Archive for October, 2007

อาโรคฺยปรมา ลาภา

October 31, 2007

อาโรคฺยปรมา ลาภา     สนฺตุฏฺฐิปรมํ ธนํ       
วิสฺสาสปรมา ญาติ     นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ.

คงไม่น้อยกว่า ๒๐ ปีล่วงผ่าน จึงทำให้ข้าพเจ้าไม่มีความทรงจำใดๆหลงเหลืออยู่เลย ที่จะรับรู้ว่าการ Admit นอนในโรงพยาบาล อันเนื่องมาจากป่วยไข้ของข้าพเจ้าเองนั้น ครั้งสุดท้ายนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด แม้ว่าข้าพเจ้าในช่วงไม่กี่ปีนี้ข้าพเจ้าจะเคยไปนอนในโรงพยาบาลบ้าง เพราะเหตุต้องไปเฝ้าไข้ มิได้เป็นเรื่องของตัวเอง มิใช่ว่าปกติข้าพเจ้าใช่จะเป็นคนที่อนามัยดี เพราะกำลังกายก็ไม่ค่อยได้ออก จนจะพูดได้ว่าแทบไม่ได้ออกกำลังกายเลยมาปีสองปีแล้ว หรือแม้เมื่อก่อนที่ออกกำลังกายอยู่บ้าง ก็ต้องแวะเวียนต้องไปฝากเนื้อฝากตัวกับคุณหมอที่โรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้ง ตั้งแต่หัวยันเท้า รวมถึงป่วยทางใจที่มาออกทางกาย เรื่องเครียดจัดเมื่อ ๑๐ ปีก่อน เมื่อเริ่มทำงานเดือนแรก เพราะเรื่องงานที่ต้องทำนั้นไม่ตรงกับที่ข้าพเจ้าเรียนมา ระบบอะไรก็ไม่รู้เกิดมาพึ่งเคยเห็นพึ่งรู้จัก ป่วยอื่นๆก็ไม่เคย Admit

แม้แต่อุบัติเหตุที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิต ๒ ครั้ง ที่ข้าพเจ้าได้สัมผัสผ่านเศษเสี้ยวของความตายมาแล้ว ก็มิต้อง Admit ครั้งแรกนั้นเกินเมื่อซ้อนมอเตอร์ไซด์เพื่อน ขี่ชนกับมอเตอร์ไซด์ของลุงท่านหนึ่ง ที่ไม่รู้ทำไมว่าลุงไม่ยอมขี่ แต่ใช้วิธีเข็นข้ามถนน เหตุการณ์ผ่านมาประมาณกว่า ๑๕-๑๖ ปีก่อน ถึงตอนนี้ข้าพเจ้าก็ยังไม่รู้ว่าทำไมลุงไม่ยอมขี่ เหตุการณ์นั้นทำให้เพื่อนข้าพเจ้ามีแผลเป็น เหมือนปลิงเกาะขาขนาดใหญ่จากความร้อนของท่อไอเสีย ส่วนตัวข้าพเจ้าเองก็ปากเจ๋อมีแผลเป็นติดตัวมาถึงทุกวันนี้ ก็แค่ไปหาหมอทาแผล ทานยาแก้ปวด ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ยังโชคดีกลับบ้านก็ถูกพ่อกับแม่ด่าด้วยความรักอีกเล็กน้อย แต่ยังไม่มาก เพราะวันนั้น น้องสาวป่วยเป็นไข้เลือดออกต้องนอนโรงพยาบาลพอดี

ครั้งที่สองข้าพเจ้ากำลังเดินข้ามถนนกับเพื่อนอีกสองคน เพื่อข้ามฝั่งไปยังวิทยาลัยที่เรียน เพื่อนทั้งสองเห็นรถกระบะที่วิ่งมา ก็หยุดรอ แต่ข้าพเจ้าความซวยมาเยือนไม่เห็นหรือไม่ได้ดู จึงเดินต่อไป แม้ว่าไม่ถึงจะชนเต็มๆมิฉะนั้นคงไม่ได้มานั่งเขียนอยู่ที่นี่ แค่เฉี่ยวนิดหน่อยก็กลิ้งไปหลายตลบ หลังจากกลิ้งเสร็จข้าพเจ้าสามารถลุกได้เอง เมื่อยืนปัดฝุ่นแล้วสำรวจตัวเองปรากฏว่า ไม่เป็นอะไรเลย ไม่น่าเชื่อจริงๆ ไม่เจ็บไม่ปวดไม่มีความรู้สึกใดๆทั้งสิ้น หันไปยิ้มให้กับเพื่อนทั้งสอง พบว่าที่สีหน้าเพื่อนทั้งสอง ซีดยิ่งกว่าไก่ต้มสุก ภายในระยะเวลาไม่ถึงครึ่งนาทีนั้นเอง ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามีน้ำอะไรบางอย่างกำลังไหลออกมาจากปากของข้าพเจ้า ภายในเสี้ยววินาทีตามสัญชาตญาณตามธรรมชาติ ข้าพเจ้าเอามือไปปาด กลิ่นคาวครุ้งขึ้นจมูกทันที สีเลือดแดงสดติดมือ ติดตาจนถึงทุกวันนี้ รู้ตัวภายว่าฟันหักหลุดหายไปเลยทันทีคาที่ ไปหนึ่งซี่ พร้อมโยกมากโยกน้อยอีกอย่างละหนึ่งซี่ แต่ก็ยังไม่ได้เจ็บปวดใดๆ หลังจากนั้นเพื่อนข้าพเจ้าบอกว่า เหมือนข้าพเจ้าถูกลักพาตัวไปทันที ไม่ทันได้ถามได้จดว่าใครชน ทำอะไรไม่ถูกเลย ส่วนตัวข้าพเจ้าเอง ถูกผู้ขับรถชนพาไปหาหมอ เหตุการณ์ครั้งนี้ข้าพเจ้าก็ไม่ได้นอนโรงพยาบาลไม่น่าเชื่อจริงๆ อันนี้ก็ ๑๓-๑๔ ปีก่อน ไว้วันหลังจะมาเล่าเรื่องนี้ต่อนะครับ

กลับมาเรื่องที่อยากจะเล่าดีกว่า เหตุเกิดเมื่อ ๒ วันก่อน โดยปกติข้าพเจ้าจะระมัดระวังเรื่องการทานอาหารเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอาหารทะเล จำพวกหอยและปู ของหมักดองทั้งหลาย เพราะโดยปกติ สองอย่างนี้ตามร้านทั่วๆไปจะไม่สดหรือไม่ก็ทำไม่สะอาดพอ ทำให้มีโอกาสเสี่ยงที่จะทานไปแล้วเกิดท้องเสียได้ง่าย เพราะมีประสบการณ์เองและเคยได้ยินมาเยอะ เหตุการณ์ที่ท้องเสียเยอะๆของตัวเองที่จำได้แม่นๆ ก็เกิดขึ้นเมื่อ ๑๑-๑๒ ปีก่อน ไว้มาเล่าวันหลัง ส่วนเหตุการณ์สดๆร้อนๆนี้ เริ่มเมื่อวันจันทร์มื้อเที่ยงข้าพเจ้าไปทานบะหมี่ Turbo ร้านหนึ่งจำชื่อไม่ได้  ข้าพเจ้าไปทานครั้งแรกกับน้องๆที่ทำงาน เพราะน้องแนะนำบอกว่าอร่อย ไปกันทั้งหมดรวม ๖ คน เหตุการณ์ผ่านไปจนเข้านอนทุกอย่างก็ยังปกติ เหตุการณ์เริ่มตั้งแต่ประมาณตีหนึ่งของวันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าปวดท้องถ่ายเสีย ก็นึกว่าจะถ่ายเสียตามปกติ ที่เคยเป็นบ้าง แม้จะไม่บ่อยครั้ง ถ่ายสองสามครั้งก็จะหาย ทานยาฆ่าเชื้อบ้างไม่ได้ยาบ้างก็หายเองได้   แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน ข้าพเจ้านอนหลับๆตื่นๆลุกเข้าออกห้องน้ำเข้าๆออกๆอยู่หลายครั้ง ถ่ายไปครั้งสองครั้งข้าพเจ้าก็ไปทานยาฆ่าเชื้อ Norxacin ๔๐๐mg ไป ๒ เม็ด ซื้อเตรียมไว้ตอนไปเที่ยวเมื่อสองสัปดาห์ก่อนเผื่อท้องเสีย ได้ใช้จนได้ คิดว่าจะหาย ยังไม่หายเพราะไม่ใช่ยาที่สั่งให้หยุดถ่าย ต้องลุกเข้าออกอีกหลายครั้ง ประมาณตี ๓ กว่า รู้สึกตัวร้อนมีไข้ก็ลงไปทาน Para แก้ไข้ไปอีก ๒ เม็ด สรุปเข้าๆออกๆห้องน้ำ จนเช้ารวมได้ประมาณ ๒๐ ครั้ง ย้ำอีกครั้ง ๒๐ ครั้ง 

ตื่นมาตอนเช้าประมาณ ๗ โมงเช้านิดๆ ก็ทาน Norxacin ๔๐๐mg ไปอีก ๒ เม็ด สายๆหน่อย หลังจากโทรไปลางานเจ้านายแล้ว ทานชาดำหวานๆไป ๑ กล่อง ประมาณ ๘ โมงกว่า ข้าพเจ้าก็ออกจากบ้านทั้งชุดนอนปะก้น เปลี่ยนเสื้อขาดๆให้ดูดีอีกหน่อย ขับรถไปโรงพยาบาลข้างบ้าน เมื่อพยาบาลวัดนู้นนี้เสร็จ ข้าพเจ้าพบความดันผิดปกติเล็กน้อยไม่ใช่ตัวเลขที่คุ้นเคย น้ำหนักที่ชั่งได้ลดไปจากน้ำหนักปกติประมาณ ๒ กิโลกรัมกว่าๆ เกือบ ๓  เมื่อพบหมอ คุณหมอก็ฟังนู้นฟังนี้ที่ท้อง ข้าพเจ้าเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ให้ฟัง คุณหมอก็ถามว่าจะให้นอนโรงพยาบาล ให้น้ำเกลือ นอนได้หรือเปล่า ข้าพเจ้าตัดสินใจช่วงครู่ก็บอกว่า OK นอนก็ได้ครับ เล่าไปแล้วว่าทานยาอะไรไปแล้ว เอาตัวอย่างไปให้ดู หมอยังให้นอนก็แสดงว่าอาการหนักเอาการ นอนโรงพยาบาลก็ดี ได้ประโยชน์หลายอย่าง อย่างน้อยก็มีคนหาข้าวให้กิน มีคนดูแลตลอดเรียกใช้ได้ ๒๔ ชม เจ้านายก็ว่าไม่ได้ ไม่ได้สำออย นอนป่วยอยู่โรงพยาบาล ได้ลองใช้บัตรประกันสุขภาพที่ได้ทำไว้ ของ AIA ทำมา ๔ ปีแล้วไม่เคยใช้เลย ขึ้นปีที่ ๕ เมื่อกลางตุลานี้เอง ครบกำหนดส่งค่างวดรายปีแล้วมา ๑๐ กว่าวันแล้ว หมดอายุไปแล้วยังไม่ได้จ่ายต่ออายุเลย เพราะทุกปีจะจ่ายช้าไป ๑ เดือน ทุกครั้ง ตัวแทนก็บอกว่าได้ จะรอดูว่าใช้ได้จริงหรือเปล่า 

เรื่องอีกยาว แต่ชักจะยาวเกินไปแล้ว วันนี้ไว้แค่นี้ก่อนดีกว่าครับ ว่าแต่คุณหมอทำเกินกว่าเหตุไปมั้ยครับที่จะให้นอนโรงพยาบาล เพราะน้องๆที่ไปทานด้วยกันรวม ๖ คน รวมข้าพเจ้าด้วยก็มีทั้งหมด ๔ คนที่ท้องเสีย เท่าที่ฟังมาก็มีเพียงข้าพเจ้าคนเดียวที่ไปหาหมอและต้องนอนโรงพยาบาล คนอื่นๆก็ถ่ายเยอะ ไว้ไปถามน้องๆ พรุ่งนี้ที่ทำงานอีกครั้งว่าอาการแต่ละคนเป็นอย่างไรกันแน่ มาจากอะไรแน่ แต่ตอนนี้ขอให้ อาโรคฺยปรมา ลาภา มีแก่ท่านผู้เข้ามาทนอ่านทุกท่านนะครับ อโรคฺย  แปลว่า ความเป็นอโรค คือ ความไม่มีโรค หลังจากนอนไปหนึ่งคืน ทำให้รู้ซึ้งถึงคำพูดนี้อีกมากมายว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่งครับ ข้าพเจ้าเอง..

ปล. ย้ายลำดับการแสดงหน่อยนะครับ ยกส่วนหัวเดิมที่เขียนไว้ มาไว้ด้านล่างส่วนปัจฉิมลิขิตนี้ น่าจะดึงดูดให้น่าตามอ่านขึ้น ไม่มากก็น้อย ไม่วิชาการเกินไป

อาโรคฺยปรมา ลาภา     สนฺตุฏฺฐิปรมํ ธนํ       
วิสฺสาสปรมา ญาติ     นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ.

พระพุทธเจ้าตรัสพระคาถานี้ในเรื่องพระเจ้าปเสนทิโกศล [๑๖๒]
อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท สุขวรรคที่ ๑๕                
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=25&p=6

ในที่นี่ข้าพเจ้าขอกล่าวถึงแต่ส่วนหนึ่งในพระคาถาที่ตามภาษาไทยเพี้ยนเป็น อโรคยา ปรมา ลาภา ในแง่โรคทางกายเท่านั้น แม้ว่าในพระไตรปิฎก มิได้หมายเฉพาะโรคกาย  แต่ยังหมายถึงโรคทางใจ หมายถึงพระนิพพาน พระนิพพานเป็นภาวะไร้โรค คือ ความมีสุขภาพจิตสมบูรณ์  คัดลอกบางส่วนจาก: เชื่อกรรม รู้กรรม แก้กรรม พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต)  http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/008242.htm 

Advertisements

วิถีของธุรกิจขนาดเล็ก

October 28, 2007

ผู้เขียนบอกไว้ว่า “มันจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่กำลังทำธุรกิจอยู่และคนที่คิดอยากจะทำธุรกิจในอนาคตไม่ว่าธุรกิจนั้นจะเป็นธุรกิจอะไรก็ตาม” ข้าพเจ้าว่า มันเหมาะอย่างยิ่งสำหรับทุกคนที่เป็นส่วนหนึ่งในระบบธุรกิจ เพราะมันมิใช่เพียงวิถีของธุรกิจขนาดเล็ก อย่างที่ผู้เขียนบอกไว้ แต่มันเป็นวิธีของระบบธุรกิจที่ทุกคนต้องรู้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในระบบธุรกิจใดๆ ทั้ง เล็ก กลาง ใหญ่ หรืออยู่นอกระบบธุรกิจตามความหมายในระบบบริโภคนิยมทั้งหลาย ข้าพเจ้าว่ามันทั้งหมดเป็นเรื่องที่ทุกคนควรรู้ไว้ และสำหรับข้าพเจ้าเอง “เรื่องของคน” และ “สร้างระบบให้เติบโต” มันทั้งสองเป็นเรื่องที่ถูกใจข้าพเจ้าเป็นที่สุด

เรื่องของคน มิใช่เนื้อหาทั้งหมดของมันก็จริง แต่มันเป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าเห็นว่าควรส่งข้อความที่อยู่ในนั้นต่อให้กับผู้บริหารในบริษัทที่ข้าพเจ้าทำงานอยู่เป็นอย่างยิ่ง เพราะข้าพเจ้าว่า ไม่ว่าวิธีธุรกิจจะขนาดไหนก็ตาม เรื่องของคนเป็นปัจจัยสำคัญเป็นเรื่องที่สุด ผู้เขียนบอกเกี่ยวกับเรื่องคนไว้ว่า “เราสามารถทำให้เครื่องจักรทำงานให้เราอย่างเต็มที่ ถ้าเราสามารถป้อนทุกสิ่งทุกอย่างที่เครื่องจักรต้องการได้ตรงตามข้อกำหนดเรื่องการใช้งานของเครื่องจักรนั้น แต่คนไม่เหมือนกัน” และแม้ว่าคนจะสำคัญ แต่การพึ่งพาคนเกินไปก็ใช่ว่าจะดี การสร้างระบบให้เติบโตก็สำคัญยิ่งกว่า ไม่แน่ใจนักว่าผู้เขียนต้องการสื่อความหมายใดจึงให้มันอยู่เป็นบทส่งท้ายของเล่ม แต่สำหรับข้าพเจ้ามันเหมาะอย่างยิ่งที่อยู่ส่วนนั้น

แม้ว่าข้าพเจ้าจะชอบ ๒ บท นั้น แต่คุณค่าของบทอื่นๆก็มิใช่จะด้อยไปกว่ากันเลย ถ้าท่านทั้งหลาย อยากรู้เรื่องราวมากกว่านี้ ก็ลองไปหาอ่านหนังสือเล่มนี้ดู สำหรับผู้ที่ติดตามงานผู้เขียนมานาน ย่อมทราบแหล่งหาซื้อได้แน่นอนอยู่แล้ว แต่สำหรับท่านทั้งหลายที่สนใจ เชิญที่ศูนย์หนังสือจุฬาหรือ B2S นะครับ ข้าพเจ้ารับรองว่าเวลาไม่เกิน ๑ ชม. ที่ท่านเสียไปในการอ่านมันอย่างพินิจพิเคราะห์แล้ว จะต้องรับรองผู้เขียนเช่นข้าพเจ้า ว่ามันไม่ได้ทำให้ข้าพเจ้าผิดหวังเลย มันช่วยเติมเต็มความฉลาดให้ข้าพเจ้า มันเป็น “โนว์ฮาว” ที่ช่วยร่นระยะเวลาความรู้ของข้าพเจ้าได้ดียิ่งนัก เป็นยาชั้นดีอีกขนานที่ช่วยบรรเทาความโง่ของข้าพเจ้าออกไปได้อีกมากมาย

                  backcoverbiz_min

 ปล. ติดตามงานของผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ คุณนรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ ฉายา “สุมาอี้” ได้ที่  http://1001ii.wordpress.com