็นใจเรา

      400px-The_Great_Wave_off_Kanagawa.jpg

ภาพนี้เป็นภาพ ศิลปะของศิลปินชาวญี่ปุ่น “The Great Wave at Kanagawa” (จากภาพชุดของภูเขาไฟฟูจิ) ขนาดกว้าง 10 นิ้ว ยาว 15 นิ้ว ที่เก็บรักษาอยู่ที่ Metropolitan Museum of Art, New York แม้ว่าภาพดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในการพูดถึงคลื่นสึนามิ แต่แท้จริงแล้วภาพดังกล่าวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคลื่นสึนามิแต่อย่างใดนะครับ

อยู่อย่างเข้าใจธรรมชาติที่ว่าก็เช่นดังชาวเล ชาวมอแกน แห่งหมู่เกาะสุรินทร์ ชนกลุ่มน้อย กลุ่มด้อยกลุ่มหนึ่ง ชนเผ่าแห่งทะเลที่เรามองว่าเป็น ผู้ล้าหลังแห่งโลกปัจจุบัน แต่กับเหตุการณ์ คลื่นยักษ์ซูนามิ นี้กลับไม่มีชาวมอแกน คนใดเสียชีวิตเลย แม้ว่าไม่มีชาวมอแกนคนใดเคยพบเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน แต่ทุกคน โดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ ต่างรู้วิธีเอาชีวิตรอดจากเหตุการณ์ร้ายนี้ทุกคน ประสบการณ์แห่งชนเผ่าหลายพันปี คำร้องเพลงโบราณ ทำให้ทุกคนต่างวิ่งสวนทางขึ้นที่สูง มีแต่เราเราท่านท่านผู้อยู่ในโลกปัจจุบัน เห็นน้ำลดกลับวิ่งเข้าใส่ วิ่งไปดูสิ่งที่ไม่เคยพบเคยเห็น ย่อมไม่แปลกใจที่มีผู้คนตายจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๒๖ ปี ๒๕๔๗ นี้นับแสนคน เขาว่าทั่วโลกมีถึง สองแสนสองหมื่นคน แต่ข้าพเจ้าว่ามีมากกว่านั้น อาจมากกว่าเป็นเท่า รวมแล้วอาจมากถึงครึ่งล้านคนด้วยซ้ำ

เหตุการณ์นี้ทำให้เรารู้ว่า เหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่ในทะเลแถบนี้แน่นอน ประวัติศาสตร์ที่สืบได้ล่าสุด เป็นข่าวในไทยรัฐ ไม่กี่วันนี้ บอกว่าเกิดครั้งแรกในสมัยอยุธยา อย่างไรข้าพเจ้ามั่นใจว่าไม่ใช่ครั้งแรกแน่นอน ประสบการณ์ของมนุษย์มีบันทึกได้มีเพียงไม่กี่ปีนี้เอง ก่อนหน้านี้ที่ละใครบันทึก ก็ต้องสืบต่อไป

              Tsunami knowledge_basic

วิชาประวัติศาสตร์จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง เป็นวิชาหนึ่งที่ข้าพเจ้าชอบ ใครที่บอกว่าทะเลอันดามันนี้ปลอดจากสึนามิก่อนหน้านี้ก็ต้องหน้าแหกไปตามๆกัน เราไม่มีทางรู้วงรอบในการเกิดเหตุการณ์ที่แน่นอนได้ ไม่มีใครทำนายล่วงหน้าได้แน่ๆ ยิ่งช่วงนี้มีตัวกระตุ้นเยอะจาก มนุษย์ ที่ว่าเป็นสัตว์ประเสริฐนี้แหละครับ ทำลายสินทรัพย์ใต้ผิวโลกมากมาย เป็นแรงกระตุ้นให้วงรอบเกิดถี่กว่าปกติ ทำลายทั้งทางตรงทางอ้อมเยอะแยะ เอาใหญ่ๆก็เช่น ดึงน้ำมันบ้าง ก๊าซบ้างออกมาใช้ ทดลองบ้าๆบอๆ เครื่องนิวเคลียร์ใต้ดินบ้าง

ฮาฮา เมื่อมีแรงกระทำก็ย่อมมีแรงต่อต้านการกระทำเกิดขึ้น เป็นหลักการง่ายๆทางฟิสิกซ์ ซึ่งมันก็คือกฏธรรมชาติ กฏหนึ่งที่เราค้นพบนั่นเอง พระพุทธเจ้า พระองค์ท่านยังเคยตรัสไว้ว่า ความรู้ต่างๆที่ท่านพบนั้นเป็นธรรมชาติมีมาก่อนท่านตรัสรู้ นานแสนนาน ความรู้เหล่านั้นเปรียบได้ดังใบไม้ทั้งป่า แต่สิ่งที่ทรงสอน ทรงแนะนำนั้น มีเพียงใบไม้หนึ่งกำมือ เองนะครับ ท่านอยากได้ใบไม้กองไหน กำไหน ความรู้ยังมีอีกเยอะ ก็เชิญเลือกกันได้เลยครับ ข้าพเจ้ายิ่งรู้มากยิ่งพบว่าตัวเองยิ่งโง่ ก็ยังมีเรื่องที่เราไม่รู้อีกเยอะแยะ ท่านๆคิดเหมือนกันหรือไม่ครับ มาลองศึกษาความรู้หนึ่งกำมือของพระพุทธเจ้าบ้างจะเป็นไรไป

                Tsunami_47_country

มาว่าเรื่องคนตายต่อเฉพาะของประเทศไทย จำนวนผู้ตาย สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับสึนามิ วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘

จำนวนผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และสูญหาย (ข้อมูลถึงวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘)

  • จำนวนผู้เสียชีวิต รวม 5,395 คน (แยกเป็นคนไทย 1,899 คน คนต่างประเทศ 1,953 คน ไม่สามารถระบุได้ ว่าเป็นคนไทยหรือคนต่างประเทศ 1,543 คน)บาดเจ็บ รวม 8,457 คน (แยกเป็นคนไทย 6,065 คน คนต่างประเทศ 2,392 คน) รับแจ้งสูญหาย รวม 2,995 คน (แยกเป็นคนไทย 2,036 คน คนต่างประเทศ 959 คน) (ได้ผ่านการตรวจสอบ ครั้งที่ 35 ณ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2548 โดยตัดรายชื่อแจ้งซ้ำ/กลับภูมิลำเนาเดิม/บาดเจ็บ/เสียชีวิต/พบตัวแล้ว

ข้าพเจ้าว่าตัวเลขที่รายงานผล น้อยกว่าที่เหตุการณ์จริงเยอะครับ รับประกันจากผู้ที่ลงไปอยู่ในพื้นที่หลังเหตุการณ์ เฉพาะที่ตายในประเทศไทยต้องเป็นหลักหมื่นแน่นอน ไม่นับที่ตายในค่ายทหารแห่งหนึ่งที่ติดชายทะเลอันตามันที่ตายอีกเยอะแยะด้วย ที่สูญหายก็อีกมาก ประเทศอื่นๆก็มีคงมีวิธีการรายผลเช่นเดียวกันกับไทยนี้แหละ ส่วนผู้ได้รับผลกระทบก็ยังมีปัญหาต่างๆ มากมายจนถึงทุกวันนี้ แม้ในวันหลังเกิดเหตุจะมีผู้บริจาค หรือเข้าไปช่วยเหลือนับไม่ถ้วน แต่ผลกระทบก็ยังมีอยู่ ไม่กี่วันก่อนดูรายการของ ตาสว่าง สัญญา เขาทำเรื่อง สึนามิ ทำให้ตาสว่างขึ้นอีกเยอะ ลองไปหาดูนะครับ ผลกระทบมันเยอะกว่าที่เรารับรู้

บุญใดๆที่ข้าพเจ้าเคยทำในอดีตชาติก็ตาม ทั้งหมดทั้งปวงจนถึงปัจจุบันเดี่ยวนี้ จงถึงแก่สิ่งมีชีวิตที่เสียชีวิตทั้งหมด และไปถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ และเหล่าเทวาผู้ปกปักรักษาด้วยครับ

Tsunami  สึนามิ (การออกเสียงในภาษาญี่ปุ่นคือ /tsunami/ สึนะมิ ซึ่งต่างกันเล็กน้อยกับการออกเสียงในภาษาอังกฤษว่า ซูนามิ หรือ (ทซู)นามิ (ท ควบ ซ ในเสียงญี่ปุ่น) เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ในลักษณะของระลอกคลื่น ที่เกิดขึ้นจากการที่น้ำในทะเลสาบหรือในท้องมหาสมุทรจำนวนมหาศาล เกิดการเคลื่อนย้ายถ่ายเทจากบริเวณหนึ่งสู่อีกบริเวณหนึ่งอย่างรวดเร็ว อันเนื่องมาจากการเกิดแผ่นดินไหว แผ่นดินเคลื่อนตัว ภูเขาไฟระเบิด หรือจากวัตถุนอกโลก เช่น ดาวหาง หรืออุกกาบาต ตกสู่พื้นทะเลหรือมหาสมุทรบนผิวโลก คลื่นสึนามิที่เกิดขึ้นนี้จะถาโถมเข้าสู่พื้นที่ชายฝั่งทะเลด้วยความรวดเร็วและรุนแรง สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินที่อยู่อาศัยที่พังพินาศไป พร้อม ๆ กับมนุษย์จำนวนมากมายที่อาจได้รับบาดเจ็บและล้มตายไปด้วยฤทธิ์ของมหาพิบัติภัยที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน

คำว่า “สึนามิ” มาจากภาษาญี่ปุ่นมีความหมายว่า “ท่าเรือ” (สึ) และ “คลื่น” (นะมิ) ศัพท์คำนี้บัญญัติขึ้นโดยชาวประมงญี่ปุ่น ผู้ซึ่งแล่นเรือกลับเข้าฝั่งมายังท่าเรือ และพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยรายล้อมอยู่รอบท่าเรือนั้นถูกทำลายพังพินาศไปจนหมดสิ้น โดยในระหว่างที่เขาลอยเรืออยู่กลางทะเลกว้างนั้นไม่ได้รู้สึกหรือสังเกตพบความผิดปกติของคลื่นดังกล่าวเลย ทั้งนี้เนื่องจากคลื่นสึนามิไม่ใช่ปรากฏการณ์ระดับผิวน้ำในเขตน้ำลึก เพราะคลื่นที่เกิดขึ้นจะมีขนาดของคลื่น (แอมพลิจูด) ขนาดเล็กมากเมื่ออยู่ในพื้นน้ำนอกชายฝั่ง ในขณะเดียวกันก็มีความยาวคลื่น ที่ยาวมาก (ปกติจะมีความยาวหลายร้อยกิโลเมตร) ทำให้คลื่นสึนามิที่เกิดขึ้นไม่สามารถสังเกตเห็นได้ขณะที่ลอยเรืออยู่บนผิวน้ำกลางทะเลลึก เนื่องจากคลื่นที่เกิดขึ้นจะเห็นเป็นเพียงแค่เนินต่ำ ๆ ตะคุ่ม ๆ อยู่ใต้น้ำเท่านั้น

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) มีข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับสึนามิ ของไทย มากมาย ลำดับเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิเมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๗

                Tsunami_ring_of_fire

จวบจนวันตาย ไม่ว่ากี่รุ่นต่อกี่รุ่น ถ้าเรายังอยู่ในดินแดนนี้ เราก็ยังอยู่ในวงแหวนแห่งไฟนี้แหละครับ อยู่ในเขตรอยเลื่อนของทวีปอยู่เสมอ ดังนั้นจงระตัวไม่ให้ดี ระบบป้องกันดีที่สุด หรือระวังตัวตนเอง เพราะระบบป้องกันที่มนุษย์สร้างมานั้น ไม่สามารถรับประกัน ว่าจะทำนานเหตุการณ์ได้ถูกต้องเสมอไปหรอกนะครับ

ดังนั้นจงอย่าแปลกใจที่เมื่อก่อน จะมีคำพูดว่า ที่ดินชายทะเล นี้เขาจะยกให้เหล่าบรรดาลูกๆ ที่พ่อ แม่ รักน้อยกว่า ลูกรักคนอื่นๆ ที่พ่อแม่จะยกที่บนภูเขาให้ ไม่ใช่เรื่องแปลกใจเลยใช่มั้ยครับ ว่าเรื่องนี้จะมีมูลความจริง เมื่อผ่านเหตุการณ์สึนามิมาแล้ว และจงอย่าแปลกใจโดยเฉพาะที่ดินริมฝั่งอันดามัน จะไม่มีผู้คนอยู่อาศัย หรือมีอยู่น้อยมานาน แสนนาน จนมาบูมเมื่อไม่นานมานี้ จงอย่าแปลกใจที่เห็นซากโบราณสถานซึ่งอยู่ให้เห็น เหลือเพียงไม่กี่แห่งให้ศึกษา เพราะคลื่นคงกวาดลงทะเลไปไม่รู้กี่ครั้งกี่ครา จะมีเหลือบ้างก็ตาม แหล่งโบราณคดีที่ เกาะพระทอง เกาะคอเขา ในอ่าวพังงา ซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่

คลื่นสึนามินี้รุนแรงมากๆนะครับ แค่ฟังปากต่อปาก ได้ยินได้ดูมาในทีวี คุณยังรู้สึกกลัวเลย แล้วไม่คิดบ้างว่าคนที่ประสบเหตุเขาจะกลัว เกรง กังวล ต้องหนีทุกครั้งที่เสียงเตือน หรือมีข่าวมาว่าจะมีสึนามิ เป็นข้าพถ้ารอดมาได้แล้วต้องอยู่ต่อละแวกนั้นก็คงประสาทเสียแน่ๆ ต้องอยู่กับความกังวลใจอยู่ตลอด จะไปที่อื่นก็ไม่มีที่จะไป ก็ต้องอยู่กันต่อไป แม้คุณได้ลงไปเห็นด้วยตาตนเอง ยังแทบไม่เชื่อสายตาตนเองเลยว่าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้อย่าง เพราะจุดที่เกิดเหตุ คนตายเยอะบางจุดห่างจากทะเล ไม่น้อยกว่า ๑๐ กิโลเมตรนะครับ ถ้าคุณดูในแผนที่จะเห็นว่า สึนามิในไทยนี้ถือว่าโชคยังดีนะครับ ที่ในแนวที่เกิดเหตุ มีภูเขาขวางแนวอยู่ด้วย ถ้าไม่มีน้ำก็คงไปได้ไกลกว่านี้อีกมาก และความสูญเสียก็ยิ่งมากกว่านี้เหลือคณานับ

ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ในภูเก็ต กระบี่ อย่าง พีพี หรือแนวหาดพังงาในปัจจุบัน ที่ประสบภัยในเหตุการณ์ไม่ว่า เป็น บ้านบางม่วง บ้านบางเนียง บ้านคึกคัก บ้านน้ำเค็ม แหลมปะการัง หรือที่โด่งดังมากๆอย่าง เขาหลัก ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญและผู้คนอาศัยอยู่เยอะ จะมีคนตายเยอะมากๆ ไม่เหมือนอำเภอติดทะเลจาก ตรัง ชุมพร หรือ สตูล โชคดีที่คลื่นมาไม่แรงมาก รวมทั้งมีป่าชานเลนเยอะกว่า เพราะการท่องเที่ยวยังโตน้อยกว่าแถบอื่นๆ แถมยังมีคนอาศัยอยู่รอมฝั่งน้อย จึงมีคนตายน้อยกว่ามากนัก

คิดดูสิครับว่า ทะเลแถบนี้เมื่อก่อนไม่ค่อยมีใครอยากไปอยู่ได้อย่างไร เพราะทรัพยากรชายฝั่งทางนี้สมบูรณ์มากๆ ทำไมยังไม่ค่อยมีใครอยากไปอยู่ ถ้ามันไม่มีประวัติศาสตร์บางอย่าง อย่างสึนามิ ยกตัวอย่างเล่นๆ อ.สิเกา ซึ่งเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดตรัง มีพื้นที่ติดทะเลมากมายมี หาดสวยๆเยอะ ทั้งหาดและเกาะต่างๆ เช่นหาดปากเม็ง หาดสำราญ หาดเจ้าไหม เกาะกระดาน เกาะลิบง ทะเลแถบนี้ ก็สมบูรณ์มาก ถึงปัจจุบันก็ยังพอมีดีอยู่ ยังมีสัตว์สงวนอย่างปลาพยูนให้ได้ดูกัน มีประการังสวยงาม เป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นเอก ตอนนี้ก็เป็นอุทยานแห่งชาติด้วยซ้ำ เมื่อก่อนคงลำบากมากที่คนจะไปอยู่อาศัย มีเรื่องเล่าเล่นๆ ปากต่อปาก ว่าชื่ออำเภอมาจากภาษาจีน ที่แปลว่า แถบนี้ขนาดหมายังตาย คิดดูแล้วคนจะอยู่ได้อย่างไร

ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งที่ลงไปพังงา ร่วมช่วยได้บ้างไม่ได้บ้าง ในเหตุการณ์หลังวันเกิดเหตุอยู่หลายวัน คิดถึงเมื่อไหร่ ก็ระลึกถึงได้เสมอ สรุปได้สั้นๆ ว่า ความไม่แน่นอน คือสิ่งที่แน่นอน อย่าหลงอยู่ในอารมณ์อกุศลกันมากนัก ชีวิตนี้น้อยนัก นานกี่ปี ไม่มีวันลืม… สึนามิ  เช่นกัน..ข้าพเจ้าเอง

Merry X-Mas 25/12/2007

December 25, 2007

Merry X’mas คำว่า Merry หมายถึง ร่าเริง,เบิกบานใจ,ครึกครึ้น,รื่นเริง,สนุกสนาน,ซึ่งทำให้เกิดความสุข,เพลิดเพลิน,บันเทิงใจ. -ในภาษาอังกฤษโบราณแปลว่า “สันติสุขและความสงบทางใจ” ดังนั้นวันนี้ ก็ขออวยพรทุกๆท่านเนื่องในวัน คริสต์มาส ไม่ว่าท่านจะนับถือศาสนาคริสต์ นิกายใด หรือจะเป็นศาสนาอื่นๆใด ก็ขอให้ท่านสุขสมหวัง ทุกประการนะครับ สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ทั้งกายและใจ ขอให้ความสันติสุขและความสงบทางใจ ในทุกๆลมหายใจ เข้า ออก จงมีแต่ท่านทั้งหลาย ในเร็ววัน

ข้าพเจ้าเชื่อว่าศาสนาทุกศาสนา ศาสดาทุกพระองค์ ต่างสอนให้คนเป็นคนดี ประพฤติในศีล ในธรรม ของแต่ละศาสนา ซึ่งย่อมเป็นสิ่งดีๆ ทั้งสิ้น คนรุ่นหลังต่างหากที่ทำให้แต่ละศาสนา เปลี่ยนไป แปลกไปจากเดิม

วันนี้ตลาดหุ้นไทย ขึ้นกระฉูดแย่งกันซื้อ ข้าพเจ้าก็ดูไปตามธรรมดา ไม่ได้ซื้อได้ขายใด ตลาดหุ้นมันก็มีขึ้นมีลง เป็นไปของมันอย่างนี้เอง วันนี้ผู้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ก็คงมีความสุขเป็นพิเศษ อันเนื่องมาจากวันคริสต์มาสนี้เหมือนกันครับ เพราะการเมืองก็ยังเหมือนเดิม ก็แค่เลือกตั้งเสร็จ ยังจัดทีมมาให้ดูหน้าตาไม่ได้เลย จะว่าเกี่ยวกับเลือกตั้งก็คงไม่ได้เต็มปาก..

ช่างมันเถอะ วันนี้มีรูปที่ข้าพเจ้าชอบ ที่แฟนถ่าย (ก่อนหน้านี้ในข้อเขียนอื่นๆก็ชอบนะครับ แต่ search มาจากของคนอื่นครับ ขอขอบคุณท่านทั้งหลายมานะที่นี้ และขอให้พรทั้งหลายที่ดีๆ ไปถึงเขาเหล่านั้นด้วยครับ) ส่งมาแนบพร้อมคำอวยพรที่ให้ ไว้ดูด้วยกันนะครับ ขอให้ทุกท่านร่าเริง สดใส เบิกบาน ไร้โรคภัย เช่นดังแกะในรูปทุกๆคนนะครับ

      copywriter_merryxmas

แกะร่าเริงดี ครึกครื้นดีนะครับ ดูเมื่อไหร่ก็ยิ้มออก ให้ทายครับว่าถ่ายมาจากที่ใด ถ่ายมาตอนไปเที่ยวด้วยกัน กับแฟนและแม่มาไม่นานนี้เอง เป็นสถานที่เที่ยวที่ประทับใจมากทั้งบรรยากาศและการให้บริการ ถือว่าดีมาก ทั้งที่รู้อยู่ก่อนไปแล้วเขาบริการดีมาก เขายังทำได้ดีมากกว่าที่คาดไว้อีก ไว้รอให้มีคนมาทายก่อน (ว่าแต่…จะมีคนมาทายหรือเปล่า หุหุ) แล้วจะมาเฉลยนะครับ..ข้าพเจ้าเอง 

RMF หรือ LTF จะเลือกตัวใด

December 24, 2007

นับถึงตอนนี้ ก็เหลือเพียงสัปดาห์สุดท้ายของปีแล้วนะครับ ใครที่ยังสามารถซื้อกองทุนทั้งสอง เพื่อไปช่วยลดภาษีและเพิ่มเงินออมให้ตัวเอง ก็ต้องรีบแล้วละครับ แต่ก็ยังมีหลายคนยังเลือกไม่ได้ว่าจะเลือกซื้อกองทุน RMF หรือ จะเป็น LTF ดี ยังเลือกไม่ถูก แล้วในแต่ละประเภทก็มีให้เลือกอีกตั้งหลายประเภท ยิ่งทำให้รู้สึกว่าเลือกยาก สำหรับผู้ไม่เคยซื้อกองทุนรวมมาก่อนด้วยยิ่งกลัวไปกันใหญ่ กลัวว่าจะขาดทุนหรือเปล่า จะคุ้มหรือไม่

ถ้าไม่อยากอ่านบทความคนที่ไม่รู้จักกันเช่นข้าพเจ้า ก็ตามไปอ่านหนังสือที่มีเนื้อหาดีๆ เกี่ยวกับการลงทุน เรื่องกองทุน และเรื่องออมเงินอื่นๆ ที่เขาให้ download เป็น pdf files มาอ่านได้ ฟรี ตาม link นี้ไปเลยครับ ของสมาคมบริษัทจัดการกองทุน หรือ ของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไทย  หนังสืออาจมีซ้ำกันบ้างนะครับ อย่าแปลกใจ เขาร่วมมือกัน

      002_1   map  001_1  004  002

สำหรับผู้ที่จะอ่าน..ของข้าพเจ้าซึ่งคิดเองบ้าง รวบรวมมาบ้างก็ตามไปด้านล่างครับ

RMF (Retirement Mutual Fund) หรือเรียกว่า “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” เป็นกองทุนรวมประเภทหนึ่ง มีวัตถุประสงค์พิเศษแตกต่างจากกองทุนรวมทั่วไป คือ RMF เป็นเครื่องมือหนึ่งในการสะสมเงินไว้ใช้ในวัยเกษียณ ที่รัฐบาลให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ลงทุนเพื่อเป็นแรงจูงใจ ดังนั้น RMF จึงเหมาะกับคนทุกกลุ่มที่ต้องการออมเงินเพื่อวัยเกษียณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่ยังไม่มีสวัสดิการออมเงินเพื่อวัยเกษียณ จำพวก กองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่างๆ ทั้งของเอกชนและรัฐวิสาหกิจ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) หรือ Goverment Pension Fund ซึ่งก็คือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ของข้าราชการนั้นเอง หรืออาจจะมีสวัสดิการดังกล่าวอยู่แล้ว แต่ยังมีกำลังออมเพิ่มและต้องการมาช่วยลดภาษี

นโยบายการลงทุนของกองทุน RMF ต่างๆ ก็มีให้เลือกหลากหลายเหมือนกองทุนรวมทั่วไป ตั้งแต่กองทุนที่มีระดับความเสี่ยงต่ำ ซึ่งลงทุนในตราสารหนี้ เช่น พันธบัตร หุ้นกู้ ต่างๆ ที่เรียกเทห์ว่า Fixed Income Fund ส่วนกองทุนรวมผสม หรือพวกยืดหยุ่น จำพวก Flexible Fund ต่างๆ เป็นกองทุนที่มีระดับความเสี่ยงปานกลาง ส่วนใหญ่เป็นพวกลูกผสมระหว่างการลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน และที่เสี่ยงสูงหน่อยก็คือ Equity Fund ที่มีระดับความเสี่ยงสูง เน้นลงทุนในตราสารทุน เช่น หุ้นสามัญ ในตลาดหุ้น ใบสำคัญแสดงสิทธิการซื้อหุ้น (warrant) หรือในตลาดล่วงหน้าต่างๆ จำพวก Future market ซื้อ Option ต่างๆ เป็นต้น

                            mf

ส่วนคำถาม คำตอบ ส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับ RMF ก็มีมากมาย ตาม site บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ต่างๆก็มี เช่นของ scbam ก็ดีตาม link นี้ไปได้เลยครับ มีความรู้ให้อ่านและมีเครื่องมือตัวช่วยคำนวณให้เยอะ ของบริษัทอื่นๆ เขาก็มีเหมือนกันนะครับ และข้าพเจ้าขอแนะนำอีกแหล่งความรู้สำคัญ คือของ กลต. ตามนี้ไปได้เลยครับ หรือจะไปที่ เรื่องการวางแผนทางเงิน ก่อนก็ได้ ซึ่งมีหัวข้อดีๆให้ไปดู เช่น แผนที่การลงทุน ที่พูดถึง การวางเป้าหมายและสำรวจฐานะ และรู้จักกติกาการลงทุน เป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาดที่จะเข้าไปอ่านครับ และที่สำคัญอีกเรื่องคือ การวางแผนเพื่อวัยเกษียณ และ ความรู้อื่นๆเรื่องการลงทุน ซึ่งมีตั้งแต่ระดับเริ่มต้น

ข้อแตกต่างของ RMF จากกองทุนรวมทั่ว ๆไป เช่น ต้นลงทุนครบตามเงื่อนไข จึงจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ถ้าขายก่อนกำหนดก็ไม่ได้สิทธิ ต้องคืนภาษี ซึ่งตอนนี้รัฐบาลแก้ไขกฏหมายปิดช่องโหว่ง เรื่องที่ต้องถือเกิน ๕ ปี และต้องมีอายุมากกว่า ๕๕ ปีแล้ว ดังนั้นต้องทำตามกฏจึงได้ได้สิทธิ และไม่สามารถโอน จำนำ หรือนำหน่วยลงทุนไปเป็นหลักประกันได้ แต่สามารถย้ายออกทุนต่างๆสลับระหว่างกองทุน RMF ด้วยกันได้ ข้ามบริษัทก็ได้ และทุกกองทุนจะเป็นกองทุนที่ไม่มีการจ่ายเงินปันผล เพราะต้องการให้ใช้เงินตอนเกษียณไงครับ สะสมเงินไว้ใช้ในยามที่ตนเองเกษียณอายุจากการทำงาน เพื่อที่จะสามารถเลี้ยงตนเองได้ในอนาคต ซึ่งสามารถซื้อขายหน่วยลงทุนได้ทุกวันทำการไม่จำกัดจำนวนครั้ง นะครับ

                          scbam ltf

กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund : LTF) เป็นเครื่องมือการลงทุนพิเศษอีกชนิดที่แตกต่างจากกองทุนรวมทั่วไป ก็คือ เงินลงทุนในกองทุนรวมสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้เช่นกองทุน RMF ถือเป็นสิทธิประโยชน์พิเศษที่ผู้ลงทุนจะได้รับนอกเหนือจากผลตอบแทนจากการลงทุน 

LTF เป็นกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ที่จะเน้นการลงทุนในหุ้น ย้ำอีกครั้ง ลงทุนในหุ้น นะครับ และสามารถจ่ายเงินปันผลได้ไม่เกิน 30% ของกำไรสะสม รวมทั้งเปิดให้มีการซื้อได้ตลอด และขายได้ปีละ 2 ครั้งตามช่วงเวลาที่แต่ละกองทุนกำหนด ซึ่งทางการสนับสนุนให้มีกองทุนประเภทนี้ก็เพราะ ต้องการเพิ่มสัดส่วนผู้ลงทุนแบบกองทุนรวมที่จะลงทุนระยะยาวในตลาดหลักทรัพย์ให้มากขึ้น ซึ่งการเพิ่มขึ้นดังกล่าวจะช่วยให้ตลาดทุนไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น

กองทุน LTF ต่างๆมีนโยบายการลงทุนแบบเดียว คือ การลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๖๕% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน โดยแต่ละกอง LTF จะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันบ้าง เช่น บางกองเน้นการลงทุนในหุ้นของกลุ่ม SET50 หรือบางกองเน้นหุ้นในตลาด MAI หรือบางกองเน้นบางกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งแล้วแต่ที่บริษัทจัดการเห็นควรก็ได้ ขึ้นอยู่กับรายละเอียดในนโยบายการลงทุนของกองทุน LTF นั้นๆ ซึ่งผลตอบแทนที่ได้ทั้งกองทุน RMF และ LTF ก็จะแตกต่างกันออกไปตามความเสี่ยงตามนโยบายการลงทุน
 

ซึ่ง LTF เป็นการลงทุนที่ช่วยลดหย่อนภาษี สิทธิประโยชน์ที่ไม่ควรมองข้าม  จุดเด่นหลักๆ ก็คือ ลดหย่อนภาษีเพิ่มอีก ๓๐๐,๐๐๐ บาทต่อปีแม้ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก RMF หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ครบ ๓๐๐,๐๐๐ บาทแล้ว และยังได้โอกาสรับผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้น โดยถือครองหน่วยลงทุนเพียง ๕ ปี ก็ถูกต้องตามกฏ โดยนับระยะเวลาลงทุนแบบปีปฏิทิน ไม่จำเป็นต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี ตามเงื่อนไขนะครับ ดังนั้นจึงเหมาะกับผู้ที่ใช้สิทธิประโยชน์ลดหย่อนทางภาษีเพิ่มเติมจากการลงทุนในกองทุน RMF หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือผู้ที่มีฐานภาษีสูง และที่สำคัญคือ เป็นผู้ที่สนใจลงทุนในตลาดหุ้น นะครับ
 

           ltf_5years

เงื่อนไขหลักก็คือการลงทุน ต้องถือครองหน่วยลงทุน ๕ ปี  นับระยะเวลาการลงทุน แบบปีปฏิทิน ซึ่งที่จริงๆเราถือเพียง ๓ ปี บวกอีกไม่กี่วันก็ได้ ถ้าคุณซื้อปลายเดือนธันวาคม และมาขายตอนต้นเดือนมกราคม นับไปอีก ๕ ปีปฏิทิน (ถ้ากองทุนนั้นอนุญาติให้ขายเดือนมกราคมได้นะครับ) และระหว่างทางเรายังสามารถสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนได้ ภายใต้กองทุนประเภทเดียวกัน โดยไม่ถือเป็นการขายคืนได้ด้วย และผู้ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ก็คือ บุคคลธรรมดาเท่านั้น เราๆท่านๆ จึงมีสิทธิทุกคน

และถ้าจำเป็น ในส่วนกรณีขายคืนกองทุนก่อนครบ ๕ ปี จะต้องเสียภาษีส่วนเกินทุน (Capital Gain) และคืนภาษีที่ได้รับลดหย่อน เฉพาะส่วนที่ขายคืนก่อนครบ ๕ ปี พร้อมเงินเพิ่มตามเงื่อนไขกำหนด และในการขายคืนจะดำเนินการโดยใช้หลักเกณฑ์เข้าก่อนออกก่อน (FIFO) ตรงนี้ต้องระวังมากๆ สำหรับคนที่ชอบสับเปลี่ยนกองทุน

ส่วนเรื่องสรุป คำคัญต่างๆ link นี้ไปก็เข้าใจได้ง่ายดีครับ
 9 คำถามจำให้แม่น กับ RMF และ LTF ถาม-ตอบเกี่ยวกับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ว่ามีความหมายอย่างไร รวมถึงข้อแตกต่างของทั้งสองกองทุนว่าแตกต่างอย่างไร มีนโยบายการลงทุนแบบไหน เหมาะกับใครบ้าง รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ควรรู้. 

ถ้าอ่านมาทั้งหมดแล้วก็ จะเห็นว่า RMF ก็เยี่ยม LTF ก็ดี สรุปก็คือ ลงทุนมันทั้งสองแบบ นั้นแหละครับ เพราะมันถูกออกแบบให้เหมาะสมแตกต่างๆกัน วัตถุประสงค์ก็แตกต่างๆ กัน แต่ถ้าต้องการเลือกประเภทใดประเภทหนึ่ง ข้าพเจ้าของแนะนำว่า ถ้าใครยังที่ทำงานบริษัทแล้ว เขาไม่มี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และท่านที่ทำงานอิสระทั้งหลาย ให้ลงทุนแบบ RMF ก็พอ ส่วนถ้ามีเงินเหลือก็ลงทุน LTF ไปด้วยก็เยี่ยม

และส่วนใหญ่ที่ข้าพเจ้าเห็นมา สำหรับคนมีเงินทั้งหลายโดยเฉพาะผู้ที่เสียภาษีในอัตราสูงๆ เช่น ๓๐% หรือ ๓๗% ข้าพเจ้าเห็นเขาซื้อกับเต็มโควต้า ตามกฏหมายกำหนดทุกคนครับ จะไปหาผลตอบแทนที่ไหนได้ดีกว่า RMF และ LTF ไม่มีอีกแล้วครับ เพราะได้กำไร ตั้งแต่ตอนซื้อแล้วครับ ตามอัตราภาษีที่ต้องเสีย ดังนั้นใครที่ต้องเสียภาษี ไม่ว่าจะอัตราใดก็ซื้อเถอะครับ ไม่ผิดหวังแน่ๆ เพราะระยะยาว ยาว ยาว (อย่าไปสนใจตลาดหุ้นรายวันมันก็มีขึ้นๆ ลงๆ เป็นธรรมดา) ไม่มีการลงทุนใดที่ชนะเงินเฟ้อได้ดีเท่าการการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แล้วครับ แม้ว่าเราจะลงทุนทางอ้อม ผ่านกองทุนรวมก็ตาม

ที่สำคัญที่สุดคือ ภาษี น่ากลัวกว่าความตาย เพราะคนตายแล้วยังต้องเสียภาษีนะครับ เราจึงเห็น มีคนหาทาง หลบเลี่ยงกันอย่างที่เห็นตัวอย่างที่ดังๆในจอทีวี ก็มีมากมายนะครับ คนรวย คนดัง คนนั้นแหละ นึกออกไหมครับ ว่าใคร..ดังนั้น การวางแผนภาษีที่ดีจึงสำคัญมากๆ ว่างไว้มาว่ากันเรื่องนี้โดยเฉพาะ

การลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรศึกษาหนังสือชี้ชวนและคู่มือภาษีเกี่ยวกับการลงทุนในกองทุนก่อนการตัดสินใจลงทุนนะครับ ..ข้าพเจ้าเอง

ประชาธิปัตย์ หรือ พลังประชาชน ใครก็ไม่สำคัญ

December 23, 2007

                       200px-KingRama7

หลังจาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกฯ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ หลังจากรัฐธรรมนูญฉบับแรกตอนนี้ผ่านมา ๗๕ ปี เรามีรัฐธรรมนูญมาแล้ว ฉบับปี ๕๐ นี้ก็ฉบับที่ ๑๗ แล้วนะครับ การเลือกตั้งก็มีมา ๒๔ ครั้งแล้ว ไปดู ประวัติการเลือกตั้ง และ ประวัติรัฐธรรมนูญ กันได้ตาม link ไปนะครับ ถ้าอย่างได้ครบๆ คงต้องไปซื้อประวัติรัฐธรรมนูญไทย แต่งโดย อ.คณิน บุญสุวรรณ มาอ่าน แต่มีข้อมูลถึงฉบับที่ ๑๖ เท่านั้นนะครับ 

เดิมทีทรงมีพระราชปรารภจะพระราชทานรัฐธรรมนูญในโอกาสกรุงเทพฯ มีอายุครบ ๑๕๐ปี ในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ แต่ก็มีเหตุที่ยังไม่อาจทำได้ในระยะนั้น ซึ่งเป็นช่วงที่มีคณะบุคคลคณะหนึ่งถือ โอกาสยึดอำนาจการปกครอง ขอเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ การกระทำดังกล่าวเป็น พระราชประสงค์ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งพระราชหฤทัยไว้แต่แรกแล้ว จึงทรงพระราชทานอำนาจและยินยอมให้ปกครองแบบประชาธิปไตย นับเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองชาติเดียวในโลกที่เลือดไม่นองแผ่นดิน ทรงยินยอมสละพระราชอำนาจ เป็นพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้กฎหมาย

ในหลวง ร.๗ พระองค์ทรงเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของอาณาประชาราษฎร์ ไม่อยากให้เสียเลือดเนื้อ รวมทั้งความเสียหายแก่บ้านเมือง และเนื่องจากพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว จึงไม่ทรงขัดความปรารถนาของคณะราษฎรที่ได้กราบบังคมทูลเชิญเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ และในวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๕ ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ณ พระที่นังอนันตสมาคม

           a1

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม สำหรับพระราชทานให้ใช้เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตย ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๕

ซึ่งมีพระราชดำรัสในวันพระราชทานรัฐธรรมนูญดังนี้

“ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร”

หลังจากวันนั้นส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นประชาธิปไตย โดยผู้ที่เปลี่ยนแปลงการปกครองในครั้งนั้นคือ คณะราษฎร นั้นเอง

วันนี้ วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ วันเลือกตั้งครั้งที่ ๒๕ ของประเทศไทย กับรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๗ ในวันนี้พรรคเด่นสองพรรค คือ ประชาธิปัตย์ และ พลังประชาชน ใครจะชนะก็ไม่สำคัญ เพราะวันนี้เราจะไม่พูดเรื่องผลการเลือกตั้ง ในวันนี้ที่ ณ เวลาที่เขียนประมาณ ๒๐.๓๐ ขณะนี้ นับไปประมาณ ๕๐% กว่าแล้ว คะแนนพลังประชาชนได้ทั้งแบ่งเขตและภาค ได้ ๑๙๗ เสียง ประชาธิปัตย์ได้ ๑๒๗ เสียง พลังประชาชน ชนะอยู่นิดหน่อย ได้สิทธิในการจัดสูตรรัฐบาลก่อน จะออกมายังไงก็ยังไม่รู้

“เสียงอันแท้จริงของประชาราฎร” จะออกมายังไง ก็ถือว่าเป็นอย่างนั้น ช่วยไม่ได้จริง ถือว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศคิดเห็นอย่างนั้น เป็นแบบนั้น เหอ! ใครไม่ออกมาเลือกตั้ง ข้าพเจ้าถือว่าท่านไม่รักชาติ การเมืองเป็นเรื่องของประเทศชาติ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว และการเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่ท่านคิด มาก ฉะนั้นจงติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิด โปรดอย่างกระพริบตา นักเมือง นักเลือกตั้ง คนดีมีอยู่ คนไม่ดีมีอยู่ โปรดให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง เช่นดัง พระราชดำรัชในหลวง รัชกาลที่ ๙ ตรัสบอกไว้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระบรมราโชวาทในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ ๖ ณ จังหวัดชลบุรี เมื่อปี ๒๕๑๑ ความว่า “…ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้…”

ผลจะออกมายังไงก็ช่างมันเถอะ มาดูส่วนที่สำคัญที่เราจะพูดถึงดีกว่า ว่าใครจะจะจัดตั้งรัฐบาลได้ จะมีขั้วทางการเมืองหรือไม่ หรือจะผสมกันได้ทั้งหมด พรรคที่ได้อับดับหนึ่งจะจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ จะผสมกันกี่พรรค ก็ยังตอบไม่ได้ แล้วถ้าพลังประชาชน ชนะจริง สมัคร จะได้นายกหรือไม่ ก็ยังไม่แน่ สรุปคือใครจะมาเป็น นายก อันนี้สำคัญกว่ามาก แล้วจะคุมเสียงในสภาได้หรือไม่ต่างหาก คือจุดสำคัญ ว่าจะโหวตให้ใคร ข้าพเจ้าว่าให้รู้ผลการเลือกตั้ง ๑๐๐% ก่อน แล้วผ่านไปอีก ๑-๒ วัน เรื่องนี้ก็ยังไม่ชัดเจน ต้องรอ กกต. แจงใบแดงอีก ซึ่งในส่วนนี้ต้องรู้ผลแน่ภายใน ๓๐ วัน เพื่อเปิดรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ

แล้วจุดที่สำคัญกว่านั้น คือ นโยบายที่จะทำ โดยดูจากวันแถลงนโยบาย ก็รู้กัน หลังจากโหวตเลือกนายกกันเรียบร้อยแล้วก็คงบวกไปอีกไม่เกิน ๓๐ วัน ตามรัฐธรรมนูญกำหนด รวมแล้วต้องรอติดตามอีกประมาณ ๒ เดือน เศรษฐกิจไทยจะไปทางทิศทางไหน ก็ยังไม่รู้ ที่สำคัญในฐานะนักลงทุน ผู้ลงทุนในตลาดหุ้นไทยคนหนึ่ง ทิศทางตลาดหู้นจะตอบรับไปทางไหนก็ยังไม่รู้ แต่ดูตอนนี้ดูเหมือนจะขึ้นไปก่อนสักสัปดาห์ แล้วคงลงต่อสักพัก

และที่ได้คาดหวังที่สุด คือสิ่งที่รัฐบาลและรัฐสภาจะทำออกมา หลังจากแถลงนโยบายเสร็จ ว่าจะออกมาอย่างไร คือ สิ่งที่ข้าพเจ้าคาดหวังที่สุด จะมีการเข้าข้างกันหรือเปล่า จะมีการล้างแค้นกันหรือไม่ การฟ้องร้องที่ทำๆกันอยู่ผลจะเป็นอย่างไร รัฐธรรมนูญจะถูกฉีกเขียนใหม่ หรือแก้ใหม่อย่างไร GDP ของประเทศจะเป็นยังไง GHP ของประชาชนจะเท่าไหร่ ได้แก้ไขสิ่งเก่าๆสิ่งไม่ดีออกไป เอาสิ่งใหม่ๆสิ่งดีๆเข้ามาได้หรือไม่ หรือจะอยู่ไปวันๆแบบเดิมๆ แบบเบื่อๆ

เศรษฐกิจประเทศไทยจะแข่งขันในเวทีโลกได้หรือไม่ ไม่ต้องแข่งกันไกลหรอก เอาแค่ในอาเซียนนี้ก็จะแข่งได้หรือเปล่า สิงค์โปร์ มาเลเซีย ก็แซงเราไปแล้ว อินโดนีเซีย เวียดนาม ก็กำลังมาแรง เป็นเรื่องที่น่ากังวล เศรษฐกิจในประเทศก็ยังไม่นิ่ง การเมืองก็ยังไม่แน่น เศรษฐกิจนอกประเทศ อย่างปัญหา Subprime ในสหรัฐก็ยังลูกผีลูกคนอยู่เลย ฮาฮา ประเทศไทย เอ๋ย เจ้าจะอยู่อย่างไร เอาพวกใกล้ๆ ไหนจะจีน ไหนจะอินเดีย ไหนจะญี่ปุ่นอีก เหอๆ!!

เอามาดูเรื่องอาเซียนหน่อย สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asian Nations) หรือ อาเซียน (ASEAN) เป็นองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มีทั้งหมด 10 ประเทศ มีสำนักงานเลขาธิการอาเซียนตั้งอยู่ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย มีเลขาธิการอาเซียนเป็นผู้บริหารสำนักงาน คนใหม่คือคนไทย ที่ชื่อว่า ดร.สุริทนร์ พิศสุวรรณ

ไหนๆแล้ว พูดถึง ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อีกคนละกัน ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง เลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ อังก์ถัด (UNCTAD) ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2548 ก่อนหน้านั้นก็เคยรับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO)

Billionaire Portfolio

December 22, 2007

I heard somewhere about portfolio of the USA millionaire and billionaire guys. Almost of them set thier asset allocation like this. Please see below.

stocks 35% ,properties 8% ,bonds 20%, funds 30% and cash 7%

The average investment return on this port around 10-15%

What do you think about that?

You see, summary they invest on the stock market 65%, directly on the stock market 35% and 30% by hedge fund around the world. There are many ways to diversify their investment portfolio, from asset class selection to investment style.

Diversification is a strategy that can be neatly summed up by the timeless adage “Don’t put all your eggs in one basket.” The strategy involves spreading your money among various investments in the hope that if one investment loses money, the other investments will more than make up for those losses.

The beginner like me , you can see more detail on this link
Beginners’ Guide to Asset Allocation, Diversification, and Rebalancing

Because achieving diversification can be so challenging. … Challenging….I like that, it’s so hard to make it done. however, i’m sure i can..some day…It’s me.

IT City ปะทะ Data IT

December 20, 2007

รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง

วันนี้มาดูงบ Data IT คู่แข่ง IT City ที่ปัจจุบันอ่อนแรงไปเยอะครับ 

เปรียบเทียบได้จากงบย่อฟรีๆ จาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า แต่ต้องเป็นสมาชิกนะครับ ลองไปสมัครตาม link ข้าพเจ้าเป็นมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้น จำปีที่สมัครไม่ได้ บอกว่าทดลองก็หลายปีแล้วนะครับ ต่อไปจะเก็บเงิน ปัจจุบันก็ยังฟรีอยู่ คาดว่าคงติดเรื่องสัญญากับ BOL

ปัจจุบันของปี ๔๙ เขาปรับปรุงไปได้แค่ ๓๔% ของ Data IT จึงมีแค่ปี ๒๕๔๘ ไว้เขา Update เสร็จจะเอามาให้ดูใหม่นะครับ ของฟรีก็เสียโอกาสอย่างนี้แหละ ข้อมูลปรับปรุงช้าไปหน่อย ของกรมฯ เขาทำงบย่อให้ดู ๓ ปี นะครับ ใครมีสัญญากับ BOL น่าจะเห็นงบปี ๔๙ ไปนานแล้วแหละครับ ข้าพเจ้าไม่มีครับ ได้แค่นี้แหละ

data_it48_1

เหอๆ วันนี้ดูของ Data IT ไปก่อนนะครับ แล้วเร็วๆนี้จะเอาของ Power Buy คู่แข่งที่เขาว่าเป็นตัวสำคัญ มาให้ดู แต่เมื่อดูงบย่อย้อนหลังแล้วยังไงข้าพเจ้าว่า IT City ก็ยังเก่งกว่าเยอะครับ แม้ว่าเขาจะพึ่งเปิดตัวชื่อใหม่อีกชื่อ ไม่รู้เปิดนานหรือยัง แต่ข้าพเจ้าว่าไม่นาน เพราะเดินห้างนี้อยู่บ่อยๆ พึ่งเห็นที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้า มาเมื่อวานนี้เอง นั้นคือร้าน Power Buy IT เน้นสินค้า IT โดยเฉพาะ จำชั้นไม่ได้แล้วครับ คุ้นๆว่าอยู่ชั้นสองนะครับ ลองไปดูสิครับ ก็เล็กๆ น่ารักดี

ของน่าสนใจเก็บไว้ก่อน..มาดูงบ Data IT กันต่อดีกว่าครับ

data_it48_2

ดูเปรียบเทียบกับของ SCIBS ก่อนออกงบ Q3 ที่ผ่านมานะครับ ซึ่งเขาทำก่อนรู้ว่าจะมีเปิดสาขาใหม่เมื่อ ปลายเดือน พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ๑ สาขา ที่อยุธยา และ ปีหน้ามีแผนจะเปิดสาขาเพิ่มอีกอย่างน้อย ๕ สาขา โดยจะเปิดใน Q1/08 อย่างน้อย ๑ สาขาที่พิษณุโลก และถ้างานทำได้ทันและเป็นไปได้จะเปิดอีกสาขาด้วย แต่ยังไม่ทราบสถานที่ อย่างที่บอกว่าแล้วในบทความก่อนหน้านี้ เรื่อง ผลจากงาน Opp Day IT Q3/07

จากที่ไปเที่ยวมา ข้าพเจ้าว่าที่เชียงใหม่ก็เหมาะดีนะครับ แม้ว่า Company Profile จะเห็นว่าที่เชียงใหม่มีอยู่ ๓ สาขาแล้วก็ตาม และเท่าที่เห็นก็มีร้านเล็กร้านน้อยอีกเยอะ ที่ IT City ยังแข่งได้ จังหวัดใหญ่ อำเภอเยอะ ประชากรมาก เฉพาะเด็กมหาวิทยาลัยก็มีเกือบ ๑๐ แห่ง ไม่นับสถาบันการศึกษาอื่นๆอีก มีศักยภาพแน่ๆ ยังมีช่องว่างอีกเยอะครับ คนลำพูนก็มาเชียงใหม่กันบ่อยๆอยู่แล้วด้วย ห่างกันแค่สามสิบกว่ากิโลเอง นักท่องเที่ยวก็เยอะแยะ ขายได้แน่ๆ ต้องดูกันต่อไปว่าผู้บริหารเขาจะทำไงต่อ

เอามาดูข้อมูลเปรียบเทียบหน่อยครับ ข้อมูลเก่าไปหน่อย Conservative หน่อยแต่ยังไหว

data_it_scibs

และนอกจากงบย่อแล้ว ข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือกรมทะเบียนการค้าเดิม ยังสามารถดูข้อมูลนิติบุคคลเรียงลำดับ ๑๐๐ อับดับแรกของประเทศได้ เรียงลำดับได้ ๓ อย่าง คือ เรียงตามกำไรสุทธิ เรียงตามสินทรัพย์ และเรียงตามรายได้ โดยมีให้ดู ๔ ประเภทคือ คือเรียงลำดับ ของ บริษัทจำกัด บริษัท มหาชน จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด และ ห้างหุ้นส่วนสามัญ แม้จะไม่ยิ่งใหญ่เท่า Fortune ๕๐๐ อย่างที่ให้ดูใน PTT ๒๐๗ Fortune global ๕๐๐,๒๐๐๗ แค่นี้ก็พอไหวนะครับ

ในการดูงบ นั้นการค้นหา ยากสักหน่อย คือต้องรู้เลขทะเบียนการค้า หรือไม่ก็ต้องเป็นคำขึ้นต้นของชื่อบริษัท หรือชื่อที่ถูกต้องทุกประการ เท่านั้น ซึ่งหายากนะครับ โดยต้องดูชื่อจากฉลากสินค้าหรือส่วนที่เขาพิมพ์ชื่อเจ้าของเอาไว้นะครับ อย่าดูจากตราสินค้า เช่น ไทยรัฐ อย่าไปหาเลย หาไม่เจอหรอกครับ เขาใช้ชื่ออื่นๆ รู้ไหมครับ ชื่ออะไร ใบ้ให้ว่าเป็นชื่อ ซอยที่ดังซอยหนึ่งของกรุงเทพ หรือ MK สุกี้ นี้ก็อย่างไปหาเลยครับ เพราะเขาใช้ชื่ออื่น และชื่อต้องสะกดเป็นภาษาไทยเท่านั้นนะครับ ชื่อภาษาอังกฤษหาไม่ได้นะครับ

ซึ่งนอกจากงบย่อและการเรียงลำดับแล้ว ยังมีการบริการทาง Internet อีกหลายอย่างนะครับ เช่น เกี่ยวกับผู้สอบบัญชี ต่างๆ ก่อนหน้านี้จำได้ว่าดูผู้ถือหุ้นใหญ่ได้ด้วย ตอนนี้ไม่มีแล้วครับ ลองดูนะครับ ของฟรี ดี มี ประโยชน์.. ข้าพเจ้าเอง

พักหนาวกันหน่อย..

December 20, 2007

ลาพักร้อน (หนาว) ครั้งนี้ หายหน้าไปหลายวัน ต้องรีบกลับมาทำการบ้านส่ง blog ก่อนที่ท่านผู้มีพระคุณทุกๆท่านทั้งหลาย ที่หลงมาอ่านบ้าง ตั้งใจเข้ามาบ้าง (คงมีบ้างละ..นา) จะไม่ลืมเลือนกันไปก่อน ว่ามี blog นี้อยู่ จะนึกว่า blog ร้างไปแล้ว..ละแย่เลย

หลังจากเสร็จภาระกิจ ตรวจประสิทธิภาพของระบบเสร็จไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งถือว่าเป็นโชคดีที่ แผนงานในโครงการที่ทำไม่เลื่อนมาตรงกับวันลา ที่นัดหมายกันล่วงหน้าหลายเดือน ต้องเสียไป หรือไปอย่างไม่เป็นสุข เพราะที่ผ่านๆมาโครงการที่ทำอยู่นี้ ต้องมีการเลื่อน หรือการปรับแผนตลอด เป็นเพราะเราบ้างแต่ส่วนใหญ่เป็น เพราะลูกค้าจะเอานู้นเอานี่ ตามประสาลูกค้าที่ดี..จะฮา แต่ฮาไม่ออก..และจะต้องมีทั้งเจ้านายและน้องๆ โทรมาตาม กันตลอด (นี้ขนาดงานเสร็จไปบางส่วนแล้วนะ ยังมีโทรมา ให้พอตื่นเต้นบ้าง พอสมควร)

ไปเที่ยวครั้งนี้กับแฟนและแม่ สนุกมากๆ คุ้มสุดๆ แล้วค่อยมาเล่าให้ฟังต่อนะครับ..coming soon..ฮิฮิ 

แอบแว้บมาขึ้นประเด็นไว้ก่อนตอนพักเที่ยง ต้องไปทำงานก่อนนะครับ ช่วงนี้งานเยอะ ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง แม่ก็ยังอยู่ที่บ้าน ยังไม่ได้กลับบ้านนอก แฟนก็ช่างงอน ต้องดูแลกันหน่อย ไปทำงานก่อนนะคร้าบ..เจ้านายดุ.ข้าพเจ้าเอง

PTT ๒๐๗ Fortune global ๕๐๐,๒๐๐๗

December 15, 2007

หลังจากคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดเมื่อวานนี้ บริษัทอันดับที่ ๒๐๗ ของ Fortune global ๕๐๐ ในปี ๒๐๐๗ หรือปี ๒๕๕๐ นี้ มาตามดูกันว่าปีหน้า ๒๕๕๑ PTT หรือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จะได้อับดับที่เท่าไหร่

ก่อนไปไล่ดูประวัติศาสตร์ ptt ใน furtune global มาดูประวัติศาสตร์หน้าในศาลกันก่อน

การตัดสินคดีบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) หรือ PTT เช้าวันนี้ (๑๔ ธ.ค.) ตุลาการศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาไม่เพิกถอนหุ้น PTT ออกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อนักลงทุนและประชาชนจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ท่อส่งก๊าซ และท่องส่งน้ำมัน กลับคืนให้กับรัฐบาล
      
คดีนี้ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและเครือข่าย นำโดย นายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา เลขาธิการมูลนิธิ ฯ น.ส.สารี อ๋องสมหวัง ผู้จัดการมูลนิธิฯ และองค์กรเครือข่ายประกอบด้วย น.ส.รสนา โตสิตระกูล กรรมการสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค ฯลฯ ยื่นฟ้องคณะรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี และนายวิเศษ จูภิบาล รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ต่อศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2549

                 2007_12_14_ptt_consumers
       
โดยให้ เพิกถอนพระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับเกี่ยวกับการแปรรูป ปตท. ได้แก่ พระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิและประโยชน์ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พ.ศ. 2544 และ พระราชกฤษฎีกา กำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2544 เนื่องจากไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ และขัดรัฐธรรมนูญ เช่น ขั้นตอนการดำเนินการขัดแย้งกับกฎหมาย การรับฟังความคิดเห็นไม่รอบด้าน ซึ่งศาลฯ มีคำสั่งรับคำฟ้องไว้ในสารบบ เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2549 และศาลปกครองสูงสุด กำหนดวันพิพากษาคดีในวันที่ 14 ธ.ค. 2550

ตัดบางส่วนมาจากจากหัวข้อ ศาลพิพากษาคืนสมบัติให้ประชมชน แต่ไม่เพิกถอนการแปรูรูป ปตท. ใน web ของมูลนิธิ ตาม link ไปอ่านรายละเอียดได้ครับมี link ที่เกี่ยวข้องอื่นๆอีกเพียบ หรือจะ download ข้อมูลมาดูก็ไม่ว่ากัน ส่วนนี้ขอยก link อำนวยความสะดวกให้เลยครับ

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด กรณี ปตท.
ข้อเท็จจริงกรณี ปตท. ทำไมต้องทวง ปตท.คืนมา
Doawload คำฟ้อง ปตท.
Doawload คำแถลงปิดคดี
 
  

ตามไปดูข้อมูลสำหรับนักลงทุนได้ที่ http://www.pttplc.com/th/ptt_core.asp?page=ir และข้อมูลใน furtune global

ptt_1

ptt2 

ptt3

บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในตลาดทุนไทย เมื่อเทียบในระดับโลกในเกณฑ์ของ fortune global ได้อับดับที่ ๒๐๗ ในปี ๒๐๐๗ (ข้อมูลเมื่อ ๒๓ กรกฎาคม ๒๐๐๗) แม้ว่าอับดับโลกจะดีขึ้นเรื่อยๆจาก ๓๗๓ ในปี ๒๐๐๕ เป็น ๒๖๕ ในปี ๒๐๐๖ ถ้าดูในอุตสาหกรรมเดียวกับอยู่อับดับที่ ๒๒ ก็ถือว่าดีแล้ว แต่ก็ยังแพ้คู่แข่งข้างบ้านอย่าง Petronas อยู่ตลอดทุกปี

   industryptt

ดูราคาและข้อมูลใน Settrade วันที่ ๑๔/๑๒/๒๕๕๐ อยู่ที่ราคา ๓๖๘ บาทต่อหุ้นไว้อีกปีมาดูกันใหม่

         ptt4

             ptt5

ส่วนราคาหุ้นหรือผลกระทบตามไปดูในกระทู้ ptt ยังลูกผีลูกคน และกระทู้ร้อยคนร้อยหุ้น ptt ใน thaivi.com ได้ครับ

เก็บหัวข้อนี้ไว้แล้วมาดูกันใหม่ว่า ปีหน้าจะเป็นไงนะครับ..หวังว่าหลังจากปลด sp แล้วราคาหุ้น ptt ในกระดานคงไม่เหลือน้อยกว่า ๒๐๗ บาทต่อหุ้น ตามลำดับใน fortune global ๕๐๐ ก็แล้วกันนะครับ

ptt จะลงมาเท่าไหร่ข้าพเจ้าไม่กลัวอยู่แล้ว จะกังวลอยู่อย่าเดียว ก็คือกลัวว่าคนที่ถือหุ้นตัวเดียวกับที่ข้าพเจ้าถือ จะบ้าขายตามภาวะตลาดมาด้วยก็แค่นั้นเอง..เซ็งแย่..กว่าจะรอให้ขึ้นมาได้..แค่เมื่อวานยังไม่ปลด sp ptt ตลาดก็บวก ยังมีคนกล้าขายกดราคาลงไปตั้งเยอะ..เห็นแล้วเซ็ง..ข้าพเจ้าเอง
 

ผ้าขี้ริ้วห่อทอง

December 13, 2007

“เอ้าใครมีเศษเหล็ก กระดาษเก่าๆ  พลาสติก เอามาขาย คร้าบ” เป็นคำพูดที่ได้ยินเสมอๆเมื่อตอนเด็กๆ เพราะในละแวกตลาดแถวบ้าน จะมีลุงแก่ๆคนหนึ่ง ใส่เสื้อขาดๆเก่าๆ มาพร้อมรถสองล้อพ่วงแก่ๆอีกคัน จะคอยขับรถวนเวียนตะโกนถามหา สิ่งของเก่าๆ ที่เราไม่ใช้แล้ว เช่น แก้ว กระดาษหนังสือพิมพ์ สมุด หนังสือแบบเรียนเก่า อยู่เป็นประจำ

ซึ่งเมื่อลุงมาเมื่อไหร่ เป็นอันได้ไปรื้อของในบ้านมาขายหนึ่งรอบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือพิมพ์ที่พ่อซื้อมาอ่าน ที่เหลือก็เป็นพวกขวดแก้วใส่นู้นนี้บ้าง ส่วนที่เหลือ แม้แต่แบบเรียนเก่าๆ อย่างหวังเลยครับ เพราะที่บ้าน โดยเฉพาะแม่ นิยมการเก็บมากกว่า ขายหรือทิ้งหรือบริจาคนะครับ จะว่างกหรือเสียดายก็ไม่ทราบได้ เก็บไว้เต็มไปหมด แต่เดี๋ยวนี้ดีขึ้น บริจาคไปเยอะแล้วครับ

ในปัจจุบันนี้ โดยพื้นฐานดังกล่าวหรือเปล่าไม่ทราบได้ ทำให้ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งที่คัดแยกขยะในบ้าน โดยแยกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ คือขายได้ กับขายไม่ได้ ขยะต่างๆในบ้านที่ข้าพเจ้าเก็บไว้รวมรวบ คัดแยกและเก็บไว้ก็เช่น ขวดน้ำดื่ม กระดาษหนังสือพิมพ์ และกระดาษอื่นๆ แล้วนำไปขายเพื่อลดปริมาณจัดเก็บ สองสามเดือนก็ไปขาย ครั้งหนึ่งก็ได้เกือบ ๑๐๐ หรือ ๑๐๐ หน่อยๆนะครับ อย่างน้อยก็คุ้มค่าน้ำมันรถ..ฮิฮิ

ส่วนขยะที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกอื่น หรือที่เรียกให้เท่ห์ๆว่า ขยะรีไซเคิล ( recycle ) ได้อื่นๆ จำพวก แก้ว เหล็ก พลาสติกอื่นๆ ส่วนใหญ่ข้าพเจ้าก็ทิ้งในถังแยกไว้ ไม่รวมขยะเปียกอื่นๆ เพื่อให้รถเก็บขยะ มาเก็บไปขายต่อได้ง่ายๆ เพราะรถขยะของเทศบาลบางกรวย บริเวณที่ข้าพเจ้าอยู่ ก็ขยันเก็บ ขยันแยกกันเกิดกว่าเหตุ เพราะเขาไว้วิ่งเก็บและคัดแยกขยะ ที่สามารถขายได้ทุกชนิดๆ ณ จุดเก็บขยะ ซึ่งก็คือหน้าบ้านของทุกคนที่รถขยะวิ่งไปเก็บ ทำให้ส่งกลิ่นขยะรถกวน พอสมควร ถึงมาก..

        cabin

และรถเก็บขยะเหล่านี้ก็ขยันมากๆ เช้าตรู่ สาย ค่ำ มืด ยังไงก็ก็ยังทำงาน ข้อดีอย่างหนึ่งก็คือไม่ค่อยมีขยะ ให้ส่งกลิ่น และให้เหล่าสุนัขไร้ผู้อุปการระ ละแวกบ้านได้มาคุ้ยเขี่ย ให้เลอะเทอะ ส่วนข้อเสียก็คือรถเหล่านี้จะจอดรถขวางทางเข้าออก นึกจะจอด เก็บตรงไหนก็จอด และแต่ละคันก็ไม่เคยทำความสะอาด กลิ่นสะสมมโหฬาร ไม่ต้องบรรยายใดๆ

สำหรับรายได้ที่รถขยะแต่ละคันเก็บและขายได้ ไม่รู้เขาแบ่งรายได้กันอย่างไร เข้าเทศบาลหรือเปล่าก็ไม่รู้ครับ เพราะต่อคันใช้คนประมาณ ๔-๕ คน เทศบาลก็คง..จ้างมาทั้งนั้น ข้าพเจ้าว่ารายได้ส่วนหนึ่งก็น่าจะเข้ารัฐบ้างนะครับ แบ่งกัน ๖๐ ๔๐ ก็ได้ เขาจะได้มีแรงจูงใจในการทำงาน แต่ตอนนี้คงเข้ากระเป๋าเขาทั้งหมด จะให้เข้ารัฐบ้างเขาคงต่อต้านน่าดู

ซึ่งแตกต่างกันไม่เหมือนรถซาเล้ง ที่ไม่ได้ใช้เวลาราชการ ค่าใช้จ่ายของราชการในการทำงาน ส่วนใหญ่ที่เห็นก็เป็นธุรกิจขนาดเล็กๆ ทำในครอบครัว มาสองคนตายาย ผัวเมีย หรือไม่ก็มาเดี่ยว ซึ่งก็น่าจะเก็บได้น้อยกว่า เพราะบางหมู่บ้านรถซาเล้งเหล่านี้จะไม่สามารถเข้าไปเก็บขยะได้ แต่รถเก็บของเทศบาลสามารถเข้าไปได้

             garbag1      garbag2      garbag3

ดังนั้นรายได้หรือปริมาณขยะที่รถขยะแต่ละคันเก็บได้ ย่อมมากกว่าขบวนการซาเล้งเก็บของเก่าแน่ๆ แต่ก็ไม่แน่เหมือนกัน เพราะดูเหมือนในละแวกนี้เป็นเขตที่มีศักษภาพเรื่องของเสีย คนเยอะ สร้างขยะแยะ โดยดูจากปริมาณรถซาเล้งและจุดรับซื้อขยะในละแวกบ้าน มีหลายร้านมากๆ ซึ่งแต่ละแห่งสภาพก็ดูไม่ได้ แม้ว่าแต่ละร้านจะกองเกะกะ แบบแยกตามประเภทของเขาแล้วก็ตาม แต่มันก็ยังดูไม่เรียบร้อย ยังเป็นขยะอยู่ดี แม้ว่าขยะพวกนี้จะเป็นผ้าขี้ริ้วห่อทอง แต่ละร้านแสนหวง เพราะบางร้านถึงขนาดต้องจ้าง พนักงานรักษาความปลอดภัยหรือคุณยามๆ มาเฝ้ากันนะครับ เพราะทุกชิ้นส่วนในร้านก็เอาเงินซื้อมาก และสามารถเอาขยะเก่าๆไปแลกเป็นเงินเป็นทองต่อได้ทั้งนั้น

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐไม่มีการควบคุมร้านหรือธุรกิจเหล่านี้ให้ดีพอ ให้ไม่สร้างมลพิษต่างๆให้สังคม ทำอะไรก็ให้เรียบร้อย ไม่ดูแล้วรกหูรกตามากนักเช่นปัจจุบัน โดยเฉพาะทำให้ละแวกบ้านที่อยู่ข้างร้านเหล่านี้ต้องทดรับสภาพแวดล้อมแย่ๆไปตลอด

และทำไมรัฐจึงไม่ส่งเสริมหรือสนับสนุนให้ธุรกิจขยะๆเหล่านี้ ให้เป็นสัดส่วน ทำระบบให้ชัดเจน ตอนนี้ก็ช่วงหาเสียงก็ไม่เห็นมีพรรคไหนมีนโนบายเรื่อง ขยะ ส่งเสริมการนำกลับมาใช้ใหม่ ให้ร้านค้าเหล่านี้อยู่ในระบบ ให้เป็นส่วนหนึ่งของ GPD ชาติ นโนบายสิ่งแวดล้อมก็ไม่เห็นเลย มีแต่นโนบาย เดินไหว้ๆประชาชน เลือกผมเถอะครับ ผมจะให้ทักษิณกลับมา หรือไม่ก็ ถ้าผมได้เข้าไป ผมก็จะทำเหมือนทักษิณนั่นแหละ เลือกผมเถอะครับ 

หาเสียงกันง่ายๆ แต่ได้ผลได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยไม่ต้องใช้นโยบายใดๆ เศร้าใจประเทศไทย รสชาติ แห่ง ประชานิยม มักง่าย ก็มักจะติดใจกันได้ง่ายๆเช่นนี้เอง

ถ้าติดตามแนวทางตามผลโพลต่างๆ ที่ทยอยกันออกมาในช่วงนี้ ถ้าเป็นจริง ไม่นานนัก วงจรการเมืองก็กำลังจะรีไซเคิล ให้เราๆท่านๆ ดูกันอีกรอบ ในไม่ช้านี้ เตรียมล้างตาไว้ดูได้เลบ และคงต้องมีการล้างบ้าง ล้างน้ำ ตามเช็ดก็อีกยกใหญ่

กลับเข้าเรื่องดีกว่า ตอนนี้ข้าพเจ้าว่าแทบจะนับร้านที่จดทะเบียนเรื่องขยะถูกต้องได้เลยครับ มีไม่กี่ร้าน เท่าที่เคยได้ศึกษาเรื่องขยะมาบ้าง เพราะอยากรวยจากธุรกิจเก็บของเก่า ขายของเก่านี้ อยากทำธุรกิจคัดแยกขยะ รับซื้อขยะมาขายต่อ อยู่ระยะหนึ่ง แต่เนื่องจากไม่มีทุนรอนที่มากพอ เพราะธุรกิจนี้ใช้กระแสเงินสดหมุนเวียนเยอะมากๆและไม่มีสถานที่จัดเก็บขยะที่ดีพอจึงต้องล้มแนวคิดนี้ไป

ถ้าจะให้ถูกถึงธุรกิจขยะที่ขึ้นชื่อ หนึ่งในนั้นก็ต้องมีเครือ วงษ์พาณิชย์ แห่งพิษณุโลก ครับ เขาจัดการระบบต่างๆใช้ได้เลย มีการฝึกอบรม มีราคาขยะแต่ละประเภทรายวันให้ดู ข้าพเจ้ายังเคยคิดจะไปเรียนกับเขาด้วยซ้ำ ถ้าใครสนใจธุรกิจนี้ก็ลองไปศึกษาดูได้ครับและควรไปดู รายการ กบนอกกะลา ตอน ขยะสัญจร มาดูก่อนก็จะดี เขาทำได้ดีทีเดียว (ลองไปหาดูที่เป็นรายการ tv ต่อเองนะครับ)

วันก่อนดูรายการ vip เรื่องลุงขายของเก่าคนหนึ่ง จำชื่อไม่ได้ แต่จำได้ว่า ลุงมีอาชีพเก็บขยะขาย มาตลอดชีพ คุ้นๆว่าอยู่ราชบุรี เก็บเงินได้เยอะแยะ ผ้าขี้ริ้วห่อทอง ตัวเป็นๆ คนหนึ่ง ล่าสุดบริจาคเงินให้วัดที่ลุงอยู่ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นรายได้จากการเก็บขยะที่รวบรวมเก็บเล็กผสมน้อยมาตลอดชีวิต จนมีเงินแสน แต่ตัวเองไม่มีเหตุปัจจัยให้ใช้เงิน ใช้เองวันหนึ่งไม่กี่บาท บางวันแทบไม่ได้ใช้เงินเลย ที่ผ่านมามีเสื้อผ้าอยู่ ๒ ชุด เท่านั้น กินใช้ก็อยู่วัด ดังนั้นเงินที่มีก็บริจาคให้วัด ได้บุญมหาศาล 

ส่วนการคัดแยกขยะ บ้านเรามีตัวอย่างน้อยครับ ลองไปดูตัวอย่างโครงการการคัดแยกขยะของ ม.กรุงเทพ

เรื่องชักจะยาวแล้ว ขอขมวดจบดีกว่า ไว้มาต่อกันเคราหน้า ค่อยมาว่าเรื่องขยะๆกันต่อถ้ามีเวลาและโอกาส ธุรกิจผ้าขี้ริ้วห่อทองนี้ใครๆอาจจะไม่เห็นความสำคัญ แต่ข้าพเจ้าว่ามันสำคัญมากๆนะครับ ลองศึกษาดูแล้วคุณจะรู้ซึ้ง สินค้าก็มีมากมาย ลูกค้าก็มากมี รายได้ดีหลาย การต่อรองก็แทบจะไม่ได้ งบหรือครับ..ไม่ต้องไปดู เพราะหาดูยาก

ดูจากที่เห็นบางร้าน มีเงินส่งลูกไปเรียนเมืองนอกเมืองนา ก็มีมาก แล้วล่าสุดไม่นานนัก ละแวกบ้าน ค่ำๆปิดร้านแล้วของทุกๆวันข้างๆกองขยะ ณ ร้านขายของเก่าแห่งหนึ่ง ที่มียามเฝ้าอยู่ ๒ คน ถ้าใครผ่านไปมาจะเห็นรถเบนซ์รุ่นใหม่ ป้ายแดง (ตอนนี้ป้ายดำแล้ว) จอดอยู่ทุกๆวัน เห็นแล้วน่าอิจฉายิ่งนัก คงเป็นคำตอบได้เป็นอย่างดีของเรื่องนี้

และเนื่องจากข้าพเจ้าร่างเรื่องนี้ไว้ในวันที่ ๑๐ ธ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันสิทธิมนุษยชนสากล และวันรัฐธรรมนูญไทย ดังนั้นขอใช้สิทธิมนุษยชนคนหนึ่ง กล่าวไว้หน่อย เกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญไทย ๗๕ ปีที่ว่างเปล่าว่า ตอนนี้ก็ใกล้เลือกตั้งวันที่ ๒๓ ธ.ค. นี้แล้ว จะไปเลือกพรรคไหนก็ได้ ขอให้เลือกดีๆหน่อย ขออย่างเดียวอย่าเข้าไปแล้ว ต้องทำให้รัฐธรรมนูญไทยฉบับใหม่ล่าสุดปี ๒๕๕๐ นี้ต้องถูกฉีกกลายเป็นขยะ ต้องนำไปรีไซเคิลอีกเลย..ข้าพเจ้าเอง

ชีวิตนี้น้อยนัก

December 9, 2007

           sangharaja_bday_03102007

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกได้รับพระราชทานสถาปนาขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ลำดับที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อ พุทธศักราช ๒๕๓๒

พระชาติภูมิ
สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒโน) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระนามเดิมว่า เจริญ นามสกุล คชวัตร ประสูติที่ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันศุกร์ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีฉลู ตรงกับวันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๕๖ เวลาประมาณ ๑๐ ทุ่ม มีเศษ (หรือเวลาประมาณ ๐๔.๐๐ นาฬิกาเศษ แห่งวันเสาร์ที่ ๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๕๖ ตามที่นับแบบปัจจุบัน)

วันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๐ ที่ผ่านมาจึงเป็นวันคล้ายวันประสูติของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ประมุขของสงฆ์ไทย ครบรอบ ๙๔ พรรษา

ขอทรงอายุยิ่งยืนนาน

มีพระชนกชื่อ นายน้อย คชวัตร (ถึงแก่กรรม พุทธศักราช ๒๔๖๕) พระชนนีชื่อ นางกิมน้อย คชวัตร (ถึงแก่กรรม พุทธศักราช ๒๕๐๘)

พุทธศักราช ๒๔๖๙ ทรงบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดเทวสังฆาราม ( วัดเหนือ ) จังหวัดกาญจนบุรี พระครูอดุลยสมณกิจ ( พุทฺธโชติ ดี เอกฉันท์ ) เจ้าอาวาสวัดเทวสังฆารามเป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูนิวิฐสมาจาร ( สุวณฺณโชติ เหรียญ รัสสุวรรณ ) เจ้าอาวาสวัดศรีอุปลาราม ( วัดหนองบัว ) เป็นพระอาจารย์ให้สรณะและศีล

พุทธศักราช ๒๔๗๖ พระชนมายุครบ ๒๐ พรรษา ทรงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ที่วัดเทวสังฆาราม จังหวัดกาญจนบุรี พระครูอดุลยสมณกิจ (พุทฺธโชติ ดี เอกฉันท์) เจ้าอาวาสวัดเทวสังฆาราม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูนิวิฐสมาจาร (สุวณฺณโชติ เหรียญ รัสสุวรรณ) เจ้าอาวาสวัดศรีอุปลาราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระปลัด หรุง นามสกุลเซี่ยงฉี เจ้าอาวาสวัดทุ่งสมอ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อ วันที่ ๑๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๖ อุปสมบทแล้วทรงจำพรรษา ที่วัดเทวสังฆาราม ๑ พรรษา

เมื่อออกพรรษาแล้วในศกเดียวกัน ได้ทรงทำทัฬหีกรรม ( ญัตติซ้ำ ) เป็นธรรมยุต ที่วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๗๖ สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ ( สุจิตฺโต หม่อมราชวงศ์ ชื่น นภวงศ์ ป.๗) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระเทพเมธี ( อิสฺสรณญาโณ จู ทีปรักษพันธุ์ ป.๗) เป็นพระกรรมวาจาจารย์

คัดลอกประวัติบางส่วนมาจาก http://www.sangharaja.org ซึ่งท่านๆทั้งหลายเชิญไปดูรายละเอียดทั้งหมดได้ครับ

      somdet_phrasangharaj

ส่วนบทพระนิพนธ์ที่ข้าพเจ้ายกมาเป็นชื่อเรื่องนี้ คือ “ชีวิตนี้น้อยนัก” เป็นหนังสือที่อ่านง่าย เข้าใจง่าย ชัดเจน ยิ่งนัก ไม่ว่าท่านจะมีภูมิธรรมระดับใดมาก่อนก็อ่านและเข้าใจได้ง่ายๆ ไม่มีบาลี ซับซ้อนให้ยุ่งยาก

เข้าไปตามอ่านได้ที่ http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=2821

ข้าพเจ้าตัดเนื้อความบางส่วนมาให้อ่านกันครับ

“พุทธศาสนาสุภาษิตบทหนึ่งกล่าวว่า

อัปฺปกญฺจิทํ ชีวิตมาหุธีรา – ปราชญ์กล่าวว่าชีวิตนี้น้อยนัก”

“ที่ปราชญ์ท่านว่า “ชีวิตนี้น้อยนัก” นั้น ท่านมุ่งให้เปรียบเทียบกับชีวิตนี้กับชีวิตในอดีตที่นับชาติไม่ถ้วน และชีวิตในอนาคตที่จะนับชาติไม่ถ้วนอีกเช่นกัน สำหรับผู้ไม่ยิ่งด้วยปัญญา ไม่สามารถพาตนพ้นทุกข์สิ้นเชิงได้”

“ชีวิตในชาตินี้ชาติเดียวย่อมน้อยนัก เมื่อเปรียบเทียบกับชีวิตในอดีตชาติ ซึ่งนับชาติหาถ้วนไม่ ดังนั้น กรรมคือการกระทำ ที่ทำในชีวิตนี้ชาตินี้ชาติเดียวจึงน้อยนัก เมื่อเปรียบเทียบกับกรรมหรือการกระทำที่ทำไว้แล้วในอดีตชาติ อันนับจำนวนชาติไม่ถ้วน”

“กรรมอันเป็นเหตุนำให้เกิด คือชนกกรรม เป็นกรรมสุดท้ายก่อนชีวิตจะขาดจากภพภูมินี้ กรรมสุดท้ายหรือเรื่องสุดท้ายที่จิตผูกพันคิดถึงอยู่ คือ ชนกกรรมอันนำไปเกิด นึกถึงความดีที่เป็นบุญเป็นกุศลในขณะก่อนจะดับจิต จิตก็จะไปสู่สุคติ นำกายไปสุคติด้วยนึกถึงความไม่ดีที่เป็นบาป เป็นอกุศลในขณะก่อนจะดับจิต จิตก็จะไปสู่ทุคติ นำกายไปทุคติด้วย

จิตที่ใกล้จะแต่ดับนั้นปกติเป็นจิตที่อ่อนมาก ไม่มีกำลังที่จะต้านทานใดๆ ทั้งนั้น คุ้นเคยกับความรู้สึกใดเกี่ยวกับเรื่องใด ความรู้สึกนั้นเกี่ยวกับเรื่องนั้นก็จะเข้าครอบงำจิต มีอำนาจเหนือจิต ทำให้จิตเมื่อใกล้ดับผูกพันอยู่กับความรู้สึกนั้นเกี่ยวกับเรื่องนั้น เมื่อจิตดับคือจากร่าง ก็จากไปพร้อมกับความรู้สึกนั้นเกี่ยวกับเรื่องนั้น นำไปก่อเกิดกายที่ควรแก่สภาพจิตทุกประการ”

“อย่าเป็นผู้ปฏิเสธเรื่องกรรมและการให้ผลของกรรมอย่างปราศจากเหตุผล คืออย่าปฏิเสธดื้อๆ ว่าใครจะเคยเกิดเป็นอะไรมาก่อนก็ตาม ก็ไม่ใช่เรา เราไม่เคยเกิดเช่นนั้นแน่ คนจะเกิดมาแต่สัตว์ไม่ได้ สัตว์จะไปเกิดเป็นคนก็ไม่ได้ ไม่มีเหตุผล เป็นความเชื่อที่ปราศจากเหตุผล เป็นคนสมัยใหม่แล้วจะเชื่ออย่างนั้นไม่ได้ เพื่อความไม่ประมาท จงอย่าปฏิเสธโดยไม่รู้จริงเช่นนี้ เพราะวันหนึ่งจะหนีไม่พ้นผลที่น่ากลัวนักของกรรม”

“ผู้มีปัญญาจึงกลัวกรรมยิ่งกว่ากลัวอะไรอื่น กลัวเพราะรู้ว่า เมื่อทำกรรมไม่ดีไว้แล้วต้องได้รับผลไม่ดี และเมื่อถึงเวลาที่กรรมส่งผลไม่ดีมาถึงตัวแล้ว แม้ตั้งแต่เกิดมาในชาตินี้จะไม่เคยทำกรรมไม่ดีเช่นนั้น ก็จะต้องได้รับผลไม่ดี ที่อาจทำให้พิศวงสงสัย จนถึงมากคนมิจฉาทิฐิความเห็นผิด คือเห็นไปว่าทำดีไม่ได้ดี ซึ่งความจริงไม่ใช่เช่นนั้น ทำดีต้องได้รับผลดีเสมอ ทำไม่ดีจึงจะได้รับผลไม่ดี

เพียงในชาติปัจจุบันนี้เท่านั้น มีอายุกันเพียงอย่างมากร้อยปีเท่านั้น ทุกคนทุกสัตว์ต่างก็ทำอะไรๆ ที่เป็นกรรมแล้วมากมายนับไม่ถ้วน เป็นกรรมดีคือกุศลกรรมบ้าง เป็นกรรมชั่วคืออกุศลกรรมบ้าง มากมายจริงๆ เพียงทำในชาติเดียวก็มากมายจริงๆ แล้วเมื่อได้ทำมานับภพชาติไม่ถ้วนมากมายเพียงไหน”

“กรรมดีก็ตาม กรรมไม่ดีก็ตาม เมื่อจะส่งผลจะต้องมีสื่อมีเครื่องมือ”

“ชีวิตนี้แม้น้อยนัก แต่ก็เป็นความสำคัญนัก สำคัญยิ่งกว่าชีวิตในอดีตและชีวิตในอนาคต ที่ว่าชีวิตนี้คือชีวิตนี้คือชีวิตในชาติปัจจุบันนี้สำคัญ ก็เพราะในชีวิตนี้เราสามารถหนีกรรมไม่ดีที่ทำไว้ในอดีตได้ และสามารถเตรียมสร้างชีวิตในอนาคตให้ดีเลิศเพียงใดก็ได้ หรือตกต่ำเพียงใดก็ได้ ชีวิตในอดีตล่วงเลยไปแล้ว ทำอะไรอีกไม่ได้ต่อไปแล้ว ชีวิตในอนาคตก็ยังไม่ถึง ยังทำอะไรไม่ได้ เช่นนี้จึงกล่าวได้ว่าชีวิตนี้สำคัญนัก พึงใช้ชีวิตนี้ให้เป็นประโยชน์ ให้สมกับความสำคัญของชีวิตนี้”

“มาเป็นผู้มีปัญญามีสัมมาทิฐิเถิด ชีวิตอันน้อยนี้จะได้ไม่สูญเปล่า จะได้สามารถใช้ชีวิตนี้ให้เป็นประโยชน์ยิ่งใหญ่ได้ คือหนีไกลจากกรรมไม่ดีได้ กรรมไม่ดีที่กำลังติดตามเราทุกคนอยู่นั้นมีมากมายนัก ทังที่หนักและที่เบา ทั้งที่จะทรมานชีวิตเราไม่หนักนักหนาทั้งที่จะทรมานเราจนแทบว่าจะรับไม่ไหว ทั้งที่เราอาจจะรับไม่ไหวจริงๆ ด้วย

คิดดี พูดดี ทำดี เพียงทำสามประการนี้ให้สม่ำเสมอตามที่พระพุทธองค์ทรงสอน ก็จะสามารถหนีมือแห่งกรรมไม่ดีได้ มือแห่งกรรมไม่ดีจะไม่สามารถตะครุบไว้ในอำนาจได้ บาปกรรมใดๆ แม้ได้กระทำไว้ตั้งแต่อดีตชาติ จะไม่อาจตามสนองได้ง่ายๆ ในภพชาตินี้ อย่างมากก็จะเพียงไล่ตามตะครุบอยู่อย่างหมายมั่นจะทำให้ได้สำเร็จเท่านั้น ถ้าคิดดี พูดดี ทำดี เสมอ”

“การทำบาปเสมอๆ แม้ทำกับสัตว์เพียงมดเพียงปลวก กรรมเล็กก็จะเป็นกรรมใหญ่ได้ พึงรอบคอบในเรื่องนี้เพื่อชีวิตจะได้สวัสดี”

“กตัญญูกตเวทิตาธรรมเป็นธรรมเครื่องสร้างคนให้เป็นคนดีได้จริงๆ เพราะความรู้คุณท่านผู้มีคุณและความตั้งใจจะตอบแทนพระคุณ คือเครื่องป้องกันภัยที่สำคัญที่สุดที่จะกันให้พ้นจากการทำผิดคิดร้ายได้ทั้งหมด โดยมีจุดมุ่งอยู่ที่ความไม่ปรารถนาจะทำให้ผู้มีพระคุณเป็นทุกข์เดือดร้อนกายใจ”

“พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้วไม่ได้หายไปไหน พระพุทธบารมียังปกปักรักษาโลกอยู่ คนในโลกยังรับพระพุทธบารมีได้ มิได้แตกต่างไปจากเมื่อยังทรงดำรงพระชนม์อยู่ เพียงแต่ว่าจำเป็นต้องเปิดใจออกรับ มิฉะนั้น ก็จะรับไม่ได้ การเปิดใจรับพระพุทธบารมีไว้คุ้มครองรักษาตนไม่ยากลำบาก ไม่เหมือนการเข็นก้อนหินใหญ่ที่ปิดปากถ้ำ เพียงน้อมใจนึกถึงพระพุทธเจ้าให้จริงจังอยู่เสมอก็จะรับพระพุทธบารมีได้ จะมีชีวิตที่สวัสดีมีสุขสงบได้”

“เมื่อมั่นใจในความดำรงอยู่อย่างยั่งยืนนิรันดรแห่งพระพุทธบารมี หรือคุณธรรมของพระพุทธองค์และของครูบาอาจารย์สำคัญทั้งหลาย ที่ท่านไกลแล้วจากเครื่องกิเลสเศร้าหมอง พุทธศาสนานิกทั้งหลายผู้มีสัมมาปัญญา-สัมมาทิฐิ ก็ควรเร่งปฏิบัติพระพุทธศาสนา ให้ได้เป็นคนดีตามลำดับไป”

“ชีวิตนี้จึงน้อยนัก จะห่วงใยแสวงหาอะไรอีกมาในชีวิตนี้ ที่จะสำคัญกว่าการห่วงหาทางหนีมือแห่งกรรมที่ทำไว้มากมายในอดีตชาติ”

“ชีวิตนี้น้อยนัก แต่ชีวิตนี้สำคัญนัก เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ เป็นทางแยก จะไปสูงไปต่ำ จะไปดีไปร้าย เลือกได้ในชีวิตนี้เท่านั้น พึงสำนึกข้อนี้ให้จงดี แล้วจงเลือกเถิด เลือกให้ดีเถิด”

ถ้าจะ download file ทั้งหมดก็ลองไปที่นี้ครับ  www.library.mju.ac.th/document/buddhism_ebook.pdf

รีบปฏิบัติกันเถิด เพราะชีวิตนี้น้อยนัก ธรรมใดๆจะดีเลิศปานใดก็จะไม่ดี ถ้าไม่ทำ ดังที่มีคุณลูกโป่ง กล่าวในกระทู้ไว้ว่า “ธรรมใดๆ ก็ไร้ค่าถ้าไม่ทำ… ”

ปล. ตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้อันเรื่องจากการได้ฟังเรื่องสมองของ คุณวนิษา เรซ เมื่อวานนี้ ซึ่งทำให้นึกถึงบทพระนิพนธ์ เรื่อง ชีวิตนี้น้อยนัก และยังมีเหตุบังเอิญวันนี้อีกด้วย ยิ่งทำให้ต้องรีบเขียน

วันนี้ได้ไปซื้อของที่ Hmpro ภายในมีร้านนายอินทร์ จึงแวะเห็นเยี่ยมชมหนังสือตามธรรมเนียม พบเห็นหนังสือของสำนักพิมพ์ธรรมสภา วางอยู่ซึ่งมีบทนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ขออภัยจำชื่อไม่ได้อยู่หนึ่งเล่ม และด้านในก็มีบทนิพนธ์นี้รวมอยู่ในบทแรกและยังมีเรื่องอื่นๆอีกมาก ราคาเล่มละ ๖๐ บาท เท่านั้น ถูกมากๆ

และยังมีหนังสือธรรม ของพระพรหมมังคลาจารย์ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ เล่มละ ๘๐ บาทหรืออย่างมากก็ร้อยกว่าๆ และหนังสือธรรมอื่นๆอีกหลายเล่ม ปกติหนังสือธรรมะของสำนักพิมพ์นี้ก็ราคาถูก คุ้มค่าสุดๆอยู่แล้ว ช่วยอุดหนุนเขาหน่อยนะครับ หนังสือก็ปกสวย ใช้กระดาษ์และพิมพ์อย่างดียิ่ง ไม่ได้กำไรมากแน่นอน ช่วยกันเผยแผ่ธรรมกัน

นี้ก็ใกล้ปีใหม่แล้ว แทนที่จะซื้อสิ่งของหรือให้เงินแลกเปลี่ยนกัน ก็เปลี่ยนมาเป็นซื้อหนังสือธรรมะแจกจ่าย จะดีกว่าไหมครับ จะได้บุญมหาศาลด้วย ดังที่มีสุภาษิตธรรมอีกบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า

” สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ ” แปลความว่า การให้ธรรมย่อมชนะ การให้ทั้งปวง

และยังมีเรื่อง ชีวิตนี้น้อยนัก อีกเรื่อง แต่งโดย อ.ประณีต  ก้องสมุทร ตามไปศึกษาได้ที่  http://www.84000.org/tipitaka/book/bookpn05.html

สมองอวัยวะมหัศจรรย์ อัจฉริยะสร้างได้

December 8, 2007

เคยอ่านเรื่องสมองมนุษย์ อวัยวะมหัศจรรย์ จาก นิตยสารสารคดี ฉบับที่ ๒๓๕ กันยายน ๒๕๔๗ ปีที่ ๒๐ นานมาแล้ว และก็รู้มาก่อนหน้านี้แล้วว่าสมองเป็นสิ่งที่ประหลาด และมหัศจรรย์ที่สุดอย่างหนึ่ง ในร่างกายเราๆท่านๆ ลองตามไปอ่านดูนะครับ

สำหรับนิตยสารสารคดี เป็นสุดยอดนิตยสารบนแผงหนังสือ ที่ข้าพเจ้าชื่นชอบอ่านมาตั้งแต่เด็ก ติดตามอ่านในห้องสมุด มาได้ติดตามซื้อเป็นของตัวเองเมื่อเริ่มทำงานใหม่ๆ มีเงินเดือนซื้อเองได้ ไม่ได้เป็นสมาชิกหรอกนะครับ ตามซื้อได้เกือบทุกเล่มอยู่หลายปีเหมือนกันครับ (บางเล่มซื้อไม่ได้เพราะปกในหลวง หรือคนสำคัญ จะขายดีมากๆ) จนมาช่วงหนึ่งแบ่งเวลาไม่ถูก งานเยอะและอ่านหลายเล่มเกินไป เลยเลิกซื้อไปครับ

ยังไงข้าพเจ้าก็ยังติดตามอ่านอยู่เสมอๆ โดยใช้วิธีเลือกซื้อฉบับที่สนใจมาอ่าน และถ้ามีเวลาได้ไปตามงานหนังสือแห่งชาติ ก็จะไปตามเก็บเล่มเก่าๆเพราะสำนักพิมพ์เอามาลดราคาอยู่บ้าง (แต่ถ้าเล่มเก่าๆดีๆ ตามร้านขายหนังสือเก่า ไม่ได้ตามเก็บ  เก็บไม่ไหว ไม่มีเงิน ราคาแพงกว่าปกเยอะครับ)

     sarakadee

หนังสือหัวขาวสันปกเขียวบนแพงหนังสือวันนี้ (เมื่อก่อนเขาเคยเป็นสีเหลืองมาก่อนนะครับ) หนังสือเขาดีจริงๆ ครับ ภาพสวย บทความ บทสัมภาษณ์ เนื้อหาดี ข้าพเจ้าว่าแม้อาจเทียบไม่ได้กับหนังสือระดับโลก สัญลักษณ์กรอบสี่เหลี่ยมสีเหลือง ที่ใครๆก็ต้องรู้จักหนังสือเล่มเหลือง National Geographic ที่ อมรินทร์พริ้นติ้ง หรือ Aprint เอามาทำเป็นนิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย แล้ว

รับรองได้ว่ารูปหรือบทความจากสารคดี โดยเฉพาะเรื่องในประเทศไทย ไม่เป็นสองรองใครแน่นอน เด็กนักเรียน นักศึกษา ที่ต้องทำรายงานส่งอาจารย์ ต้องหยิบยืมหรือหาบทความใดบทความหนึ่ง ของนิตรสารฉบับนี้มาบ้างไม่มากก็น้อย เป็นใบรับรองได้ดี

บรรณาธิการก็สุดยอดคุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ นั้นเอง ทำตั้งหลายหน้าที่ทั้งบรรณาธิการ เขียนบทความก็เยอะแยะ สัมภาษณ์ก็ทำ แบ่งเวลายังไงกัน เก่งจัง ที่ผมชอบอ่านของพี่เขามากที่สุด คือบทสัมภาษณ์ เวลาพี่เขาไปสัมภาษณ์คนเก่งต่างๆ ที่ลงในหนังสือ คำถามต่างๆที่ถามไม่ธรรมดานะครับ แล้วในสารคดีก็มีคนเก่งๆในกองบรรณาธิการเยอะแยะครับ ระดับสุดยอดทั้งนั้น

นิตยสารสารคดี นี้ไม่ค่อยได้กำไรมากหรอกนะครับ ช่วยอุดหนุนเขาหน่อยก็ดี เขาอยู่ได้ด้วยอุดมการณ์ของผู้ก่อตั้ง ที่เริ่มจากทำนิตยสารโบราณคดีมาก่อน เจ้าของคือ บริษัทวิริยะธุรกิจ เมื่อพูดถึงแล้วก็ต้องทำความรู้จักคำสำคัญคนหนึ่งไว้ด้วย นั่นคือ คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ผู้สร้างตำนานมากมายในเมืองไทย ตั้งแต่ธุรกิจในเครือ วิริยะ เครือธนบุรีประกอบรถยนต์ หรือผู้สร้างยี่ห้อเบนซ์ในเมืองไทยให้เป็น brand ชั้นยอด ผู้สร้างเมืองโบราณ และอื่นๆอีกมาก

คุณเล็ก ผู้ชายตัวเล็กๆ นักธุรกิจ ผู้ทำคุณประโยชน์ทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีของประเทศไทย ไว้อย่างมากมาย ร่วมกับ อ.มานิต วัลลิโภดม และลูกชาย รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม ร่วมกับตำนานของเมืองไทยอีกท่านคือเจ้าของนามปากกา น. ณ ปากน้ำ ผู้ยิ่งใหญ่อีกท่าน และเหล่าศิษย์ อาจารย์ ศิลปากรอีกมาก เรื่องเหล่านี้มีเวลาค่อยมาเขียนสดุดีกันใหม่ เรื่องมันยาว

กลับมาเรื่องหนังสืออัจฉริยะสร้างได้ ของคุณวนิษา เรซ นั้นต้องยอมรับว่าไม่เคยได้อ่านจริงๆจังๆอะไร ก็ได้พลิกไปพลิกมาในร้านหนังสือบ่อยๆ มีคนผู้ถึงกันมาก ใน mail forward ก็พอได้รับอยู่บ้าง แม้ปกติจะไม่ค่อยมีใครส่งอะไรมาให้ก็ตาม ก็รู้ว่าเป็นหนังสือดีมีประโยชน์ คนเขียนก็เก่ง ไม่ธรรมดา

create_genius  ส่วนเรื่องหนังสือ ไม่อยากมาเล่าให้ฟัง เพราะยังไม่ได้อ่านเองแบบเต็มๆ แต่ก็มีคนเขียน review ดีๆไว้ให้แล้วด้วยทำไมต้องทำเองละก็ link ไปสิครับ วิจารณ์ อัจฉริยะสร้างได้  และ เสริม อัจฉริยะสร้างได้…แบบคนไทย จาก blog เดียวกัน ประเทศไทยพัฒนา คนวิจารณ์ก็เก่ง ฮิฮิ

ที่ต้องเขียนถึงวันนี้ก็เพราะวันนี้ข้าพเจ้าต้องเขียนเรื่อง เงินไหลนอง ทองไหลมา ใหม่เนื่องจากอุบัติเหตุบางประการทำให้ถูกลบไป เพราะไม่ได้อ่านจึงจำประเด็นได้แค่ว่าเรื่อง Mind Map ในหนังสืออัจฉริยะสร้างได้ นี้ได้พูดถึงไว้ จะขอทำ Link ไปหน่อย ค้นไปค้นมาจึงได้ข้อมูลดีๆและฟังเรื่องดีๆมาจาก “หนูดี” คุณวนิษา เรซ ที่มาคุยกับตาสรยุทธ ในรายการจับเข่าคุยทางช่อง ๓ เจ้า bec เหอๆ

สรุปว่าวันนี้ข้าพเจ้า ฟังไป ๓ รอบแล้ว ถ้ามีเวลามีเรื่องที่จะนำมาเขียนใน blog นี้ได้อีกเยอะเลยครับ มีคนทำ link ไว้เยอะเลย แต่ลองไปฟังดูครับที่นี้และกันครับ ต้นฉบับของเขาเลยครับ 

http://www.thaitv3.com/variety/Jubkhoakooy14072007.swf

วนิษา เรซ  ผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง ปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ถ้าไม่ได้ลองไปที่นี้ครับhttp://www.thaitv3.com/variety/jeabkaokui(14-07-50).html ลองฟังดู แค่รอบแรกคุณก็จะรู้แล้วว่า “หนูดี” คนนี้มีดี ไม่ธรรมดาทั้งหน้าตา บุคคลิกและความรู้สมชื่อ “หนูดี” จริงๆ ..คงต้องไปหาหนังสือมาเป็นเจ้าของสักเล่มแล้ว..ข้าพเจ้าเอง

อาลัย วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้หญิงตุลา ผู้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

December 7, 2007

…ฉันคือหิ่งห้อย

ฉัน​จะ​เรืองแสง​ใน​ยามที่ทุกสิ่งมืดมิด
ฉัน​จะ​บินว่อนฉวัดเฉวียน
เฝ้าดู​ความเป็น​ไปของสรรพสิ่งอย่างเงียบสงบ
ฉัน​จะ​มีอุเบกขา​ใน​สิ่งที่พบเห็น
จะ​ไม่ ยินดี​หรือ​ยินร้าย​ต่อทุกข์โศก​หรือ​รื่นรมย์

ฉันภาวนาขอ​ให้ผู้​คนที่ทนทุกข์​ และ​ตัวฉัน
ได้​หลุดพ้น​จาก​โซ่ตรวนของกิเลส​ และ​ตัณหา
ฉันภาวนา​ให้​พ่อแม่​ พี่น้องของฉัน​ หลานของฉัน
เป็น​เช่นหิ่งห้อย
เรืองแสงร่วม​กัน​บนหนทางธรรม

ฉัน​จะร่วม​กับ​หิ่งห้อยนับล้านล้าน
ทอแสง  สร้างขวัญ  ขึ้นแทนหมู่ดาว

ครา​เมื่อพระอาทิตย์ส่องแสงพราว
หิ่งห้อยน้อยค่อย​จาก​จร​….

วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ ๒๐ กันยายน  ๒๕๔๖
เขียนขึ้น จาก แรงบันดาลใจ​ในการเข้าฝึกปฏิบัติธรรม
ณ​ศูนย์ฝึกอบรมวิปัสสนากรรมฐานโกเอ็นก้า​..

น.ส.วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ หรือพี่มด นักเคลื่อนไหวภาคประชาชนระดับแนวหน้าของประเทศไทย ผู้ต่อสู้เรียกร้องเพื่อชาวบ้านที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากโครงการพัฒนาของรัฐและเอกชนมาตลอดชีวิต แม้ยามป่วยไข้ ด้วยวัยเพียง ๕๒ ปี ได้เสียชีวิตแล้วด้วยโรคมะเร็งเต้านม ที่ห้อง ๙๑๖ ชั้น ๙ ศูนยการแพทย์สิริกิติ์ รพ.รามาธิบดีในวันที่ ๖ ธ.ค. ๒๕๕๐ เมื่อเวลา ๑๓.๓๐ น. ที่ผ่านมา โดยได้ต่อสู้กับโรคร้ายมากกว่า ๒-๓ ปี เริ่มตั้งแต่ช่วงประท้วงขับไล่รัฐบาลทักษิณในปี ๒๕๔๗

น.ส.วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ เกิดเมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๔๙๘ เป็นคน กทม.โดยกำเนิด เอนทรานซ์ติดคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เคยผ่านเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ รุ่นเดียวกันคนดังๆหลายท่าน เช่น จาตุรงค์ ฉายแสง เป็นต้น (ไปดูในอันเก่าที่พึ่งเขียนไปเมื่อวานนะครับ …)  สุดท้ายพี่มด ต้องหนีเข้าป่าร่วมงานกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เคลื่อนไหวอยู่เขต จ.สงขลา ประมาณ ๔ ปี แล้วไปอยู่ทางอีสานอีก ๒-๓ เดือน

                                   200712wanida_s

หลังจากนั้นจึงกลับมาเรียนต่อที่ธรรมศาสตร์อีกครั้งในปี ๒๕๒๔ เรียนอยู่ ๓ ปี จึงได้ปริญญาตรี พร้อมออกมาประกอบอาชีพส่วนตัวที่ บริษัท อาคเนย์ประกันภัย และเป็นไกด์นำเที่ยวอยู่หลายปี หลังจากนั้นจึงเริ่มเข้ามาทำงานด้านองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ด้วยการร่วมรณรงค์กับขบวนการสันติภาพต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ เข้าร่วมขบวนการเชื่อมสันติภาพไทยลาว แล้วก็หลังจากนั้นก็จับงานด้านเอ็นจีโอมาตลอดชีวิต จับงานในภาคประชาชนอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๒-๒๕๓๓ กับโครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ งานชิ้นแรกๆ ที่ทำคือ ทำงานเชิงวิชาการในการคัดค้านการสร้างเขื่อนแก่งกรุง เขื่อนแก่งเสือเต้นจนมาถึงเขื่อนปากมูล และอื่นๆอีกมากมาย หลังๆมีบทบาทในการก่อตั้งสมัชชาคนจนร่วมกับองค์กรชาวบ้านทั่วประเทศ ล่าสุด เป็นที่ปรึกษาสมัชชาคนจน

อยากรู้แนวคิดพี่เขาก็ลองอ่าน ชื่อหนังสือ “ทำไมต้องช่วยคนจน?” ปาฐกถามูลนิธิโกมลคีมทอง โดยวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ ลองดูครับ แล้วที่เหลือก็ตาม link ไปละกันครับ

ข้าพเจ้าร่วมไว้อาลัย และขอบุญกุศลใดๆที่ข้าพเจ้ามี จงไปถึงแก่พี่เขาด้วยครับ

ไหนๆก็กล่าว ถึงคนดังอับดับต้นๆในตระกูล ตันติวิทยาพิทักษ์ แล้ว ขอใส่เพิ่มคนดังในตระกูลอีก สองท่าน ไว้ด้วยกันเลยนะครับ

คนแรกคือ ดร.ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ นักสิทธิมนุษยชน นักวิชาการอิสระ ชื่อดัง เป็นประธานองค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย แล้วเป็นรองผู้อำนวยการสำนักการมีส่วนร่วมในกระบวนการเลือกตั้ง สำนักงานกรรมการการเลือกตั้ง มาดูพี่เขาคุยเรื่องประชามติ และพี่เขายังทำงานให้ Asian Network for Free Elections (ANFREL) และอื่นๆอีกมากมาย และมีบทความในมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน แหล่งข้อมูลชั้นดีอีกแหล่งด้วย

และอีกคนคือ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ชีวประวัติย่อๆ นักกิจกรรมตัวยงอีกท่าน ทำงานกิจกรรมมาตั้งแต่เด็กเช่นกัน หลังจบการศึกษา ได้เข้าทำงานในกองบรรณาธิการวารสาร เมืองโบราณ ต่อมาได้ร่วมก่อตั้งนิตยสาร สารคดี  (นิตยสารอีกเล่มที่ข้าพเจ้าชอบอ่าน) ในปี ๒๕๒๘ และดำรงตำแหน่ง บรรณาธิการตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๓ จนถึงปัจจุบัน  เขียนสารคดีขนาดยาวมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑๐๐ ชิ้น

ปัจจุบันนอกจากงานประจำแล้ว ยังดำรงตำแหน่งประธานชมรมนักข่าว สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, รองประธานมูลนิธิโลกสีเขียว เจ้าของหนังสือ โลกสีเขียว นิตยสารเพื่อความเข้าใจในสิ่งแวดล้อม ที่เหลืออยู่ไม่กี่ปก บนแพงหนังสือ ซึ่งมูลนิธิโลกสีเขียวอยู่ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ , และคุณวันชัย ยังเป็นกรรมการบริหารมูลนิธิสืบนาคะเสถียร, เป็นผู้บรรยายพิเศษในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ และเป็นคอลัมนิสต์ในหนังสือพิมพ์ มติชน ใช้นามปากกา วันชัย ตัน (นิตยสารในเครือ มติชน คือ มติชนสุดสัปดาห์ ก็เป็นอีกเล่มที่อ่านสนุกนะครับ)

พี่วันชัยเป็นคนที่มีความเชื่อว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุข ควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

ข้าพเจ้าก็หวังจะมีความสุขเช่น พี่วันชัย เช่นกัน แต่ที่อยากรู้มากที่สุด คือ ทั้งสาม ท่านนี้เป็นญาติกันยังไง ใครจะช่วยข้าพเจ้าได้บ้างครับ ช่วยด้วยครับ ขอบคุณล่วงหน้า ..ข้าพเจ้าเอง