Archive for April, 2007

กลับสู่เยาว์วัย

April 29, 2007

แก่ขึ้นอีกปีแล้วนะ..อายุเท่าไหร่แล้วละ..เมื่อไหร่จะโต..คำทักทายคุ้นเคยอย่างหนึ่ง ของคนไทย  คำทักทายที่สาวๆไม่อยากได้ยิน คำทักทายที่ฝรั่งไม่ถามกัน แต่คนไทยผู้ทำตามใจคือไทยแท้  สามารถถามได้ อายุจะเป็นไปอย่างไร ช่างมันข้าพเจ้าไม่ค่อยสนใจมันนัก ปล่อยไปตามสภาพ จะสนไปไย ในเมื่อใจข้าพเจ้ายังเป็นเด็กอยู่เสมอ แม้อายุจะเพิ่มขึ้น  ร่างกายจะเหี่ยวย่นบ้าง ผมจะหงอก ความแข็งแรง ความอึดอาจจะหายไปบ้าง แต่ถ้าได้ออกกำลังนิดหน่อย ให้สดชื่นขึ้น ก็พอช่วยให้มีแรงกลับมาได้ จะสนไปไย ในเมื่อข้าพเข้ายังเยาว์วัยอยู่เสมอ จิตใจสิสำคัญ บ่ฮู้ใครจะเป็นไง บ่สนใครจะนินทา บ่ต้องกังวลใด ในเมื่อชีวิตนี้ของข้าพเจ้า ยังเป็นตัวกูของกูอยู่ ใครจะทำไมข้าพเจ้าได้ ฮาฮา

ลองย้อนนึกไปเมื่อตอนข้าพเจ้าเป็นเด็กๆ เล็กๆ แหะๆ จำไม่ค่อยได้ละครับ เอะ ข้าพเจ้าอายุเท่าไหร่แล้วเนี้ย ทำไมลืมอะไรง่ายจัง ..??.. เปล่าเลยที่ข้าพเจ้าจำไม่ได้ ใช่เพราะข้าพเจ้าแก่ไป แต่เพราะข้าพเจ้าไม่มีสมองขนาดใหญ่ จะได้ไว้ใช้จำนู้นจำนี้ได้มากมาย ณ ตอนที่กำลังเขียนเรื่องนี้อยู่ เซลล์สมองของข้าพเจ้าก็ได้แก่ตายบ้าง ระเบิดตายไปบ้าง อีกพอสมควร แล้วจะสนไปไย ในเมื่อข้าพเจ้ายังจำได้แต่ว่า ตอนเด็กข้าพเจ้าไม่ต้องกังวลอะไรกับชีวิตมากมาย จะกิน อยู่อย่างไร พ่อ แม่ ญาติโกโหติกา ก็จัดหามาให้หมด ข้าพเจ้าก็แค่ เรียนๆเล่นๆ ไปตามสภาพ เรียนๆสอบๆเล่นๆเที่ยวๆ ตามประสาเด็กชายบ้านนอกคนหนึ่ง ยังจำได้ถึงความทรงจำดีๆเยอะแยะ แต่ดูเหมือนที่ไม่ดีจะมีเยอะแยะกว่า แต่จะสนไปไย ทำปัจจุบันให้ดีไว้

ณ ขณะเป็นเยาว์ชน มีผู้ปกครองคอยรับผิดชอบชีวิตข้าพเจ้าอยู่นั่น แม้ว่าขณะนั้นข้าพเจ้าจะไม่ได้รับรู้ว่ามันดีต่อข้าพเจ้าเพียงไร แต่นับจากวันที่ข้าพเจ้าต้องออกมาผจญภัยโลกภายนอก ณ วันนั้นมาถึงบัดนี้ เมื่อต้องมาอยู่คนเดียว ข้าพเจ้ารู้ข้อดีเหล่านั้นได้เองโดยไม่ต้องมีใครบอกเล่า และถึงตอนนี้แม้ว่าข้าพเจ้าจะมีเรื่องที่ต้องรับผิดชอบ มีอะไรให้กังวล ต้องวางแผนนู้นนี้ ทั้งเรื่องส่วนตัว ทั้งครอบครัวที่ต่างจังหวัด ทั้งเรื่องหน้าที่การงาน ตามประสามนุษย์เงินเดือน ตลอดเวลา ความเป็นยุวของข้าพเจ้าก็ยังคงอยู่

เด็กๆ กล้าคิด กล้าลอง กล้าเสี่ยง ไม่กลัว กล้าเผชิญหน้า ร่าเริง สดใส ไม่กังวล อยากทำอะไรก็ทำ กล้าซัก กล้าถาม ไม่อายที่จะบอกว่าไม่รู้ กล้าหัวเราะ กล้าร้องไห้ กล้าขอโทษ มีความตื่นเต้น อยากรู้อยากเห็น ไม่ Over ไม่ Under เป็นกลาง ไม่มีอคติ ยังมีข้อดีของเด็กๆ อีกเยอะแยะ เด็กๆ อาจจะมีน้ำอดน้ำทนน้อย ความเพียรน้อย ประสบการณ์น้อย บทเรียนน้อย ไม่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่ ยังมีข้อไม่ดีของเด็กๆ มีเยอะแยะ ยังสนไปไย ในเมื่อกายข้าพเจ้าเป็นผู้ใหญ่ ใจข้าพเจ้าก็มีความเป็นผู้ใหญ่ มีข้อดีของผู้ใหญ่ แล้วใจของข้าพเจ้าก็ยังมีความเป็นเด็กๆ ยังมีความเป็นเด็ก ฮาฮา แล้วยังมีอะไรอีกที่ข้าพเจ้าจะทำไม่ได้ ฮาฮา ขอเพียงโอกาสเท่านั้น ความรู้เรียนทันกันหมด ประสบการณ์หามาได้ เรียนรู้กันได้ ฮาฮา

แล้วข้าพเจ้ากลับสู่เยาว์วัยได้อย่างไร ท่านจะอยากรู้ไปไย ไม่ใช่แค่ข้าพเจ้า ดูการ์ตูน อ่านนิทานเด็กๆ วรรณกรรมเยาวชน ออกกำลัง หรือรับเลี้ยงเด็กๆ ดื่มนม ฮิฮิ จึงย้อนจิตใจกลับสู่เยาว์วัยได้ ถ้าท่านอยากเป็นเหมือนข้าพเจ้า ท่านต้องหาทางด้วยตัวท่านเอง มันมีทางเดินหลายทางที่จะไปถึงจุดหมายเดียวกันได้ ข้าพเจ้ามีจุดหมายของข้าพเจ้า ท่านละมีจุดหมายของท่านหรือยัง ข้าพเจ้าแนะนำท่านได้แค่เพียง คำแนะนำพื้นฐาน ๑ อย่าง ท่านลองง่ายๆ ลองก้าวออกจากแนวล้อมตัวท่าน ออกจากพื้นที่คุ้นเคย ลองอะไรใหม่ๆบ้าง ลองแค่นี้ ท่านก็เริ่มกลับสู่เยาว์วัยอีกครั้งเช่นเดียวกับข้าพเจ้า 

แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าอยากเป็นที่สุด คือ ทั้งกายและใจ ย้อนวันเวลาทั้งหมด กลับสู่เยาว์วัย อีกครั้ง..จะได้ ฤา

Advertisements

คาถา กิริยาจิต

April 29, 2007

ขณะจิต ๑ เข้าสู่ทวารทั้ง ๕

ขณะจิต ๒ เข้าสู่ทวารใจ

ขณะจิต ๓ จิตเดิม 

คาถา ขณะจิตรับผลกุศล

April 29, 2007

รู้สึกไม่ทุกข์ไม่สุข ประกอบด้วย         กายวิญญาณ 
รู้สึกไม่ทุกข์ไม่สุข ประกอบด้วย         ตาวิญญาณ  
รู้สึกไม่ทุกข์ไม่สุข ประกอบด้วย         หูวิญญาณ   
รู้สึกไม่ทุกข์ไม่สุข ประกอบด้วย         จมูกวิญญาณ   
รู้สึกไม่ทุกข์ไม่สุข ประกอบด้วย         ลิ้นวิญญาณ  
รับรูปนิมิตทั้ง ๕ ไต่สวนรูปนิมิตทั้ง ๕  

คาถา ขณะจิตรับผลอกุศล

April 29, 2007

 

รู้สึกทุกข์                          ประกอบด้วย         กายวิญญาณ

รู้สึกไม่ทุกข์ไม่สุข                 ประกอบด้วย         ตาวิญญาณ

รู้สึกไม่ทุกข์ไม่สุข                 ประกอบด้วย         หูวิญญาณ

รู้สึกไม่ทุกข์ไม่สุข                 ประกอบด้วย         จมูกวิญญาณ

รู้สึกไม่ทุกข์ไม่สุข                 ประกอบด้วย         ลิ้นวิญญาณ

รับรูปนิมิตทั้ง ๕ ไต่สวนรูปนิมิตทั้ง ๕

คาถา โลกุตระ

April 29, 2007

 

ทาง ๘ ของโสดาบัน เกิดพร้อมด้วยองค์ ๕ มีวิตก วิจารณ์ ปิติ สุข เป็นหนึ่ง

ทาง ๘ ของโสดาบัน เกิดพร้อมด้วยองค์ ๔ มีวิจารณ์ ปิติ สุข เป็นหนึ่ง

ทาง ๘ ของโสดาบัน เกิดพร้อมด้วยองค์ ๓ มีปิติ สุข เป็นหนึ่ง

ทาง ๘ ของโสดาบัน เกิดพร้อมด้วยองค์ ๒ มีสุข เป็นหนึ่ง

ทาง ๘ ของโสดาบัน เกิดพร้อมด้วยองค์ ๒ มีเฉย เป็นหนึ่ง

ผลของโสดาบัน เกิดพร้อมด้วยองค์ ๕ (ท่องเหมือนข้างบน)

 

ทาง ๘ ของสกิทาคา เกิดพร้อมด้วยองค์ ๕ มีวิตก วิจารณ์ ปิติ สุข เป็นหนึ่ง

ทาง ๘ ของสกิทาคา เกิดพร้อมด้วยองค์ ๔ มีวิจารณ์ ปิติ สุข เป็นหนึ่ง

ทาง ๘ ของสกิทาคา เกิดพร้อมด้วยองค์ ๓ มีปิติ สุข เป็นหนึ่ง

ทาง ๘ ของสกิทาคา เกิดพร้อมด้วยองค์ ๒ มีสุข เป็นหนึ่ง

ทาง ๘ ของสกิทาคา เกิดพร้อมด้วยองค์ ๒ มีเฉย เป็นหนึ่ง

ผลของสกิทาคา เกิดพร้อมด้วยองค์ ๕ (ท่องเหมือนข้างบน)

 

ทาง ๘ ของอนาคามี เกิดพร้อมด้วยองค์ ๕ มีวิตก วิจารณ์ ปิติ สุข เป็นหนึ่ง

ทาง ๘ ของอนาคามี เกิดพร้อมด้วยองค์ ๔ มีวิจราณ์ ปิติ สุข เป็นหนึ่ง

ทาง ๘ ของอนาคามี เกิดพร้อมด้วยองค์ ๓ มีปิติ สุข เป็นหนึ่ง

ทาง ๘ ของอนาคามี เกิดพร้อมด้วยองค์ ๒ มีสุข เป็นหนึ่ง

ทาง ๘ ของอนาคามี เกิดพร้อมด้วยองค์ ๒ มีฉย เป็นหนึ่ง

ผลของอนาคามี เกิดพร้อมด้วยองค์ ๕ (ท่องเหมือนข้างบน)

 

ทาง ๘ ของอรหันต์ เกิดพร้อมด้วยองค์ ๕ มีวิตก วิจารณ์ ปิติ สุข เป็นหนึ่ง

ทาง ๘ ของอรหันต์ เกิดพร้อมด้วยองค์ ๔ มีวิจารณ์ ปิติ สุข เป็นหนึ่ง

ทาง ๘ ของอรหันต์ เกิดพร้อมด้วยองค์ ๓ มีปิติ สุข เป็นหนึ่ง

ทาง ๘ ของอรหันต์ เกิดพร้อมด้วยองค์ ๒ มีสุข เป็นหนึ่ง

ทาง ๘ ของอรหันต์ เกิดพร้อมด้วยองค์ ๒ มีเฉย เป็นหนึ่ง

ผลของอรหันต์ เกิดพร้อมด้วยองค์ ๕ (ท่องเหมือนข้างบน)

คาถา อรูปฌาน

April 29, 2007

อรูปฌานที่ ๑ เอาอากาศไม่มีที่สิ้นสุด เป็นอารมณ์ เกิดพร้อมด้วยองค์ ๒ มีเฉย เป็นหนึ่ง

อรูปฌานที่ ๒ เอาวิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด เป็นอารมณ์ เกิดพร้อมด้วยองค์ ๒ มีเฉย เป็นหนึ่ง

อรูปฌานที่ ๓ เอาศูนย์เปล่าไม่มีที่สิ้นสุด เป็นอารมณ์ เกิดพร้อมด้วยองค์ ๒ มีเฉย เป็นหนึ่ง

อรูปฌานที่ ๔ เอามีก็ไม่ใช่ไม่มีก็ไม่ใช่ เป็นอารมณ์ เกิดพร้อมด้วยองค์ ๒ มีเฉย เป็นหนึ่ง

คาถา รูปฌาน

April 29, 2007

รูปฌานที่ ๑ ประกอบด้วยกุศล ประกอบด้วยผลวิบาก ประกอบด้วยกิริยาจิต
เกิดพร้อมด้วยองค์ ๕ มี วิตก วิจารณ์ ปิติ สุข เป็นหนึ่ง มากด้วยกิริยาจิต
รูปฌานที่ ๒ ประกอบด้วยกุศล ประกอบด้วยผลวิบาก ประกอบด้วยกิริยาจิต
เกิดพร้อมด้วยองค์ ๔ มี วิจารณ์ ปิติ สุข เป็นหนึ่ง มากด้วยกิริยาจิต

รูปฌานที่ ๓ ประกอบด้วยกุศล ประกอบด้วยผลวิบาก ประกอบด้วยกิริยาจิต
เกิดพร้อมด้วยองค์ ๓ มี ปิติ สุข เป็นหนึ่ง มากด้วยกิริยาจิต

รูปฌานที่ ๔ ประกอบด้วยกุศล ประกอบด้วยผลวิบาก ประกอบด้วยกิริยาจิต
เกิดพร้อมด้วยองค์ ๒ มี สุข เป็นหนึ่ง มากด้วยกิริยาจิต

รูปฌานที่ ๕ ประกอบด้วยกุศล ประกอบด้วยผลวิบาก ประกอบด้วยกิริยาจิต
เกิดพร้อมด้วยองค์ ๒ มี เฉย เป็นหนึ่ง มากด้วยกิริยาจิต

คาถา ขณะจิตท่องกาม

April 29, 2007

ขณะจิต ๑ รู้สึกดีใจ ประกอบด้วยความรู้เห็น ไม่มีรูปนิมิตจูง มากด้วยกิริยาจิต

ขณะจิต ๒ รู้สึกดีใจ ประกอบด้วยความรู้เห็น มีรูปนิมิตจูง มากด้วยกิริยาจิต

ขณะจิต ๓ รู้สึกดีใจ ไม่ประกอบด้วยอะไร ไม่มีรูปนิมิตจูง มากด้วยกิริยาจิต

ขณะจิต ๔ รู้สึกดีใจ ไม่ประกอบด้วยอะไร มีรูปนิมิตจูง มากด้วยกิริยาจิต

ขณะจิต ๕ รู้สึกเฉย ประกอบด้วยความรู้เห็น ไม่มีรูปนิมิตจูง มากด้วยกิริยาจิต

ขณะจิต ๖ รู้สึกเฉย ประกอบด้วยความรู้เห็น มีรูปนิมิตจูง มากด้วยกิริยาจิต

ขณะจิต ๗ รู้สึกเฉย ไม่ประกอบด้วยอะไร ไม่มีรูปนิมิตจูง มากด้วยกิริยาจิต

ขณะจิต ๘ รู้สึกเฉย ไม่ประกอบด้วยอะไร มีรูปนิมิตจูง มากด้วยกิริยาจิต

ขณะจิต ๑ รู้สึกดีใจ ประกอบด้วยความรู้เห็น ไม่มีรูปนิมิตจูง มากด้วยผลวิบาก

ขณะจิต ๒ รู้สึกดีใจ ประกอบด้วยความรู้เห็น มีรูปนิมิตจูง มากด้วยผลวิบาก

ขณะจิต ๓ รู้สึกดีใจ ไม่ประกอบด้วยอะไร ไม่มีรูปนิมิตจูง มากด้วยผลวิบาก

ขณะจิต ๔ รู้สึกดีใจ ไม่ประกอบด้วยอะไร มีรูปนิมิตจูง มากด้วยผลวิบาก

ขณะจิต ๕ รู้สึกเฉย ประกอบด้วยความรู้เห็น ไม่มีรูปนิมิตจูง มากด้วยผลวิบาก

ขณะจิต ๖ รู้สึกเฉย ประกอบด้วยความรู้เห็น มีรูปนิมิตจูง มากด้วยผลวิบาก

ขณะจิต ๗ รู้สึกเฉย ไม่ประกอบด้วยอะไร ไม่มีรูปนิมิตจูง มากด้วยผลวิบาก

ขณะจิต ๘ รู้สึกเฉย ไม่ประกอบด้วยอะไร มีรูปนิมิตจูง มากด้วยผลวิบาก

ขณะจิต ๑ รู้สึกดีใจ ประกอบด้วยความรู้เห็น ไม่มีรูปนิมิตจูง มากด้วยกุศล

ขณะจิต ๒ รู้สึกดีใจ ประกอบด้วยความรู้เห็น มีรูปนิมิตจูง มากด้วยกุศล

ขณะจิต ๓ รู้สึกดีใจ ไม่ประกอบด้วยอะไร ไม่มีรูปนิมิตจูง มากด้วยกุศล

ขณะจิต ๔ รู้สึกดีใจ ไม่ประกอบด้วยอะไร มีรูปนิมิตจูง  มากด้วยกุศล

ขณะจิต ๕ รู้สึกเฉย ประกอบด้วยความรู้เห็น ไม่มีรูปนิมิตจูง มากด้วยกุศล

ขณะจิต ๖ รู้สึกเฉย ประกอบด้วยความรู้เห็น มีรูปนิมิตจูง มากด้วยกุศล

ขณะจิต ๗ รู้สึกเฉย ไม่ประกอบด้วยอะไร ไม่มีรูปนิมิตจูง มากด้วยกุศล

ขณะจิต ๘ รู้สึกเฉย ไม่ประกอบด้วยอะไร มีรูปนิมิตจูง มากด้วยกุศล

คาถา ขณะจิตขัดเคือง

April 29, 2007

ขณะจิต ๑ รู้สึกเสียใจ ประกอบด้วย ขัดเคือง ไม่มีรูปนิมิตจูง
ขณะจิต ๒ รู้สึกเสียใจ ประกอบด้วย ขัดเคือง  มีรูปนิมิตจูง

คาถา ขณะจิตอยากได้

April 29, 2007

ขณะจิต ๑ รู้สึกเฉย ประกอบด้วยเห็นผิด ไม่มีรูปนิมิตจูง
ขณะจิต ๒ รู้สึกเฉย ประกอบด้วยเห็นผิด มีรูปนิมิตจูง
ขณะจิต ๓ รู้สึกเฉย ไม่ประกอบด้วยอะไร ไม่มีรูปนิมิตจูง
ขณะจิต ๔ รู้สึกเฉย ไม่ประกอบด้วยอะไร มีรูปนิมิตจูง
ขณะจิต ๕ รู้สึกดีใจ ประกอบด้วยเห็นผิด ไม่มีรูปนิมิตจูง
ขณะจิต ๖ รู้สึกดีใจ ประกอบด้วยเห็นผิด มีรูปนิมิตจูง
ขณะจิต ๗ รู้สึกดีใจ ไม่ประกอบด้วยอะไร ไม่มีรูปนิมิตจูง
ขณะจิต ๘ รู้สึกดีใจ ไม่ประกอบด้วยอะไร มีรูปนิมิตจูง

คาถา ขณะจิตหลงไม่รู้จริง

April 29, 2007

ขณะจิต ๑ รู้สึกเฉย ประกอบด้วย สงสัย

ขณะจิต ๒ รู้สึกเฉย ประกอบด้วย ซ่านไปตามของชอบทั้ง ๕

คาถา ขณะจิต

April 29, 2007


ขณะจิตของตนที่วิญญาณท่องอยู่ โดยปกติมีอยู่ ๓ ขณะจิต ดังนี้ คือ
ขณะท่องในอกุศล ๑ ขณะท่องในกุศล ๑ ขณะไม่ท่องในอะไร ๑

ขณะท่องในอกุศล คือ ขณะจิตหลงไม่รู้จริง ๑ ขณะจิตอย่างได้ ๑ ขณะจิตขัดเคือง ๑
ขณะท่องในกุศล คือ ขณะจิตท่องกาม ๑ ขณะจิตท่องรูป ๑ ขณะจิตท่องอรูป ๑ ขณะจิตท่องโลกุตระ ๑
ขณะจิตไม่ท่องในอะไร คือ ขณะจิตรับผลอกุศล ๑ ขณะจิตรับผลกุศล ๑ กิริยาจิต ๑

คาถา ปัญญารอบรู้

April 29, 2007

ในบางขณะบุคคลอาจมีปัญญารอบรู้ ในห้องธาตุ ในเครื่องต่อ ในตัวตน ในของใหญ่ ในความจริงทั้ง ๔ ว่ามีชื่ออย่างนี้ ลักษณะอย่างนั้น ชนิดนั้น ตั้งอยู่ตรงนี้

คาถา อารมณ์กุศล

April 29, 2007

ขณะใดที่จิตตัดสินได้ ในชื่อก็ตาม ในลักษณะก็ตาม ในที่ตั้งก็ตาม ในชนิดก็ตามของรูปตนนามตน ว่าเหล่านี้ต่างชื่อ ต่างลักษณะ ต่างที่ตั้งต่างชนิด มิใช่อันหนึ่งอันเดียวกัน ขณะนั้นเป็นอารมณ์ปัญญารอบรู้

ขณะใดสัตว์โลกทุกข์ร้อน ต้องการผู้ช่วยเหลือ ปรากฏต่อเราอยู่ ขณะนั้นอารมณ์อนุเคราะห์ และอารมณ์พลอยยินดีย่อมเกิดขึ้น

ขณะใดที่จิตปรารถนาไม่มุ่งร้าย ไม่เบียดเบียน ไม่กำหนัด ขณะนั้นอารมณ์การงานถูกต้องย่อมมีขึ้น อาชีพบริสุทธิ์ก็ดี วาจาไม่มีโทษก็ดี เมื่ออารมณ์การงานถูกต้องมีขึ้น อารมณ์กุศลเหล่านี้ก็เกิดขึ้นตามลำดับ

ขณะใดที่จิตแจ่มแจ้งในความจริง คลายสงสัยได้ ขณะนั้นอารมณ์เชื่อมั่นย่อมเกิดขึ้น ระลึกถูกต้องก็ดี สม่ำเสมอไม่ย่อท้อก็ดี ละอายก็ดี กลัวบาปก็ดี ไม่อยากก็ดี ไม่ขัดเคืองก็ดี กายสงบใจสงบก็ดี กายเบาใจเบาก็ดี กายละเอียดใจละเอียดอ่อนก็ดี กายตั้งมั่นใจตั้งมั่นก็ดี กายคล่องแคล่วใจคล่องแคล่วก็ดี กายควรแก่งานใจควรแก่งานก็ดี เมื่ออารมณ์เชื่อมั่นมีขึ้น อารมณ์กุศลเหล่านี้ ก็เกิดขึ้นตามลำดับ เหตุทีมีอารมณ์ปัญญารอบรู้นั่นเอง จึงทำให้มีอารมณ์เชื่อมั่นขึ้น

เหตุที่มีอารมณ์อนุเคราะห์และอารมณ์พลอยยินดีนั่นเอง จึงทำให้อารมณ์การงานถูกต้องขึ้น 

คาถา ความจริงทั้ง ๔

April 29, 2007

ความจริงทั้ง ๔ ที่ควรพิจารณาเห็นให้ถูกต้องมีอยู่ดังนี้ คือ

ทุกข์ ๑ เหตุ ๑ วิธีดับ ๑ ทาง ๑

เหล่านี้จัดเป็นทุกข์ คือ ทุกข์ตัวตน ๑ ทุกข์ร้อน ๑ ทุกข์ประจำ ๑ ทุกข์จรมา ๑ ทุกข์สาหัส ๑

ทุกข์ซ้ำซาก ๑ ทุกข์ธรรมดา ๑ ทุกข์ผลกรรม ๑ ทุกข์หาอาหาร ๑ ทุกข์วิวาท ๑

เหล่านี้จัดเป็นต้นเหตุ คือ ร้องห่มร้องไห้ เสียอกเสียใจ คร่ำครวญ รำพึง รำพัน มีต้นเหตุมาจาก แก่ เจ็บ ตาย

แก่ เจ็บ ตาย  มีต้นเหตุมาจาก   เกิด

เกิด               มีต้นเหตุมาจาก   ภพ

ภพ                มีต้นเหตุมาจาก   ยึดถือ

ยึดถือ           มีต้นเหตุมาจาก    อยาก

อยาก             มีต้นเหตุมาจาก   รู้สึก

รู้สึก              มีต้นเหตุมาจาก   กระทบ

กระทบ         มีต้นเหตุมาจาก   เครื่องต่อ

เครื่องต่อ      มีต้นเหตุมาจาก    รูปนาม

รูปนาม       มีต้นเหตุมาจาก    วิญญาณ

วิญญาณ       มีต้นเหตุมาจาก    ปรุง

ปรุง              มีต้นเหตุมาจาก    หลงไม่รู้จริง

เหล่านี้จัดเป็นวิธีดับ คือ ถ้าดับหลงไม่รู้จริง ปรุงก็ดับ วิญญาณก็ดับด้วย

รูปนาม สักแต่ว่า รูปนาม เครื่องต่อ สักแต่ว่า เครื่องต่อ

กระทบ สักแต่ว่า กระทบ รู้สึก สักแต่ว่า รู้สึก

ถ้าอยากดับ ยึดถือก็ดับ ภพก็ดับด้วย ถ้าเกิดไม่มี แก่ เจ็บ ตายก็ไม่มี

ร้องห่ม ร้องไห้ เสียอก เสียใจ คร่ำครวญ รำพึง รำพันก็ไม่มีด้วย

เหล่านี้จัดเป็นทาง คือ ระลึกถูกต้อง ๑ พิจารณาเห็นถูกต้อง ๑

สมาธิถูกต้อง ๑ เพียรถูกต้อง ๑ ปรารถนาถูกต้อง ๑

 การงานถูกต้อง ๑ อาชีพถูกต้อง ๑ วาจาถูกต้อง